เมื่อกล่าวถึงทนสิทธิ์ตามธรรมชาติแต่โบราณ อันเป็นสุดยอดทนสิทธิ์ที่กล่าวกันว่าหาได้ยากยิ่ง ถึงกับบางท่านแย้งว่าเป็นเรื่องราวเพียงนิทานไร้สาระไม่มีอยู่จริง คู่หนึ่งคือคู่ “เหล็กไหล-ไพลดำ” วันนี้เราลองมาสืบค้นเรื่องราวจากตำราที่จับต้องได้ดูกันครับ ว่ามีการกล่าวถึงว่านทางความเชื่อที่เรียกว่าไพลดำนี้มากน้อยหรือพิสดารเพียงใด แต่ไหนๆก็จะพูดถึงว่านตัวนี้แล้ว ก็ขอกล่าวถึงกลุ่มของว่านที่เรียกว่าไพลทั้งกลุ่มเลยละกันเพื่อให้เกิดการแยกแยะเทียบเคียงถึงจุดเหมือนและจุดต่างของว่านตระกูลนี้ครับ

ไพล : Zingiber cassumunar จุดเด่นคือ หัวสีเหลือง กลีบเลี้ยงดอกตูมดังประนมมือ ลายกลีบตัดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด
ว่านกลุ่มที่เรียกว่าไพลนี้ในตำราว่านยุคเก่าได้กล่าวถึงว่านกลุ่มชื่อนี้ได้แก่
๑. คู่มือนักเล่นว่าน : ล.มหาจันทร์ กล่าวถึงว่านไพรดำ(๑)
๒. ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด : พยอม วิไลรัตน์ กล่าวถึง ว่านไพลดำและไพลขาว(ตำราระบุว่าเป็นต้นเดียวกัน ให้สีหัวต่างกันตามสภาพแวดล้อม), ว่านไพลปลุกเศก หรือว่านฤาษีสร้าง, และพระยาไพล(เป็นต้นยาวิเศษ)(๒)
๓. ตำราปลูกและดูลักษณะว่าน : อุตะมะ สิริจิตโต กล่าวถึง ว่านไพลดำ, และว่านไพลเสก(๓)
๔. ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์ : อาจารย์ชั้น หาวิธี กล่าวถึง ว่านไพรดำ, ว่านไพรขาว, และว่านไพรปลุกเสก(๔)
๕. ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน : นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ กล่าวถึง ไพลขาว, ไพลดำ, และไพลปลุกเศก หรือว่านฤาษีสร้าง(๕)
๖. ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ : ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น กล่าวถึง ว่านไพลดำ, ว่านไพรชมพู, ว่านไพรป่า, และว่านไพรด่าง(ไพรปลุกเสก)(๖)
๗. กบิลว่าน 108 : สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร กล่าวถึง ไพรปลุกเศก, ไพรขาว, ไพรดำ(๗)
โดยสรุปเมื่อสังเคราะห์ข้อมูลออกมาจึงได้ว่านกลุ่มชื่อนี้มีจำนวน ๘ ชนิดด้วยกันคือ
๑. ว่านไพรดำ(๑-๗)(ต้นกระทือดำ) ทางภาคเหนือบางพื้นที่เรียก อีดำ ลักษณะเหมือนกับไพลธรรมดาทุกอย่างแต่หัวและต้นมีขนาดใหญ่กว่าประมาณสองเท่า ก้านใบมีสีดำ หัวมีสีลูกหว้า(ดำม่วง) สีหัวจะมีสี ดำอ่อน ดำเข้ม หรือออกแดงแบบดำม่วงแดง สุดแล้วแต่การปลูก ว่าปลูกในที่ร้อน-เย็น แดด-ร่ม แห้งแล้ง-ชุ่มชื้น โดยที่สำคัญคือสีดินปลูก
วิธีพิสูจน์ว่าเป็นไพลดำแท้หรือไม่ ให้เอาหัวว่านมาขีดกับฝาละมีหม้อข้าวที่เป็นหม้อดิน ข้าวที่หุงจะดำทั้งหม้อ
สรรพคุณ ใช้ในทางคงกระพัน และรักษาอาการบอบช้ำแบบหัวไพล แก้โรคอาหารเป็นพิษ ลำไส้เป็นแผล เป็นยามหากำลัง และเป็นยาอายุวัฒนะ
การปลูกนิยมใช้ดินดำเป็นดินปลูก เพราะจะทำให้ได้หัวมีสีดำกว่าดินสีอื่น ถ้าไม่มีดินดำให้ทำดินดำเทียมคือใช้ดินธรรมดาผสมกับผงถ่าน บางตำรากล่าวว่าถ้าใช้ดินสีอื่นจะทำให้ต้นตายภายในสามวัน แต่ผู้เขียนทดลองแล้ว พบว่าไม่ถึงกับตาย เพียงแต่ทำให้หัวสีเปลี่ยนเป็นสีเหลืองๆนวลออกขาวเหลือบน้ำตาลเล็กน้อย เมื่อปลูกโดยเปลี่ยนดินเป็นดินดำสีของเนื้อในหัวจะเปลี่ยนเป็นสีดำออกม่วงอีกครั้ง
ว่านต้นนี้ตรงกับต้นที่แพร่หลายในปัจจุบัน คือ Zingiber ottensii Valeton. แต่แท้จริงแล้วผู้เขียนว่าต้นนี้ น่าจะเรียกว่า “กระทือดำ” หรือ “กระทือม่วง”(๑๓) มากกว่าเพราะลักษณะของต้นคล้ายกับกระทือมากกว่าไพล โดยแตกต่างจากกระทือ เพียงดอกและสีเนื้อในหัวเท่านั้น แต่บางทีเมื่อปลูกในดินปนทรายที่สีดินออกขาวๆ ความม่วงของเนื้อในหัวจะจางเหลือขนาดสีของหัวกระทือเลยทีเดียว ลักษณะต้นก็คล้ายกันมากตัดกันที่ดอกอย่างเดียวคือลักษณะของกลีบดอกดังภาพครับ โดยไพลดำดอกจะมีแต้มกระสีคล้ำๆออกน้ำตาล ในขณะที่กระทือ ดอกจะสีเหลืองนวลๆไม่มีกระ
ไพลดำต้นนี้เป็นต้นที่ระบุไว้อย่างชัดเจนตรงกับตำราของ ล.มหาจันทร์, อุตะมะ สิริจิตโต, และสมาน คัมภีร์ และทัศนา ทัศนมิตร ที่ระบุว่าต้นโตกว่าไพรธรรมดาประมาณ ๒ เท่า

ว่านไพลดำ(๔,๕)(ต้นดากเงาะเล็ก) Zingiber spectabile Griff. ต้นเล็กนี้มักเจอทางเขตภาคเหนือและอีสาน(อีสานเรียกไพลใจดำ) ทางภาคใต้ต้นจะขนาดใหญ่กว่า
๒. ว่านไพลดำ(๔,๕)(ต้นดากเงาะเล็ก) ต้นนี้ตรงกับต้นในตำราของ นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ ตามชื่อวิทยาศาสตร์คือ Zingiber spectabile พืชชนิดนี้ทางพฤกษศาสตร์เรียกว่า “กระทือพิลาส” มีหลายต้นด้วยกัน แต่ต้นที่จัดว่าเป็นไพลดำตามตำราว่านคือต้นที่มีขนาดต้นเล็ก หัวเล็ก เนื้อหัวสีดำ ใบเรียวแคบเหมือนไพล ช่อดอกเล็กไม่ยาวและไม่ใหญ่มาก โดยผู้เขียนขอเรียกว่า “กระทือพิลาสเล็ก หรือดากเงาะเล็ก” เพื่อให้แยกออกจากต้นอื่นๆ อีกหลายต้น ส่วนในทางอีสานต้นนี้จะเรียกว่า “ไพลใจดำ”

ว่านไพลขาว(๑๑) Zingiber ligulatum Roxb. ดอกติดดิน เป็นพืชกลุ่มพวก ขิงแห้ง ถ้าเนื้อหัวสีขาว ทางว่านจะเรียก ว่านไพลขาว ถ้าเนื้อม่วง ทางว่านจะเรียก ว่านเกราะเพชรไพฑูรย์ใหญ่ (ซึ่งว่านเกราะเพชรไพฑูรย์ใหญ่นี้ทางลาวจะเรียก ขิงดำ หรือ ไพลดำ)
๓. ว่านไพลขาว(๒,๔,๕,๗) ลักษณะ ต้น ใบ หัว กลิ่น รสเหมือนกับไพลดำ ผิดแต่เนื้อในเป็นสีขาวนวลๆ มีดอกดังไพล ว่านนี้เชื่อว่ากินแล้วอยู่คงได้เป็นเดือนๆ เวลากินให้เสกด้วยคาถาโสฬสพุทธะ หรือคาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์คือ “นะมะนะอะ นุกุนะกะ กุอุนุอะ นะอะกะอัง” เสกสามคาบกินให้ครบไตรมาส(๔) จะทำให้อยู่คงชั่วชีวิต มีสรรพคุณทางยาใช้แก้ปวดท้อง แก้โรคบิด
ผู้เขียนเข้าใจว่าคาถาชุดนี้เป็นชุดสายเดียวกับที่ปรากฏในยันต์ ลงเสื้อยันต์ ที่เผยแพร่โดย อ. อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ. (ในตำราที่ชำระแล้วกล่าวถึงตัวคาถาคือ นะมะนะอะ นอกอนะกะ กอออนออะ นะอะกะอัง(๕,๘)(คาถาตัวผู้) อุมิอะมิ มะหิสุตัง สุนะพุทธัง อะสุนะอะ(คาถาตัวเมีย)(๘)) ซึ่งรวมกันได้ ๓๒ คืออาการ ๓๒ จากบทโสลก ๔x๒ วรรค อัน ๓๒ เป็นจำนวนที่เหมาะแก่การนำมาขับจักรทำสมาธิ โดยคำจะพอดีต่อการตั้งจุดเพื่อการทำสมาธิแบบ “คณนา” (คำนี้นอกจากหมายถึงการนับแล้วยังหมายถึงการลำดับด้วย)
สำหรับต้นว่านไพลขาวต้นนี้ดอกจะติดดิน ดอกจริงสีขาวแซมเหลือง ถ้าดอกมีกระชมพูเนื้อในหัวจะเป็นสีชมพูด้วยเรียกว่า ไพรชมพู ต้นว่านไพลขาวชนิดดอกติดดินนี้คือต้นว่านไพรขาวที่สายของ อ.หล่อ ขันแก้ว เล่นหากันครับ
*ปัจจุบันพบว่านไพรขาวชนิดที่มีดอกดั่งไพล(ชูช่อเหนือดิน) แล้ว

ยันต์พระเจ้า๑๖พระองค์ : ๑๐๘ ยันต์ ฉบับพิสดาร ของ อ. อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ. ใช้คาถาในยันต์บทเดียวกับ “ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์” โดย อาจารย์ชั้น หาวิธี(๙)
ว่านนี้มีข้อมูลแยกเป็นสองทางคือ บ้างก็ว่าจริงๆแล้วเป็นต้นเดียวกับไพลดำเพียงแต่ปลูกต่างสภาพแวดล้อมกัน(๒) จึงทำให้สีหัวจางลงจนถึงขาว อีกทางก็คือเป็นว่านคนละตัวกันเพียงแต่ว่ามองเผินๆอาจเห็นว่าคล้ายๆกันให้แยกจากสีของหัวครับ แต่ถ้าจะถามผู้เขียน ผู้เขียนพบว่าเป็นคนละต้นกันครับ ซึ่งอีกต้นหนึ่งนี้ผู้เขียนขอเรียกชื่อให้แยกแตกต่างออกไปว่า “ว่านไพรขาวไพลดำ” ครับ
อรรถวัติ กบิลว่าน
ทีมงาน: ssbedu.com



