๐๐๘. วิชาพระจักรพรรดิกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ตอนที่ ๓ : การครอบวิมานให้แก่ตนเอง)

เช้าวันนี้ฟ้าคลึ้มด้วยเงาเมฆ อากาศเย็นสบายๆ การได้ตื่นมารับแสงแดดอ่อนๆยามเช้าเช่นนี้ ทำให้ร่างกายและจิตใจแช่มชื่น

ลุงผู้เฒ่านั่งถอนหญ้าที่สวนกล้วยเพลินๆ ทักทายบรรดาลูกๆว่านทั้งหลายที่ปลูกแทรกร่มเงากล้วย วันนี้หลานชายมาช่วยลุงแต่เช้า นั่งถอนหญ้าข้างๆอย่างเงียบๆ ลุงชราสังเกตเห็นหลานดูนิ่งสงบ จึงถามว่า คิดอะไรอยู่ในใจหรือ

หลาน : ผมพยายามสวดมนต์บทพระมหาจักรพรรดิในใจอยู่น่ะครับ
ลุง : ท่องได้แล้วหรือ?

หลาน : ครับ ก่อนหน้านี้ผมพยายามท่องมาหลายวันแล้ว เมื่อคืนก็เลยพยามยามท่องจนจำได้แล้วครับ

ลุง : แล้วตอนคุยกับลุงอยู่นี่ ยังสวดอยู่ไหม ?

หลานชายขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอบเสียงอ่อยๆ

หลาน : ไม่ได้สวดครับ

ลุง : ดีแล้ว… เพราะถ้าตอบว่าสวดอยู่ ก็คงจะแปลกทีเดียว เวลาพูดเวลาคุยการสวดย่อมหายไปเป็นธรรมดา แต่คนที่ฉลาดเขาจับอย่างอื่นแทน

หลาน : อะไรหรือครับ ?

 

ภาพตัวอย่างวิมานแก้วจักรพรรดิ (แตกต่างกันในรายละเอียดบ้างของแต่ละคน)

ลุง : เขาจับที่ตัวอารมณ์เลย สังเกตไหม เวลาเรานั่งสมาธิ เวลานั่งไปนานๆระดับหนึ่งจิตมันจะเปลี่ยนไปสู่ภาวะที่สงบขึ้น มีความสุขทางใจขึ้น ให้จดจำอารมณ์นั้นไว้ แล้วทรงอารมณ์นั้นให้ทรงตัว เพียรพยายามทรงแบบนั้นให้ได้ทั้งวัน แต่บางคนที่ยังไม่ “ชิน”(ฌาน) ไม่ “ชำนาญ”(ทำนานจนรู้ทริคการลดเวลาเพื่อถึงเป้าหมายอย่างเร็ว) อาจต้องตั้งท่านิดหน่อย บางทีต้องจับลมหายใจสักครู่ บางทีต้องจับภาพพระฯ บางคนก็จับภาพวิมานที่เราครอบตัวเองเอาไว้ หรือถ้าเรียนมาทางสายอิทธิฤทธิ์ เขาก็จะจับคาบลมคาบคาถา……มันเป็นเรื่องของสมมุติกับเหนือสมมุติน่ะ มีสมมุติก่อนจึงมีเหนือสมมุติตามมา เหมือนการที่เราจะอิ่มได้ต้องกินข้าวก่อน เทียบเคียงได้ประมาณนั้น

อารมณ์ทางจิตเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จิตเราปกติมักจะซ่านส่ายไปมา วิ่งไปตามประสาทสัมผัสต่างๆ เสมอ การทำสมาธิในขั้นแรกๆ ท่านจึงให้ปิดสัมผัสต่างๆให้มากที่สุด คือนั่งในที่สงบ ห่างจากผู้คนและเสียงต่างๆ ปิดเปลือกตา แล้วรวบรวมความคิดไว้ที่เรื่องเดียว คือสมมุติองค์คำภาวนาให้มาจับ ให้คิดเรื่องเดียว แทนที่จะคิดไปเรื่อยๆไม่จำกัด

ครูท่านเวลาสอนจึงมักเริ่มต้นด้วยคำภาวนา หรือไม่ก็การกำหนด เช่นการจับภาพก่อน เมื่อเชี่ยวชาญในการภาวนาหรือกำหนดแล้ว จึงเพิกเสีย ถ้าเรียงตามลำดับแล้วอาจเรียงลำดับการจับและการเพิก ได้คือ ๑.คำภาวนา ๒.กำหนด ๓. อารมณ์ เรื่องนี้ละเอียดอ่อน เอาไว้จะอธิบายวันหลังนะ….

หลาน : ครับลุง แล้วเวลาจับตัวอารมณ์นี่ทำอย่างไรครับ

ลุง : หึหึหึ….เอางี้ไหนลองกำหนดจิตดูวิมานที่ครอบตัวเราไว้เมื่อเย็นสิ
หลานหนุ่มหลับตาก้มหน้าเล็กน้อย จิตเครียดนิดหนึ่ง เป็นการเครียดเพราะใช้กำลังสมาธิเข้าหักระงับนิวรณ์ ด้วยเพราะยังไม่เชี่ยวชาญในการทรงสมาธิ จึงต้องตั้งท่าตามลำดับสักหน่อย

หลาน : อืม…ยังอยู่ครับ แต่แสงความผ่องใส ความสวยลดลงครับ

ลุง : คราวนี้ลองดูความรู้สึกของจิตใจเราสิ ว่าเป็นอย่างไร วุ่ยวาย ทุกข์ สงบ หรือสุข ….

หลานชายนิ่งสักครู่ รวบรวมกำลังใจเข้าสัมผัส พิจารณา อารมณ์ของตนเองในขณะนั้น

หลาน : เอ…สงบดี แล้วก็สุขครับ

ลุง : การให้เห็นภาพวิมานคือการกำหนด หากจะเห็นได้ จิตต้องเลื่อนให้สูงกว่าภาวะปกติ คือจะเห็นของทิพย์ได้จิตต้องเป็นทิพย์ จิตสามัญจะเห็นไม่ได้ ส่วนการที่เอาจิตไปสัมผัสอารมณ์ของใจในขณะจิตเป็นทิพย์นั้นเรียก “การจับอารมณ์”

คราวนี้ก็จดจำและทรงอารมณ์ที่ดีๆนั้นไว้ไม่ให้เคลื่อน เรียก “การทรงอารมณ์” การทรงอารมณ์นี้จะยากสักหน่อย มันยากที่ความต่อเนื่องและความยาวนาน แต่ไม่เป็นไรหากมันดับก็ทรงใหม่ ทำไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่มันจะติดๆดับๆ

[*การจะทรงอารมณ์ได้ยาวนานนั้นมีทริคคือ

๑. มีสติสัมปชัญญะในการระงับนิวรณ์ ๕ ซึ่งเราสามารถไล่กองนิวรณ์ได้ดังนี้

๑. กามฉันทะ ความพอใจ ติดใจ หลงใหลใฝ่ฝัน ในกามโลกีย์ทั้งปวง ดุจคนหลับอยู่ (ติดกาม งานไม่ก้าวหน้า เสียเวลาชีวิต แต่กามก็มีคุณอยู่บ้างคือเพลิดเพลินเป็นเครื่องอยู่ จึงเรียก “กามคุณ”)

๒. พยาบาท ความไม่พอใจ จากความไม่ได้สมดังปรารถนาในโลกียะสมบัติทั้งปวง ดุจคนถูกทัณท์ทรมานอยู่ ทำให้ร้อนลุ่มทรงความสงบละเอียดของจิตไม่ได้

๓. ถีนมิทธะ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมดอาลัย ไร้กำลังทั้งกายใจ ไม่ฮึกเหิม ทำให้เบื่อหน่ายและไม่ก้าวหน้า

๔. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความคิดซัดส่าย ตลอดเวลา ไม่สงบนิ่งอยู่ในความคิดใด ๆ

๕. วิจิกิจฉา ความไม่แน่ใจ ลังเลใจ สงสัย กังวล กล้า ๆ กลัว ๆ ไม่เต็มที่ ไม่มั่นใจ ไม่เด็ดขาดในการตัดสินใจและมุ่งหน้า ทำให้งานไม่สำเร็จหรือช้า

๒. ไล่อุปกิเลส ๑๖ แล้วพึงระงับไว้ ได้แก่

๑. อภิชฌาวิสมโลภะ ความเพ่งเล็งอยากได้ไม่เลือกที่ จ้องละโมบ มุ่งแต่จะเอาให้ได้

๒. พยาบาท ความพยาบาท คิดหมายปองร้ายทำลายผู้อื่นให้เสียหายหรือพินาศ ยึดความเจ็บแค้นของตนเป็นอารมณ์

๓. โกธะ ความโกรธ จิตใจมีอาการพลุ่งพล่านเดือดดาล เมื่อถูกทำให้ไม่พอใจ

๔. อุปนาหะ ความผูกเจ็บใจ เก็บความโกรธไว้ แต่ไม่คิดผูกใจที่จะทำลายเหมือนพยาบาท เป็นแต่ว่าจำการกระทำไว้ ไม่ยอมลืม ไม่ยอมปล่อย

๕. มักขะ ความลบหลู่บุญคุณ ไม่รู้จักบุญคุณ , ลำเลิกบุญคุณ เช่น ถูกช่วยเหลือให้ได้ดิบได้ดี แต่กลับพูดว่า เขาไม่ได้ช่วยอะไรเลย เป็นต้น หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า “คนอกตัญญู”

๖. ปลาสะ ความตีเสมอ เอาตัวเราเข้าไปเทียบกับคนอื่นด้วยความลำพองใจ ทั้งๆที่ตนต่ำกว่าเขา

๗. อิสสา ความริษยา กระวนกระวายทนไม่ได้เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีกว่า

๘. มัจฉริยะ ความตระหนี่หวงแหน แม้มีเรื่องจำเป็นต้องเสียสละแต่กลับไม่ยอม

๙. มายา ความเจ้าเล่ห์ แสร้งทำเพื่ออำพรางความไม่ดีให้คนอื่นเข้าใจผิด เป็นคนมีเหลี่ยม มีคู

๑๐. สาเถยยะ ความโอ้อวด คุยโม้โอ้อวดเกินความจริง

๑๑. ถัมภะ ความหัวดื้อถือรั้น จิตใจแข็งกระด้าง ไม่ยอมรับการช่วยเหลือหรือต่อต้านปฏิเสธสิ่งที่มีประโยชน์

๑๒. สารัมภะ ความแข่งดี แก่งแย่งชิงดีให้อีกฝ่ายเสียศักดิ์ศรี ยื้อแย่งเอามาโดยปราศจากกติกาความยุติธรรม

๑๓. มานะ ความถือตัว ทะนงตน ตรงกับคำว่า “เย่อหยิ่ง”

๑๔. อติมานะ ความดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยามหรือดูถูก

๑๕. มทะ ความมัวเมา ความหลงเพลิดเพลินในสิ่งที่ไม่ใช่สาระ ซึ่งมี 4 ประการ ได้แก่ 1.เมาในชาติกำเนิดหรือฐานะตำแหน่ง 2.เมาในวัย 3.เมาในความแข็งแรงไม่มีโรค และ 4. เมาในทรัพย์

๑๖. ปมาทะ ความประมาทเลินเล่อ จมอยู่ในความประมาท ขาดสติกำกับ แยกดีชั่วไม่ออก

๓. ทริคแบบสั้นๆที่หลวงตาม้าท่านสอน ถ้าทำได้เช่นที่ว่านี้ ข้างต้นก็ระงับได้เช่นกันคือ

“สวดมนต์ แผ่เมตตา โมทนาบุญ อ่อนน้อมถ่อมตน” และย่อเข้าไปอีกคือ “ทำอารมณ์ให้ดีทั้งวัน”]

หลาน : ครับ ดูยากๆนะ ผมจะพยายามฝึกฝนนะครับ

ลุง : ต่อไปลุงจะต่อวิชาให้นะ

หลาน : ครับ

หลวงตาม้า พระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่งที่มีแยบคายในการสร้างบารมีในแนวบุญฤทธิ์ ตามอย่างหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

ลุง : ลองนึกถึงพระฯนะ จะเป็นภาพพระพุทธเจ้าก็ได้ หรือจะเป็นภาพหลวงปู่ดู่ก็ได้ แต่ทางสายบุญฤทธิ์นี้ท่านแนะนำให้กำหนดภาพหลวงปู่ดู่ เพราะเราเชื่อกันว่าหลวงปู่ท่านอธิษฐานมาว่า หากใครนึกถึงท่าน หรือแม้แต่เอ่ยนามท่าน กระแสจิตจะสามารถส่งไปหาท่านได้ ว่ากันว่า ๑ วินาทีกระแสจิตจะกลับไปมา ๗ รอบเลยทีเดียว แล้วถ้าเรานึกถึงท่านแล้วขออะไร ถ้าไม่เกินเหตุจนเกินไป และเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ ก็จะสมหวังในเรื่องนั้นๆ จะช้าบ้างเร็วบ้างตามเหตุตามปัจจัย

เรื่องแบบนี้เป็นวิสัยพระโพธิสัตว์น่ะ ทางสายอื่นก็มีนะ แม้แต่ในคริสต์ศาสนาเรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ที่เขาเรียก “อธิษฐานต่อพระเจ้า” ไง …

เมื่อเห็นภาพพระได้ชัดเจนแจ่มใสแล้วก็อธิษฐานว่า ขอบารมีพระฯอันไม่มีประมาณ ขอหลวงปู่ดู่จงครอบวิมานแก้วจักรพรรดิ ให้แก่ข้าพเจ้านี้ด้วยเทอญฯ….
จากนั้นให้ใช้บทอัญเชิญพระเข้าตัว ให้น้อมจิตตามนะ ….“สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพลัง อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส

โดยสวดประมาณ ๕ จบ ….ฯลฯ…

จากนั้นปิดท้ายด้วย พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ แล้วกำหนดจิตอธิษฐานให้วิมานนี้คงอยู่ตลอดชีวิตไม่เคลื่อน ไม่หายไปจากตัวเรา
ลุงชรากำหนดจิตตรวจเช็คผลฯ เมื่อเห็นว่าใช้ได้แล้ว จึงปล่อยให้หลานชายหัดจับและทรงอารมณ์การครอบวิมาน อยู่ครู่หนึ่ง

ลุง : เอาล่ะเป็นอย่างไรบ้าง

หลาน : โอ้..วิมานสวยมากครับ คราวนี้ใส สว่าง และเป็นประกายมาก

ลุง : ดีแล้ว ต่อไปให้พยายามคอยตรวจเช็ค คอยกำหนดดูนะว่าวิมานยังอยู่ดีไหม และพยายามสร้างเหตุแห่งการคงอยู่ของวิมานนี้อันสรุปย่อได้ ๓ ประการคือ ๑.ศีล ๒.สมาธิ ๓.ปัญญา ตัวปัญญานั้นโดยเฉพาะ “พรหมปัญโญ” คือปัญญาของพรหม อันมีพรหมวิหาร(วิมาน) เป็นบาทฐาน อันได้แก่ เมตตา เป็นต้น

ถ้ามีเมตตา-กรุณามากวิมานจะใหญ่ และจะเยอะคือจะเชี่ยวชาญในการครอบวิมานให้คนอื่น ถ้ามีมุทิตามาก วิมานจะสวยจะสบาย ถ้ามีอุเบกขามาก วิมานจะแข็งแรง… 
แต่ถ้าเราเผลอไม่ทรงคุณธรรมเหล่านี้ ดันไปทำในสิ่งตรงกันข้ามเข้า วิมานจะค่อยๆเลือนหายไป เพราะของดีย่อมอยู่กับคนดี ดุจน้ำที่ไม่ละลายกับน้ำมัน ดวงจิตเทวดาขึ้นไปเท่านั้นจึงจะมีวิมานอยู่ ดวงจิตเปรต สัตว์นรกก็ย่อมต้องอยู่ในเปลวไปนรก วิมานแก้วจะทรงตัวอยู่ไม่ได้…นี่แหละหลานที่ทำมานี่ เขาเรียกว่า “การครอบวิมานให้ตนเอง” สรุปๆสั้นว่า ๑.นึกถึงพระฯนึกถึงหลวงปู่ดู่ ๒.ใช้บทอัญเชิญพระเข้าตัว หรือเราเรียกว่าบทสัพเพ ๓. อธิษฐานปิดท้ายอีกครั้งว่าให้ทรงตัวตลอดไป ด้วย “พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ”

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

หน๋านอรรถ
๙ พ.ค.๕๗ รีรันและเพิ่มเติม ๑๐ ก.พ.๖๒

อ้างอิง

วิชาพระจักรพรรดิกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ตอนที่ ๓ : การครอบวิมานให้แก่ตนเอง)

https://th.wikipedia.org/wiki/นิวรณ์

https://th.wikipedia.org/wiki/อุปกิเลส

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

ว่านสาวหลง ว่านที่ตีค่าเท่าแสนตำลึงทอง

เมื่อกล่าวถึงว่านที่ใช้ในทางเมตตา โดยเฉพาะในเชิงชู้สาว คงไม่มีนักเลงว่านทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่คนไหนไม่เคยได้ยินชื่อ “ว่านสาวหลง” กันนะครับ วันนี้เราจะมาแกะตำราโบราณที่กล่าวถึงว่านตัวนี้กัน

ว่านสาวหลงนี้มีกล่าวในตำราว่านโบราณหลายเล่ม ได้แก่

  • ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด : พยอม วิไลรัตน์ หน้า ๑๓๖-๑๓๘
  • ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์ : อาจารย์ชั้น หาวิธี หน้า ๑-๒
  • ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน : นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ หน้า ๓๘๙-๓๙๐
  • กบิลว่าน ๑๐๘ : สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร หน้า ๔๗

ว่านสาวหลงตัวผู้ (ต้นเขียว)

ว่านสาวหลง หรือ ว่านฤาษีสร้าง หรือ ฤาษีผสม

ว่านนี้โบราณท่านตีค่าไว้เท่าแสนตำลึงทองทีเดียว (เป็นอติพจน์ แปลว่าราคาประเมินค่าไม่ได้ อย่างคำว่าพ่อค้า ๕๐๐ ที่แปลว่าพ่อค้ามากมายครับ)  เพราะเป็นว่านที่หวงแหนปิดมาแต่โบราณ บรรดาท่านผู้ทรงวิทยาคุณในทางเสน่ห์ หวงแหนปิดบัง ไม่ยอมเปิดเผยให้ใคร ๆ รู้จักว่านนี้ ฉะนั้นในสมัยก่อน ที่การเล่นว่านยังไม่แพร่หลายและไม่ค่อยมีตำราที่ชัดเจนเช่นในทุกวันนี้ จึงหาคนรู้จักว่านนี้ได้น้อย แม้แต่ชื่อของว่านก็พากันงงกัน

ลักษณะ ใบเหมือนใบข่า แต่ปลายใบแหลมมากกว่าใบข่า ใบมีขนอ่อนนุ่ม หัวเหมือนหัวตะไคร้ รากเหมือนรากหญ้าคา หรือหัวคล้ายหญ้าชันกาด รากนั้นยาวมากเลื้อยไปตามผิวดิน ว่านนี้หายากมาก (สมัยก่อน) มีอยู่ทางกบินทรบุรี (เป็นอำเภอหนึ่งใน จ.ปราจีนบุรี) ดอกเป็นพวง ๆ เหมือนช่อพริกไทย(ตอนดอกตูม) ดอกสีเหลือง กลิ่นหอมมาก ว่านนี้มีกลิ่นทั้งที่ใบ ที่ต้น และที่ราก มีกลิ่นหอมตลอดทั่วทั้งต้น

ประโยชน์ เป็นว่านทรงคุณค่าในทางเมตตามหานิยมอย่างสูงสุด หากได้ว่านชนิดแท้มาแล้ว เพียงเอารากมาฝนหรือบดเป็นผงผสมกับสีผึ้ง หรือแช่น้ำมันจันทน์ หรือเพียงแต่เอารากถือติดตัวไป ผู้คนทั้งปวงก็จะงงงวยหลงรักใคร่ผู้มีว่าน หรือทาน้ำมันที่เข้าว่านจนหมดสิ้น ถ้าผู้ใดมีว่านนี้ปลูกไว้กับบ้านก็เป็นศิริมงคลเป็นยอดเสน่ห์แก่บ้านเรือน

เมื่อจะเอาหัวว่านนี้ผสมกับขี้ผึ้งสีปาก ให้เศกด้วยคาถาดังนี้ “มะอะอุ พุทธะสังมิ จิเจรุนิ นะชาลีติ ปิยังมะมะ” รวม ๗ ครั้ง

การปลูก ว่านนี้ท่านกำหนดให้ปลูกได้เฉพาะในวันจันทร์วันเดียวเท่านั้น วันอื่น ๆ ท่านห้ามมิให้ปลูก ขณะปลูกให้หันหน้าไปทางตะวันออก  แล้วจงอธิษฐานตามความประสงค์ของผู้ปลูกเถิด ดินที่ใช้ปลูกเอาดินเผาไฟแล้วทุบให้ละเอียดนำไปตากน้ำค้างทิ้งไว้คืนหนึ่งจึงเอามาเป็นดินปลูก เมื่อล้างกระถางจนปลูกสะอาดดีแล้ว นำดินที่เตรียมไว้ใส่ลงไปครึ่งกระถาง นำหัวว่านมาวางเอาดินกลบ และเกลี่ยให้ดินพอดีกับหัวว่าน น้ำที่ใช้รดเศกด้วย “อิติปิโสภควา ถึงภควาติ” เสีย ๓ จบก่อน จึงนำมารดพอเปียกทั่ว.

ว่านสาวหลงตัวเมีย (ต้นแดง)

ว่านชนิดนี้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amomum biflorum Jack วงศ์ Zingiberaceae มี ๒ ชนิดด้วยกัน คือ “ว่านสาวหลงตัวผู้” ต้นจะสีเขียวล้วนเชื่อกันว่าสรรพคุณดีกว่า และหายากกว่า อีกต้นคือ “ว่านสาวหลงตัวเมีย” ต้นสีแดง จะหาง่ายกว่าและฤทธิ์อ่อนกว่าชนิดตัวผู้ โดยแต่ละชนิดมีลักษณะแยกคือ ๑.มีขนเฉพาะใต้ใบ(ต้นที่พบโดยทั่วไป) ๒.มีขนทั้งบนใบและใต้ใบ(พบได้ทางอีสาน) โดยสรุปว่านนี้จึงมีอยู่ ๔ ต้นด้วยกันครับ

ว่านนี้ที่ยากคือการปลูก เนื่องจากหัวว่านมีขนาดเล็ก หากถอนต้นว่านแล้วต้องรีบเอาลงดินปลูกภายใน ๑๒ ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นหัวว่านและต้นว่านจะแห้งทำให้ปลูกไม่ติด ซึ่งอาจแก้โดยใส่ดินติดรากเล็กน้อยและใส่ถุงพลาสติกมัดปากถุงไว้หลวมๆเก็บกักความชื้นไว้ ก็จะอยู่ได้หลายวัน สำคัญคืออย่าให้ต้นและหัวแห้งเป็นใช้ได้ ว่านนี้ต้องให้น้ำตลอดปี เพราะไม่ลงหัว หากปล่อยไม่รดน้ำในฤดูแล้งโอกาสตายยกกอสูงมาก ดังนั้นการซื้อหาควรซื้อชนิดที่ใส่กระถางไม่ควรซื้อชนิดที่ถอนต้นขายเป็นมัดๆ

ช่อดอกว่านสาวหลง กลีบดอกขาวไส้ดอกเหลือง มีกลื่นหอมอ่อนๆ

ว่านนี้ออกดอกยากสักหน่อย ถึงยากมากก็ว่าได้ เคล็ดลับคือควรใช้กระถางดินเผาและเป็นกระถางขนาดใหญ่ ออดดอกปีละครั้ง ราวๆเดือนพฤษภาคม คือช่วงก่อนฤดูฝนเล็กน้อยหรือในช่วงต้นฤดูฝน ดอกเป็นช่อบานทีละดอก บานเพียง ๑ วันก็โรย หากจะเก็บทำมวลสารหรือสำหรับแช่น้ำมันต้องหมั่นดูทุกวันในช่วงออกดอก ดอกจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ

สำหรับต้น จะหอมที่สุดในช่วงฤดูแล้ง ฤดูฝนไม่หอมเท่าไร ถ้าจะเก็บเป็นมวลสารแนะนำให้เก็บในฤดูแล้งหรือเก็บต้นแก่ที่แห้งก็ได้ ต้นแก่จะให้กลิ่นหอมมาก ชนิดต้นแดงและต้นเขียวหอมพอๆกันแต่บางตำราว่าชนิดต้นเขียวหอมกว่า

ว่านนี้ชอบร่มรำไร งอกงามในดินที่ร่วนสักหน่อย และค่อนข้างชอบดินที่ชุ่มชื้น ตามป่าธรรมชาติพบได้ตามริมลำธาร บางแห่งเรียก “เร่วหอม” ซึ่งเร่วก็็็มีหลายตัวด้วยกัน เช่น เร่วใหญ่ เร่วน้อย เร่วหอม(ว่านสาวหลง) บางพื้นที่นำทั้งต้น มัดต้มในหม้อก๋วยเตี๋ยว ทำให้น้ำก๋วยเตี๋ยวมีกลิ่นหอมชื่นใจ

ว่านต้นนี้มีฤทธิ์ในทางเสน่ห์เมตตามหานิยมเป็นแบบนิ่มนวล ไม่รุนแรงและอันตรายอย่างกลุ่มพวกดอกทอง ว่านนี้จึงมีนามอีกประการว่า “ฤาษีสร้าง”  ซึ่งมีนัยยะว่าระดับฤาษีสร้างแล้ว ไม่ให้มีโทษอย่างแน่นอน จึงเป็นว่านอีกตัวที่ผมแนะนำครับ

ว่านนี้ทางเหนือหรือล้านนา เรียก “แหน่งหอม”โดยชาวล้านนาเชื่อว่าแหน่งหอมเป็นพืชมงคลที่ให้คุณทางเมตตามหานิยม จึงมักมีไว้เขตรั้วบ้าน และมีการเอาใจใส่ที่ค่อนข้างพิถีพิถันตั้งแต่การปลูก ดูแลรักษาตลอดจนเก็บเกี่ยวนำไปใช้งาน ซึ่งจะค่อนข้างลึกซึ้งกว่าทางภาคกลางเสียอีก

ยันต์อิ่นแก้ว

การปลูกตามคติทางล้านนา

โดยทั่วไปนิยมปลูกไว้บริเวณมุมรั้วทิศตะวันออกเฉียงใต้(ทิศอาคเนย์) ก่อนปลูกจะล้อมรั้วรอบบริเวณด้วยรั้วราชวัตรที่ค่อนข้างแข็งแรงเพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยง เช่น ไก่ สุนัข หรือ แมว เข้าไปรบกวน ทั้งนี้ ที่มุมรั้วยังพบว่ามีการฝังแผ่นยันต์โลหะที่ทรงคุณทางเมตตา อาทิ ยันต์โภคาสีวลี ยันต์อ้อมโหสถ ยันต์พญาแหน่งและ ยันต์อิ่นแก้ว เป็นต้น

ยันต์โภคาสีวลี ใช้ทางโชคลาภ

สำหรับดินที่ปลูกต้องเป็นดินที่ได้จาก “นาพระเจ้า” คือดินจากผืนนาของวัด ผสมทรายเสกที่ผ่านพิธีสวดพุทธมนต์จากสงฆ์ วันที่ปลูกมักเลือกเอาวันที่มีจันทรุปราคาที่ตรงกับวันจันทร์ คนปลูกต้องเกิดวันจันทร์ เดือนจันทร์ คือ เดือนยี่เหนือ ปีจันทร์ คือ ปีฉลู เวลาที่ปลูกต้องปลูกในยามจันทร์ คือ เวลาเช้าเจ็ดนาฬิกา และน้ำที่รดต้องเสกด้วยคาถา อิธะคะมะ อิสวาสุ จะภะกะสะ นะโมพุทธายะ 108 คาบ (ชาวล้านนาเชื่อกันว่าคนที่มีชะตาเกิดเกี่ยวข้องกับจันทน์จะทำวิชาเมตตาได้ขลัง เช่น บุคคลใดเกิดเมื่อวันเดือนปีคูณกันได้ ผล ๑๐๐ พอดี หรือวันเดือนปี เป็นจันทร์ นามจันทร์ เหมาะจะสร้างเสกอิ่นนัก…)

ยันต์มหาแหน่ง ที่ใช้ปลูกต้นแหน่ง (ว่านสาวหลง) คติเช่นนี้ข้าพเจ้าเคยพบในการปลูกว่านนางคุ้มสายวิชาหนึ่งที่จะมียันต์โดยเฉพาะ

การดูแลรักษา(ตามคติทางล้านนา)

การรดน้ำแต่ละครั้งมักเสกน้ำด้วยคาถาอย่างน้อยต้องเป็นบท “นะโมพุทธายะ” และคอยระมัดระวังมิให้สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะไก่ สุนัขหรือแมวเข้าไปในบริเวณที่ล้อมรั้วไว้ และแม้รั้วก็มีการห้ามนำเสื้อผ้าไปตากโดยเด็ดขาด

การเก็บเกี่ยว

วันที่จะกู้(เก็บเกี่ยว)ต้นหรือรากแหน่งหอมควรเป็นวันที่อยู่ในลักษณะเหมือนวันเวลาที่ปลูก รวมทั้งคนเก็บกู้ควรอยู่ในลักษณะนั้นด้วย เมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้วต้องนำไปตากในที่สูงจนแห้งสนิท

ยันต์จันทสุริยา 

การนำไปใช้

ส่วนของดอกและรากนิยมแช่ไว้ในน้ำมันจันทน์ เพื่อใช้ทาตัว ทาผม แตะหน้าผาก รากส่วนหนึ่ง มักบดเป็นผงหรือฝนผสมขี้ผึ้งเก็บไว้ในตลับที่ลงยันต์ “จันทสุริยา” ไว้ รากบางรากพบว่ากลายสภาพเป็นหินซึ่งพบน้อยมาก หากพบมักนิยมนำไปแกะเป็นรูป “อิ่น” คือ รูปชายหญิงกอดกันเก็บไว้บูชาเป็นเครื่องรางประเภทมหานิยม ส่วนของต้นหรือใบจะนำไปใส่ในหีบเสื้อผ้าเพื่อให้มีกลิ่นหอมมีเสน่ห์เมื่อมีคนได้กลิ่น

ยันต์อ้อ มโหสถ ดีทางปัญญา

 

จากความเชื่อด้านเมตตามหานิยมดังที่ได้กล่าวมา ชาวล้านนานิยมปลูกแหน่งหอมไว้กับบ้าน อย่างน้อยผู้คนในบ้านก็จะได้เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย และในด้านการค้าขาย ถ้านำใบสด ๆ ไปรองภาชนะใส่เงิน จะทำให้ค้าง่ายขายคล่อง และแม้กระทั่งจะเดินทางไปแห่งไหนก็มีการพกพาต้นหรือรากติดตัวไปด้วย เชื่อกันว่าจะประสบแต่สิ่งที่ปรารถนาทุกคราไป

อ้างอิง

เรียบเรียงโดย อรรถวัติ กบิลว่าน

๒๕ ส.ค. ๒๕๕๖ เพิ่มเติมและ รีรัน ม.ค. ๒๕๖๒

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

ว่านกลุ่ม Eucharis grandiflora (กวัก. และมหาโชค) (ตอนที่ ๒ ตอนจบ)

๓) “กวักพุทธเจ้าหลวง” มีกล่าวในตำราเก่า ได้แก่

  • “ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น หน้า ๑-๒
  • “กบิลว่าน ๑๐๘” โดย สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร หน้า ๑๑

กวักพุทธเจ้าหลวง จากตำราว่าน๑๐๘ และสมุนไพร เล่ม ๑ โดย แสวง เพชรศิริ

กล่าวลักษณะโดยรวมคือ ต้น ก้าน ใบ คล้ายกวักนางพญามหาเศรษฐี แต่ใบจะย่นๆ บิดๆ พื้นใบไม่เรียบ ปลายใบงุ้มเหมือนปากนก พื้นใบมีสีเขียวๆเหลืองๆ ก้านดอกมีลายเขียวๆเหลืองๆทั่วก้าน ดอกมีสีขาวมีกลีบ ๖ กลีบ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ว่านนี้เชื่อกันว่าเป็นว่านที่ดีกว่าว่านกวักทั้งหลาย ทำให้เกิดเมตตามหานิยม โชคลาภ คุ้มครองป้องกันภัยพิบัติต่างๆ เป็นว่านที่หายากเจ้าของมักหวงแหนนัก

เชื่อกันว่าว่านต้นนี้เกิดจากพระบารมีของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ ๕) ที่พระองค์ทรงเลี้ยงว่านกวักนางพญามหาเศรษฐีแล้วเกิดการกลายสายพันธ์ขึ้นเป็นลักษณะใบบิดพริ้วมองดูสวยงาม และว่ากันว่าทรงโปรดว่านต้นนี้มาก โดยทรงรดน้ำด้วยพระองค์เองโดยตลอด ปัจจุบันสายพันธ์ว่านต้นดังกล่าวสืบทอดมายังเจ้าดารารัสมี ซึ่งว่านต้นดังกล่าวมีลักษณะแตกต่างจาก กวักพุทธเจ้าหลวงที่พบอยู่ทั่วไปคือ มีความเงามันของใบและดูแข็งแรงเป็นพิเศษกว่ากวักพุทธเจ้าหลวงต้นอื่น

ดอกว่านกวักพุทธเจ้าหลวงต้นแท้(อีกต้น๑) คู่กับต้นสายเจ้าดารารัศมี แต่ดอกว่านของสายเจ้าดารารัศมี ดอกไม่บิด

และว่านกวักพุทธเจ้าหลวงนี้ถ้าปลูกรวมกับกวักตัวอื่นๆจะทำให้กวักตัวอื่นเหล่านั้นกลายลักษณะเป็นดั่งกวักพุทธเจ้าหลวงด้วยคือใบหงิกบิดพริ้ว และแม้จะแยกกันคนละที่แล้วก็ตาม ก็ยังคงลักษณะบิดงอไปได้เป็นปีๆ ซึ่งความเป็นจริงแล้วทางวิทยาศาสตร์ ระบุเป็นการติดโรคไวรัสพืชนิดหนึ่ง ซึ่งติดต่อถึงกันได้ทั้งทางลมและทางน้ำ เช่นเดียวกับไวรัสมะละกอครับ

ดังนั้นที่มาของกวักพุทธเจ้าหลวงและกวักพุทธเจ้าหลวงกลายเหล่านี้จึงอนุมานถึงที่มาได้ ๒ สาย คือ ๑.สายที่มาจากวังจริงๆ ซึ่งจะมีลักษณะเด่นแตกต่างคือ ใบมัน และดูแข็งแรงกว่าต้นอื่นๆ ดอกไม่ย่นบิดพลิ้ว(ต้นแข็งแรงเหมือนไม่ติดโรค) อีกสายหนึ่งน่าจะเป็นกวักนางพญามหาเศรษฐีต้นเดิม(ซึ่งถือกันว่าเอกอุอยู่แล้ว) ที่ติดโรคพืชจนเข้ากินลึกถึงดอกจนกระทั่งดอกที่ออกเข้ามามีลักษณะบิดพริ้ว และด้วยความที่ติดโรคจนลงลึกนี่เองที่เป็นเหตุให้ว่านนี้เลี้ยงแล้วให้หัวยากมาก

ดอกว่านกวักนางพญาใหญ่แปลง ที่ดอกขนาดใหญ่ขอบใบไม่บิด แต่ก้านใบมีรอยกระสีจางสลับเข้มที่เกิดจากการติดโรค

ดังนั้นด้วยความที่โรคนั้นติดกันได้จึงทำให้มีกวักพุทธเจ้าหลวงกลายมากมายในท้องตลาด เพราะส่วนใหญ่เกิดจากกวักนางพญาใหญ่ที่ติดโรค ซึ่งหากเลี้ยงไปเรื่อยๆหรือทิ้งให้ลงหัวใบที่แตกมาใหม่ก็จะค่อยๆหายจากโรคได้กลายกลับเป็นกวักนางพญาใหญ่ตามเดิม ซึ่งต้นนี้ อ.หล่อ ขันแก้ว เรียกว่า “กวักนางพญาใหญ่แปลง” หรือ “ว่านกวักพุทธเจ้าหลวงอันดับสอง” จุดเด่นถ้าไม่ดูดอกต้องดูฟอร์มต้นที่ใหญ่ และมีหูใบชิด ใบด้านไม่มัน ถ้าฟอร์มต้นใหญ่มากๆให้สงสัยว่าจะเป็นกวักนางพญาใหญ่กลายไว้ก่อนได้เลย แล้วค่อยมาตัดกันที่ดอกอีกทีหนึ่ง

๔) ว่านนางมาควดี หรือ ว่านมหาโชค ว่านนี้มีกล่าวในตำราว่านเก่าหลายเล่มด้วยกัน คือ

  • “ลักษณะว่าน” โดย นายชิต วัฒนะ หน้า ๕-๖ เรียก ว่านนางมาคะวดี
  • “ตำหรับ กระบิลว่าน” โดย หลวงประพัฒสรรพากร หน้า ๒๔
  • “คู่มือนักเล่นว่าน” โดย ล.มหาจันทร์ หน้า ๕๙-๖๐
  • “ตำราสรรพคุณยาไทย ว่าด้วยลักษณะกบิลว่าน” โดย นายไพทูรย์ ศรีเพ็ญ หน้า ๘๐ เรียก ว่านนางมาควะลี
  • “ตำราดูว่านและพระเครื่องพระบรมธาตุ” โดย ชัยมงคล อุดมทรัพย์ หน้า ๓๐
  • “ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด” โดย พยอม วิไลรัตน์ หน้า ๕๗-๕๘
  • “ตำราปลูกและดูลักษณะว่าน” โดย อุตะมะ สิริจิตโต หน้า ๕๔-๕๕
  • “ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์” โดย อาจารย์ชั้น หาวิธี หน้า ๑๗ เรียก มหาโชค
  • “ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน” โดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ หน้า ๑๘๗-๑๘๘
  • “ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น หน้า ๓
  • “กบิลว่าน ๑๐๘” โดย สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร หน้า ๑๙ เรียก มหาโชค

มหาโชค ใบหนาแข็งและเป็นเงาวาว ร่องใบลึกเป็นเส้นจากโคนถึงปลายใบ

ตามตำรากล่าวถึงลักษณะโดยรวมคือ ว่านนี้เป็นว่านสำคัญและหายากมากอีกว่านหนึ่ง  ปลูกเลี้ยงเอาไว้ก็ยาก  เข้าใจว่าคงจะนิยมเลี้ยงกันมาตั้งแต่สมัยพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่เหมือนกัน แล้วจึงเป็นมรดกตกทอดกันต่อ ๆ มาจนทุกวันนี้

ลักษณะ ใบเขียวเป็นมัน ก้านเขียว ใบคล้ายใบพลูหรือใบโพธิ์ฤาษี หัวกลมๆ เนื้อในหัวสีขาว ออกดอกในเวลาต้นปี คือในเดือนอ้าย หรือเดือนยี่ ครั้งเดียว ต้นและใบเท่ากัน เงาก็เท่าต้น ดอกสีขาวคล้ายสำลี

ประโยชน์ทางยา มีคุณเป็นยาบำรุงโลหิตให้งาม เอาหัวฝนกับเหล้าทาฝีต่าง ๆ ดีนัก หายขาดทุกอย่างเลย
ถ้าจะทำเป็นของในทางเสน่ห์ ให้เอาหัวว่านมาแกะเป็นพระภควัมอุ้มท้อง แล้วเอาคาถาต่อไปนี้เศก “สุขะยะ โคขะคันธานัง ศุขะโตสุขะทะรัง ปัจจะคำปาลีลัง พิจะกะ พะโรวะสิวัง พิกะพะ โรวัน นะมามินะ คะมะโต” เศกให้ได้ ๑,๐๐๐ ครั้ง แล้วเอารูปนั้นตั้งไว้ในที่สูง เป็นเสน่ห์ดีนัก บูชาไว้กับบ้านหรือร้านค้าขายของดีมาก

ถ้าเอาหัวว่านนี้มาแกะเป็นรูปนางกวัก ลงเลขยันต์อย่างว่านนางกวัก ก็ใช้ได้ดีในทางค้าขายเหมือนกัน และถ้าจะทำในทางเสน่ห์ ก็ให้เศกด้วยคาถานี้ “นะเมตตา โมกรุณา พุทธะปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู ผู้ใดเห็นหน้ากู เมตตานะเมตตา สีติพระสีวาจะ มหาเถโร ลาภะลาภัง เวทะนานัง นะเมตตา โอมประสิทธิเม” ให้ครบ ๑๐๘ คาบ ไปที่ใดเอาติดตัวไปด้วย หาคนเกียจชังได้ยากมาก มีแต่ผู้นิยมรักใคร่นับถือ เหมาะสำหรับนักธุรกิจการค้าทั่ว ๆ ไป ควรหามาปลูกทิ้งไว้

อีกตำราหนึ่งกล่าวว่า ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไป ให้เอาหัวมาแกะเป็นรูปนางกวัก เศกด้วยคาถาดังนี้ “อาระหังลาภี จะลาภานัง ลาภะ สักกาโร ชุติโต สัพเพเทวา สัพพะมะนุสสา ปิยังรักขันตะมัง มะนุสสาเทวา ทีปูชิโต อิติ” เศกให้ได้ ๑๐๘ คาบ ย่อมใช้เป็นเสน่ห์ทั้งแก่มนุษย์และเทวดาทั้งปวง

การปลูก ใช้ดินสะอาดกลางแจ้ง เอามาปลูกในวันอันเป็นมงคล อย่ากลบดินให้มิดหัวว่าน เหลือหัวโผล่ไว้นิดหน่อย อย่ากดดินให้แน่นหัวว่านนัก เวลารดน้ำเศกด้วย “นะโมพุทธายะ” ๓ จบ แล้วจึงรดพอดินเปียกทั่ว

ดอกว่านมหาโชคที่จะตูมๆไม่บานเท่าพวกกวักนางพญาใหญ่ และออกดอกยากมาก บางทีออกดอกมามี ๕ กลีบ

ชื่อว่านมหาโชคนี้เป็นชื่อใหม่ความจริงแล้วอยากให้นักเลงว่านเรียกชื่อเดิมของเขาคือ “นางมาควดี” จะดีกว่า ว่านนี้ตำราของบัวปากช่องกล่าวถึงว่ามีชนิดที่ดอกออก ๕ กลีบด้วย ผู้เขียนเคยเห็นครั้งหนึ่ง เสียดายถ่ายรูปไม่ทัน จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นอีกเลย เพราะว่านชนิดนี้ออกดอกยากมาก และดอกก็ไม่สมบูรณ์จึงทำให้ในบางครั้งดอกจะติดๆกันมองดูเป็น ๕ กลีบได้

ว่านมหาลาภ ออกดอกในฤดูแล้วหรือราวๆต้นฝน

นอกจากนี้ยังมีว่าน อีกตัวที่มองดูคล้ายๆว่านในกลุ่มนี้แต่พบได้ง่ายกว่าเพราะให้หัวได้ง่ายนั่นคือ “ว่านมหาลาภ”

ว่านนี้มีกล่าวในตำราว่านเก่า หลายเล่มด้วยกันได้แก่

  • “ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด” โดย พยอม วิไลรัตน์ หน้า ๖๓-๖๔
  • “ตำราปลูกและดูลักษณะว่าน” โดย อุตะมะ สิริจิตโต หน้า ๑๐๘-๑๐๙
  • “ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์” โดย อาจารย์ชั้น หาวิธี หน้า ๑๗-๑๘
  • “ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน” โดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ หน้า ๓๑๕
  • “ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น หน้า ๓-๔
  • “กบิลว่าน ๑๐๘” โดย สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร หน้า ๑๒

ว่านมหาลาภ หรือว่านหงสาวดี นี้กล่าวถึงลักษณะโดยรวมคือ ลักษณะ ต้นและใบสีเขียว ใบคล้ายใบขมิ้นเล็ก ๆ หัวมีลักษณะเหมือนหัวหอม

ประโยชน์ ใช้เป็นว่านเสี่ยงทายโชคลาภดีนัก เป็นว่านหายากมาก(ในสมัยแรกๆ)

การปลูก ใช้ดินร่วน ๆ ปนทรายบ้างเป็นดินปลูก การรดน้ำ ก่อนรดต้องเศกด้วยคาถาดังนี้

“มหาลาโภ โหตุ ภวันตุเม” ๓ ครั้งแล้วจึงรด ระวังอย่าให้น้ำมากนัก หัวจะแฉะน้ำเน่าเสียก่อน ว่านนี้ไม่ชอบน้ำมาก

อีกตำราหนึ่งกล่าวว่า หัว, ต้น, ใบ, ก้าน, ดอก คล้ายว่านมหาโชคทุกอย่าง ผิดแต่ใบสั้นกว่า กลมกว่าเล็กน้อย

ประโยชน์ ปลูกไว้กับบ้านหรือร้านค้าใด ๆ ย่อมเกิดลาภผลทุกประการ เป็นว่านคู่กับว่านมหาโชค ถ้าหามาปลูก ทั้งมหาโชคและมหาลาภได้ทั้งคู่ จะนำลาภผลมาสู่บ้านนั้นไม่ขาดเลย.

ต้นนี้คือ Eucrosia bicolor มีดอกสีส้มแดง ลักษณะใบจะสีเขียวอ่อนและใบจะกลมๆป้อมๆก้านสั้นๆ แตกหน่อให้หัวง่าย จึงมีแพร่หลายมากในปัจจุบัน ว่านนี้จึงมีราคาถูกกว่าพวกทำให้บางครั้งนำมาขายเป็นว่านกลุ่มกวักที่มีราคาแพงก็ให้ระวังไว้ด้วยครับ

เรียบเรียงโดย อรรถวัติ กบิลว่าน

  ๑๗ ธ.ค. ๒๕๕๖ รีรัน ม.ค.๒๕๖๒

ทีมงาน: ssbedu.com 

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

๐๐๗ วิชาพระจักรพรรดิกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ตอนที่ ๒  การครอบวิมาน)

ผู้เฒ่าสังเกตเห็นคิ้วของหลานชายขมวดเล็กน้อย ความจริงถ้าไม่สังเกตหรือจับสัมผัสได้จะแทบจะไม่เห็นด้วยซ้ำ ท่านจึงทักไปว่า

ลุง : สัมผัสแบบแผ่วเบานะ ที่สำคัญอย่าไปใช้ตาดู ให้ใช้ความรู้สึก ตาเราหลับไปแล้วเปล่าประโยชน์ที่จะมองเห็นหรือสัมผัสอะไรได้ผ่านดวงตา ถ้ารู้สึกว่าเกร็งไปให้ผ่อนคลายด้วยการจับอานาปานสติใหม่ วางอารมณ์ให้แช่มชื่น ให้มีปีติ มีความสุข แต่เป็นความสุขที่แผ่วเบา เปรียบดังปุยนุ่นที่เบาล่องลอยไปตามสายลม อารมณ์ประมาณนั้น….

ผู้เฒ่าทำการ “ฐาปนะ” จิตไปที่จิตของหลานชาย จึงทราบได้ว่ายังมีธุลีกางกั้นบางประการ จึงอธิษฐานโน้มนำพระบารมีแห่งคุณพระรัตนตรัย ช่วยขจัดธุลีนั้น จากนั้นจึงได้อธิษฐานวิมานแก้วพระจักรพรรดิครอบไปยังตัวของหลานชาย รัศมีกายของหลานชายจึงผ่องใสขึ้นระดับหนึ่ง…ผู้เฒ่าตรองดูเห็นสมควรแนะนำต่อได้ จึงได้แนะนำต่อว่า

ลุง : เอาละอุปมาดังการเงี่ยหูฟัง แต่คราวนี้ให้ใช้ใจฟังนะ ให้ใช้ใจสัมผัส ขอชื่นชมบารมีพระฯที่กำเอาไว้นะ ….

หลาน : ผมรู้สึกว่ามือผมอุ่นๆน่ะครับ แล้วสัมผัสได้ว่าเหมือนมีแสงออกจากองค์พระด้วย

ลุง : พอจะสัมผัสได้ไหม..ว่าแสงนั้นสีอะไร ?

รูปลักษณ์วิมานแก้วจักรพรรดิรูปแบบหนึ่ง ที่มักอยู่ในนิมิตร (แตกต่างกันได้ด้วยหลายเหตุปัจจัย)

ผู้เฒ่าใช้คำถามปลายเปิดเพื่อให้หลานชายได้ใช้กำลังจิตสัมผัสอย่างเต็มที่และไม่เป็นการชี้นำ ซึ่งจะกลายเป็นการสะกดจิตหรือเป็นการชี้นำอุปาทานได้

หลาน : เอ..ผมว่านวลๆครับ ออกสีขาวๆ แล้วก็ขอบเหลืองๆ

ลุง : ดีมาก เอาละให้ทำใจสบายๆรักษาอารมณ์แช่มชื่นนี้ไว้ แล้วให้ย้ายสัมผัสมาสัมผัสรอบๆกายของเรานะ ค่อยๆทำ

หลาน : ……………..เหมือนมีอะไรคุ้มกายของผมไว้นะครับ รู้สึกแน่นๆ แต่เย็นสบาย แล้วรู้สึกปลอดภัยครับ

ลุง : ดีมาก…ให้ตั้งจิตนึกถึงพระนะ ขอบารมีพระ ขอให้เห็นภาพสิ่งที่ครอบอยู่นั้นให้ชัดเจนแจ่มใสตามความเป็นจริงโดยทุกประการ

ผู้เฒ่าอธิษฐานอัญเชิญบารมีพระฯ ครอบวิมานแก้วพระจักรพรรดิให้หลานชายอีกครั้ง และอธิษฐานความเป็นทิพย์ทางจิตให้บังเกิดขึ้นชัดเจนแจ่มใสแก่หลานชาย…

หลาน : เหมือนจะมีศาลาทรงโปร่ง ครอบตัวผมอยู่ แต่วิจิตรงดงามมากครับ มีแสงมีประกายออกจากศาลานั้นสว่างจ้าดีครับ

ลุง : ดีแล้ว…สิ่งนี้ทางสายบุญฤทธิ์นี้เรียกว่า “วิมานแก้วจักรพรรดิ” เป็นตัวแทนของบุญที่แสดงออกมาเป็นรูปลักษณ์ เพราะคำว่า “บ้าน” คำว่า “เมือง” คำว่า “วิมาน” ตลอดจน คำว่า “วิหาร” เป็นตัวแทนของความสมบูรณ์ความปลอดภัย เป็นตัวแทนของความสุขทั้งปวง ไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่ต้องการบ้าน แม้สัตว์ต่างๆก็ต้องการบ้าน ดังเช่นนกต้องการรัง ราชสีห์ต้องการถ้ำ ปลาต้องการขอนไม้มุงบังหลบภัย….

ต่อไปขอให้หลานเพียรพยายามรักษาวิมานนี้ไว้ วิมานนี้เกิดจากแรงบุญ แรงอธิษฐาน เกิดด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัย ดังนั้นการจะรักษาวิมานนี้ไว้ให้ตลอด จึงต้องเพียรพยายามตามนึกถึงบุญ หมั่นอธิษฐานนึกถึงภาพวิมานนี้ หมั่นเอาจิตจับในคุณพระรัตนตรัย นี่คือหลักการ ส่วนวิธีการก็หลากหลาย แต่ในสายของเราท่านให้เกลี่ยจิตด้วยการสวดมนต์ ความจริงจะด้วยบทพุทธคุณบทไหนก็ได้ แต่ถ้าจะให้ตรงก็แนะนำให้ใช้ “บทคาถามหาจักรพรรดิ” นะ….(เสริมความ: หากกำลังใจถึงย่อมใช้บทไหนก็ได้ แต่ที่เคยสัมผัสมา หาคน “กำลังใจถึง” นั้นยาก เปรียบดังการคล้องพระ ถ้าคนที่กำลังใจสูง กำลังใจถึง มากด้วยสติ ไม่คล้องพระก็มีผลดั่งคล้องพระ แต่จนแล้วจนรอดก็หาคนที่ทำเช่นนั้นได้ยาก เพื่อไม่ประมาท ข้าพเจ้าจึงเห็นด้วยกับการคล้องพระหรือ ใช้บทจักรพรรดิในสายวิชานี้มากกว่า)

เอาล่ะวันนี้พอแค่นี้ก่อน ยุงเริ่มมาแล้ว จะได้เตรียมปิดบ้าน อาบน้ำอาบท่า พรุ่งนี้เช้าๆ มาช่วยลุงถอนหญ้าให้ต้นว่านกันนะ จะได้ต่อวิชากันต่อ คืนนี้อย่างไรไปหัดท่องบทคาถามหาจักรพรรดิให้ขึ้นใจนะ

หลาน : ครับลุง งั้นผมไปก่อนนะครับ…

หลานหนุ่มคว้าจักรยานขี่กลับไปบ้าน ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสะเดาและมะม่วง ลุงชราครุ่นคิดทบทวนการสอนที่ผ่านมา โชคดีที่หลานชายคงมีบุญเก่าเกี่ยวกับญาณอันเนื่องด้วยการเห็นภาพ ที่เรียกว่า “ทิพยจักขุญาณ” เพราะถ้าเป็นหลานหญิง ลุงผู้เฒ่าคงต้อง สอนอีกแบบหนึ่ง ตามจริต ตามกำลังความสามารถ ตามการฝึกฝนของแต่ละคนในอดีตที่แตกต่างกันออกไป….(โพธิสัตว์ย่อมต้องเชี่ยวชาญในการสอน และเชี่ยวชาญในการฝึกคนที่ต่างวาสนากัน หากยังทำไม่ได้ ก็ต้องหมั่นเรียนรู้และฝึกฝนไปเรื่อยๆ)

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

หน๋านอรรถ

๗ พ.ค.๕๗ รีรันและเพิ่มเติม ๓๑ ม.ค.๖๒

ปล. จริงๆช่วงนี้ผู้เขียนหนีมลพิษมาที่ญี่ปุ่น แต่เห็นสมควรเร่งบทความนี้ พอดีหนีบ Notebook มาด้วย เลยเร่งงานเขียนให้อ่านกัน  อาจเป็นวาระฯที่จะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง …ในอนาคตอันไม่ไกลจากนี้นัก….

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 3 คะแนนเฉลี่ย: 3.7]

๐๐๖ วิชาพระจักรพรรดิกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ตอนที่ ๑)

หลาน : ลุงครับเมื่อครู่นี้ มีเพื่อนๆไลน์มาหา แจ้งว่ามีแผ่นดินไหวในประเทศไทยโดยเฉพาะเขตทางตอนเหนือของประเทศครับ ส่งรูปมาให้ดูด้วย วัดและสถานที่สำคัญหลายแห่งเสียหายพอดูเลยครับ

ลุง : อืม….ลุงเองก็คอยดูอยู่นานละ ถึงได้สละเวลาว่าง เวลาพักผ่อนมาทำสวนเศรษฐกิจพอเพียง และสวนว่าน-สมุนไพรแห่งนี้เอาไว้ เผื่อจะมีประโยชน์ในอนาคตน่ะ. กรุงเทพฯ-กำแพงเพชร มันไม่ได้ใกล้กันเลย….สู้กันด้วยหัวใจจริงๆ

วันพรุ่งนี้อาจไม่มีสำหรับลุง เราจะประมาทในธรรมมิได้ ลุงจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับวิชาบุญฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งและบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติให้หลานได้ฟังละกัน เล่าไว้เผื่อตายเร็ว…หึหึหึ…

เมื่อวันที่ ๕ พ.ค.๕๗ เกิดแผ่นดินไหว ขนาด ขนาด 6.3 ริกเตอร์ ทางภาคเหนือ ทำให้ วัดร่องขุ่น อ.เมือง จ.เชียงราย ได้รับความเสียหาย ดังภาพ

ความจริงเรื่องนี้หากจะเล่าไป พรรคพวกของลุงที่ฝึกมาทางอิทธิฤทธิ์ ทางไสยศาสตร์ตามขนบโบราณ ท่านคงติงลุงไม่น้อยเพราะเป็นเรื่องนอกแบบแผนทางวิชาไสยศาสตร์ แต่ลุงเห็นว่าวิชานี้มีอยู่จริง และลุงก็มั่นใจมากยิ่งขึ้นก็เพราะได้สัมผัส รู้เห็น เรื่องราวทางจิตอันหลากหลาย เมื่อครั้งไปบวชกับหลวงตาม้า ที่วัดถ้ำเมืองนะ เป็นเวลา ๑ พรรษานั่นแหละ…

หลาน : อยากฟังจังครับ เห็นย่าว่าลุงมีเรื่องสนุกๆและประสบการณ์แปลกๆเยอะ แต่ไม่เห็นลุงจะใคร่เล่าให้ใครฟัง

ลุง : เรื่องบางอย่างมันต้อง ดูคน ดูกาละ ดูสถานที่น่ะ เรียกว่าต้องตรองในสัปปุริสธรรม (เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล ชุมชน บุคคล) ก่อนอื่น ลุงก็ต้อง ยืนยืนด้วยเกียรติทหารหาญของลุงเลยว่า ครูบาอาจารย์ของลุงคือหลวงตาม้าท่าน นั้น “ของจริง” ท่านแปลกนะ ท่านสำเร็จบุญฤทธิ์ โดยแทบไม่ผ่านกระบวนการทางอิทธิฤทธิ์เลย แบบนี้หาได้ยาก ขนาดครั้งหนึ่งหลวงปู่หวล แห่งวัดพุทไธสวรค์ ท่านจะมอบวิชาให้ทั้งหมด ท่านยังไม่เอาเลย ท่านว่าคาถามันเยอะมาก ท่านว่าบทจักรพรรดิบทเดียวก็พอแล้ว…ลุงเองก็ไม่ใช่คนโง่ และก็ไม่ใช่คนที่ประกอบด้วยศรัทธาจริตจนเกินปัญญาจริต เรื่องหลวงตาม้าลุงยืนยันได้นะว่าที่ท่านสอนนั้นมีจริงและทำได้จริง เป็นบารมีและวิชาทางสายพระโพธิสัตว์เขาน่ะ…

พายุหมุนรุนแรงในต่างประเทศ

หลาน : ครับลุง ผมเองก็เชื่อมั่น ผมห้อยพระผงจักรพรรดิตลอดเวลาเลยครับ

ลุง : ดีแล้ว พระเครื่องฯของสายนี้โดดเด่นนะ ท่านช่วยเราได้ทั้งตอนมีชีวิต และตอนตายไปแล้ว 555

หลาน : ทำหน้างงเล็กน้อย แววตาใคร่รู้

ลุง : เอ้า…. ลองอาราธนาพระที่แขวนคออยู่นะ อาราธนากำวางไว้ที่มือแล้ว คู้บัลลังก์นั่งสมาธิ หลับตา วางจิตเบาๆ ล้างลมหายใจสักสามรอบก่อนนะ (สูดลมหายใจลึกๆ ยาวๆ และถอนลมออกลึกๆ ยาวๆ เพื่อล้างลมปราณเสียที่คั่งค้าง และปรับสภาพของธาตุให้ควรแก่งาน วิธีนี้จะคลายความง่วงขณะทำสมาธิและทรงสมาธิได้ดี) …………. แล้วเอาจิตจับลมหายใจให้จิตทรงตัวในอานาปาณสตินะ …

ต่อไป ภาวนา พุทธังสรณังคัจฉามิ ธัมมังสรณังคัจฉามิ สังฆังสรณังคัจฉามิ ปรับจังหวะคำภาวนากับลมหายใจให้เป็นเนื้อเดียวกัน ให้รู้สึกสบายๆ ไม่เร่ง ไม่ติดขัด ให้ใช้จังหวะแบบนั้นแหละ วันนี้เอาแบบมาตรฐานก่อน วันหลังค่อยสอนแบบประยุกต์

ภาพจำลองเหตุการร์คลื่นยักษ์ซึนามิ หากเกิดแผ่นดินไหวที่ทะเลรุ่นแรง อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงในเมืองชายฝั่งทะเลที่มีความเสี่ยง

…………………………. ผ่านไปราวๆ ๑๐ นาที ลุงสังเกตเห็นท่านั่งของหลานเริ่มเปลี่ยนจากการนั่งคู้หลังค่อม เปลี่ยนเป็นนั่งหลังตรงอกผึ่ง ท่าทางสง่าผ่าเผย ลมหายใจดูสงบละเอียดเป็นจังหวะไม่ติดขัด ซึ่งอาการอย่างนี้เป็นภาวะจิตที่เริ่มสงบห่างจากนิวรณ์แล้วระดับหนึ่ง ด้วยเหตุว่าเมื่อจิตปรับตัวละเอียดอ่อนและสงบระงับขึ้น ก็จะแสดงออกที่ธาตุให้ปรากฏให้สังเกตได้คร่าวๆดังกล่าว … ลุงจึงค่อยๆเริ่มอธิบาย…

ลุง : เอาล่ะ ค่อยๆวางคำภาวนาลง พยายามประคองจิตแบบนี้เอาไว้แล้วค่อยๆเคลื่อนจิตไปตามคำแนะนำของลุงนะ …ค่อยๆทำความรู้สึกให้รู้ตัวทั่วพร้อมทำความสัมผัสทางใจให้ชัดแจ้ง ในเมื่อเราหลับตาอยู่ ก็อย่าใช้ตามองให้ใช้ใจมอง ให้ใช้ใจสัมผัส… (การทำสมาธิก่อนเพื่อระงับนิวรณ์ให้กำลังของจิต ผ่องใส กล้าแกร่ง อ่อนโยน ควรแก่งาน ก่อนที่จะถอยออกมาสู่สภาวการณ์ใช้งานของจิตคือระดับ “ขณิกสมาธิ” ซึ่งเป็นสมาธิในระดับที่หูสดับฟังเสียงรู้เรื่อง)

เคลื่อนจิตสัมผัสไปสัมผัสองค์พระที่กำอยู่นะ …. ทำจิตนอบน้อมขอบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอชื่นชมบารมีองค์พระที่กำอยู่นะ ให้สัมผัสเบาๆ “ไม่เพ่ง ไม่อยาก ไม่กด” ทำใจสบายๆนะ…..

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ผู้กองอรรถ

๖ พ.ค.๕๗  รีรัน ม.ค.๖๒

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 2 คะแนนเฉลี่ย: 5]