เมื่อกล่าวถึงคำว่า “ว่าน” หลายท่านที่ได้ยินได้ฟังจะนึกภาพไปถึง กลุ่มของต้นไม้กลุ่มหนึ่งไม่ได้เป็นเพียงต้นไม้ธรรมดาๆ แต่เป็นต้นไม้ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีสรรพคุณทางยารักษาโรคได้ชะงัด สามารถดลบันดาลโชคลาภ ความโชคดี ให้บังเกิดขึ้นแก่ผู้เลี้ยง ทำให้ผู้ที่ปลูกเลี้ยงเป็นที่รักแก่คนทั้งหลาย ตลอดจนผู้ที่ได้กินว่านบางชนิด ก็บังเกิดความอยู่ยงคงกระพัน ร่างกายคงทนแก่ศาสตราวุธทั้งปวง ฯลฯ
ความเชื่อถือดังกล่าวเป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาช้านานแล้ว โดยเราจะพบหลักฐานในวรรณกรรมต่างๆ อาทิ ในบทเสภาขุนช้างขุนแผนที่กล่าวถึงวิชาคงกระพันสายหนึ่งที่เกิดจากว่านยา เช่น บทเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนที่ ๒๙ ตอนขุนแผนแก้พระท้ายน้ำ ความดังนี้
จะกล่าวถึงกองทัพท้าวกรุงกาฬ ทหารแม่ทัพใหญ่ใจกล้า
ต่างเร่งรัดจัดแจงแต่โยทะกา สั่งให้ผูกช้างงาเข้าฉับพลัน
กรมช้างเร่งรัดจัดช้างตั้ง ล้วนพ่วงพีมีกำลังผูกเครื่องมั่น
ควาญหมอท้ายคอคนสำคัญ ทหารนั้นนั่งกลางข้างละคน
มีอาวุธพร้อมสรรพสำหรับช้าง มายืนข้างสองแถวแนวถนน
สวมสอดเสื้อลงใส่มงคล ล้วนอยู่ยงคงทนซึ่งสาตรา
บ้างอยู่ด้วยรากไม้ไพรว่าน บ้างอยู่ด้วยโอมอ่านพระคาถา
บ้างอยู่ด้วยเลขยันตร์น้ำมันทา บ้างอยู่ด้วยสุราอาพัดกิน
บ้างอยู่ด้วยเขี้ยวงาแก้วตาสัตว์ บ้างอยู่ด้วยกำจัดทองแดงหิน
บ้างอยู่ด้วยเนื้อหนังฝังเพชรนิล ล้วนอยู่สิ้นทุกคนทนสาตรา
หรือคตินิยมเรื่องการใช้ว่านเพื่อความอยู่คงของแม่ทัพเชียงใหม่นาม “แสนตรีเพชรกล้า” อันเป็นตัวอย่างความเชื่อที่มีมาช้านาน ของชาวล้านนาเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของว่าน ความดังนี้
สูงใหญ่รูปร่างเหมือนอย่างเสือ กำลังเหลือเนื้อหนังก็แน่นเหนียว
หนวดโง้งโก่งฟั่นพันเป็นเกลียว ฟันขาวปากเขียวดังปลิงควาย
นัยน์ตาดำคล้ำคล้ายกับตาเสือ ขอบตาแดงเรื่องดังชาดป้าย
คิ้วกระหมวดหนวดแดงดูแรงร้าย ผมมุ่นมวยคล้ายกับโยคี
แต่รุ่นหนุ่มคุ้มใหญ่ไม่อาบน้ำ เพื่อนตำแต่ว่านยาทาขัดสี
ไม่นอนด้วยภรรยาทั้งตาปี ต่อศึกมีเมื่อไรได้อาบน้ำ
จะไปทัพจึงหาบรรดาว่าน มาเสกอ่านอาคมถมถนำ
เครื่องรางตะกรุดลงองค์ภควัม บริกรรมเสกเป่าเข้าทันใด
แล้วตักน้ำตีนท่ามาใส่ขัน หยิบเครื่องอานว่านนั่นเอาลงใส่
เสกเดือดพล่านพลั่งดังตั้งไฟ เห็นประจักษ์วักได้ใส่หัวพลัน

ว่านมหาปราบ : ว่านที่เชื่อกันว่าทำให้เกิดความคงกระพันอย่างเอกอุ (ภาพจากหนังสือภาพว่านยา ไม้ประดับของ อ.หล่อ ขันธ์แก้ว)
ทั้งยังมีตำนานกล่าวขานกันว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชพระองค์ก็ทรงอยู่คงด้วยว่านยา และจากการที่พระองค์ได้ทรงแช่ว่านยานี้เองจึงทำให้พระวรกายของพระองค์มีสีคล้ำ จึงเรียกพระองค์กันว่า “พระองค์ดำ”
คำถามมีอยู่ว่า ความศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวของบรรดาว่าน มีที่มาจากอะไร มีความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากแก่การบรรยายหรือการพิสูจน์ ด้วยเพราะวิทยาการสมัยปัจจุบันยังมิอาจก้าวล้ำไปถึงจุดที่จะพิสูจน์ไสยศาสตร์นี้ได้เต็มร้อย คงต้องเฝ้ารอกันอีกพอสมควร
ดังนั้นการจะพิสูจน์ไสยศาสตร์ในเชิงประจักษ์นั้น บัณฑิตที่แท้จริงคงต้องวางใจเป็นกลาง ต้องทำใจยอมรับยอมเปิดฝาขวดน้ำ ให้น้ำได้ถ่ายเทลงสู่ขวดดูบ้าง ลองวางวิทยาศาสตร์วัตถุไว้ และลองศึกษาด้วยแนวทางแห่งไสยศาสตร์ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตนี้ดู เชื่อว่าหากตั้งมั่นในอิทธิบาทสี่แล้ว ท่านจะได้พบโลกแห่งวิทยาศาสตร์ทางจิตที่น่าหลงใหลท้าท้าย ไม่ด้อยไปกว่าโลกแห่งวิทยาศาสตร์ทางวัตถุเลยทีเดียว
นานาทัศนะถึงเหตุที่มาของความศักดิ์เกี่ยวกับว่านนั้นผู้รู้หลายท่านให้เหตุผลเป็นสามทางด้วยกันคือ
- ความศักดิ์สิทธิ์นั้นเกิดแต่อำนาจจิตของผู้ปลูกเลี้ยงเพียงอย่างเดียวล้วน
- ความศักดิ์สิทธิ์นั้นเกิดแต่ตัวว่านแต่เดิมอยู่แล้วเนื่องเพราะตัวว่านนั้นจัดเป็นทนสิทธิ์ คือมีกายสิทธิ์หรืออิทธิฤทธิ์ในตัว
- ความศักดิ์สิทธิ์ของว่านเกิดจากการผสมผสานของอำนาจจิตของผู้ปลูกเลี้ยง โดยมีพื้นฐานของว่านแต่ละชนิดที่เป็นทนสิทธิ์ในตัว
โดยสำหรับผู้เขียนนั้นมีความเชื่อว่าเป็นประการที่สาม ด้วยเพราะถ้าความศักดิ์สิทธิ์ของว่านเกิดแต่อำนาจจิตของผู้ปลูกเลี้ยงเพียงอย่างเดียว พืชทุกชนิดก็สามารถเป็นว่านได้อย่างง่ายๆ ในขณะเดียวกัน หากว่านเป็นพืชที่ศักดิ์สิทธิ์ในตัวเพียงอย่างเดียว นั่นหมายความว่าว่านทุกต้น ทุกกอ ทุกคนเลี้ยง ก็ย่อมแสดงปาฏิหาริย์ได้เหมือนๆกัน
แต่ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เราพบว่า มีเพียงว่านบางต้น หรือบางคนเลี้ยงเท่านั้นที่ก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ต่างๆเป็นอัศจรรย์ ดังฝอยที่ระบุไว้ในตำรา ซึ่งเรื่องนี้ใน “ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน” โดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ(๑)ก็กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
“อิทธิฤทธิ์ของว่านนั้นจะมีคงที่ตลอดไปได้มักเป็นว่านที่ได้ปลูกติดต่อเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคนมาแล้วโดยมาก(เราเรียกว่า “ว่านบ้าน” หรือ “ว่านตกทอด”) เพราะผู้ปลูกเหล่านั้นทราบเคล็ดลับของการทำให้ว่านคงทรงอิทธิฤทธิ์อยู่โดยมิเสื่อมคลาย ส่วนว่านที่ขึ้นเองตามป่าเขาโดยธรรมชาตินั้นมักไม่ใคร่มีอิทธิฤทธิ์ ทั้ง ๆ เป็นว่านชนิดเดียวกันอย่างเดียวกัน ในการนี้ถึงแม้จะได้นำเอาว่านมาปลูก ถ้ามิได้ระมัดระวัง โดยปล่อยให้ว่านขึ้นและโรยราไปเองตามธรรมชาติหรือปล่อยให้ว่านคงอยู่ในดินตลอดระยะเวลาจนกว่าจะถึงฤดูฝนมาใหม่ ว่านก็จะผลิแตกต้นอีก แต่อิทธิฤทธิ์ของว่านนั้นจะจืดจางเสื่อมลงไปทุกที นาน ๆ หลายฝนเข้าก็หมดฤทธิ์ไปเอง ทั้งนี้เป็นเพราะธาตุสาร(ปรอท) ในตัวว่านลืมต้น คือหนีออกไปจากต้นในขณะเมื่อว่านโทรมในฤดูแล้ง ถ้าหากได้กู้ว่านขึ้นจากดินภายในเดือน ๑๒ วันอังคารหรือภายในเดือนอ้ายไม่เกินข้างขึ้นอ่อน ๆ วันพุธเสียก่อนแล้ว คืออย่าให้ว่านคงอยู่ในดินเลยพ้นถึงฤดูนกกาเหว่าหรือนกยูงร้องหาคู่จึงจะไม่เสีย ถ้าปล่อยให้หัวว่านคงอยู่เลยฤดูนี้ไป ว่านนั้น ๆ ก็จะเสื่อมอานุภาพลงไปเรื่อย ๆ”

ว่านพระฉิม : ตามตำรับกบิลว่านของภาคกลาง ใช้ในทางคงกระพัน แต่ชนพื้นเมืองแถบอีสานใช้เป็นว่านแก้พิษงู (เรียก “ว่านงูง่าว” ผู้เขียนพบว่าเป็นต้นที่มีหัวดำปุ่มชัดเจน) ที่มีประสบการณ์กันมาก
ดังนี้จึงจะเห็นได้ว่าสองสิ่งที่เคียงคู่กันเพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์ของว่านให้เป็นว่านอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงไม้ประดับธรรมดาทั่วไปนั่นก็คือ ๑)ผู้ปลูกเลี้ยง ๒)พลังจิตและพิธีกรรมในการเลี้ยงดูแลว่าน เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะละเลยเสียไม่ได้
น่าเสียดายที่ในปัจจุบันนักเลงว่าน หรือผู้สนใจในเรื่องว่านจำนวนไม่น้อยไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามขนบโบราณในการเลี้ยงว่านได้อย่างเคร่งครัด ว่านที่เราเห็นกันส่วนมากจึงได้กลายสภาพมาเป็นเพียงไม้ประดับเท่านั้นไป….
อันนี้ผมเองก็เข้าใจเพราะจะว่าไปในการเลี้ยงว่านนี่ก็มีเรื่องจุกจิกมากมาย ซึ่งดูอาจจะไม่เหมาะกับวิถีชีวิตของคนไทยในปัจจุบันเสียแล้ว แต่เพื่อมิให้ขนบโบราณดังกล่าวนี้สูญหายไปผู้เขียนจะได้อธิบายถึงเคล็ด ขั้นตอน ตลอดจนพิธีกรรมต่างๆในการเลี้ยงว่านตามที่ได้เคยศึกษามาให้ชาวว่านได้รับทราบอย่างละเอียดต่อไป แต่ใครจะปฏิบัติได้มากน้อยเพียงไรนั้นก็แล้วแต่เป็นเรื่องของแต่ละคนครับ
โดยแท้จริงแล้วการเลี้ยงว่านตามขนบอย่างโบราณนั้นจัดเป็นกุศโลบายอันชาญฉลาดของคนรุ่นเก่า ที่สำหรับใช้เกลี่ยจิตของผู้ปลูกเลี้ยงให้อยู่ในองค์สมาธิ ให้ดวงจิตแนบแน่นอยู่ในองค์พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ซึ่งจะเป็นบ่อเกิดแห่งอิทธิปาฏิหาริย์ทั้งปวงตามปรารถนา ขนบต่างๆไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ฤกษ์ปลูกว่าน-กู้ว่าน พิธีการปลูกว่าน-กู้ว่าน การเสกน้ำมนต์รดน้ำว่าน หรือแม้แต่พิธีในการนำว่านแต่ละชนิดมาใช้ ล้วนเป็นเปลือกที่ห่อหุ้มแก่น คือเป็นกุศโลบายในการเกลี่ยจิตให้เข้าสู่ในองค์สมาธิ เพื่อจะเป็นบาทฐานอันสำคัญในการประจุ-ดึงพลังงาน และโน้มนำพลังงานต่างๆมาใช้ เพื่อให้เกิดผลดังประสงค์
ขนบอย่างโบราณนั้นมีความแยบคายอย่างมาก ยกตัวอย่างเรื่อง “การถือฤกษ์” (โดยเฉพาะฤกษ์กำเนิด และฤกษ์กู้ว่าน ซึ่งว่านทุกตัวมีเคล็ดพิธีกรรมด้วย) เป็นการถือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ลงตัวที่สุดที่จะทำสิ่งต่างๆได้สำเร็จตามประสงค์โดยโบราณเชื่อว่าในแต่ละวันแต่ละเวลานั้นได้รับอิทธิพลจากดวงดาวที่ต่างกัน การเลือกฤกษ์ที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุดย่อมได้รับชัยไปกว่าครึ่งแล้ว อีกประการยังเป็นการสร้างกำลังใจให้แก่ผู้เลี้ยงว่าน อันเป็นบาทฐานสำคัญในการปลุกศรัทธาซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของอิทธิบาทสี่ และพละห้าให้บังเกิดขึ้นอีกด้วย
แต่สุดท้ายแล้วหากจะให้น้ำหนักของระหว่างต้นว่านกับอำนาจกำลังจิตที่ได้มาจากการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรูปแบบของพิธีกรรมต่างๆนั้น น้ำหนักของกำลังจิตย่อมสำคัญกว่าอื่นใด และด้วยเหตุนี้เองหลายต่อหลายครั้งที่ไม้ต่างประเทศที่ถูกนำมาตั้งชื่อเป็นว่านกลับสร้างปาฏิหาริย์อันอัศจรรย์ออกมาได้ สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ความเข้าใจพื้นฐานสำคัญที่ทำให้นักเล่นว่านบางกลุ่ม ให้การยอมรับไม้ผสม, พืชกลายพันธ์, ตลอดจนพืชกลุ่มสปีชีส์เดียวกัน ที่ถูกตั้งชื่อว่าเป็นว่านในยุคหลัง ว่าสามารถเป็นว่านได้ ก็เพราะถ้าผู้ปลูกเลี้ยง เชื่อมั่นศรัทธาและเลี้ยงดูประดุจว่านแล้ว พืชนั้นก็จะมีการสะสมพลังงานและแสดงปาฏิหาริย์ออกมาดั่งว่านได้
ผิดกับว่านแท้ตรงตามตำราหากเจ้าของเลี้ยงดูดั่งไม้ประดับธรรมๆ ปล่อยปะละเลยไม่ดูแลเอาใจใส่ ความศักดิ์สิทธิ์ก็ย่อมจืดจางหายไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงต้นไม้ประดับธรรมดานั่นเอง เรื่องนี้พรรคพวกผู้เขียนเองที่ครอบครองว่านโพลงอยู่หลายตัว เล่าว่าได้เลี้ยงว่านโพลงของแท้อันได้มาจากกลุ่มนักเล่นว่านโพลงที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ว่าทดลองเลี้ยงแบบธรรมดาให้เป็นเหมือนไม้ประดับ สุดท้ายว่านก็ “เงียบ” ไม่แสดงปาฏิหาริย์อันตรายใดๆออกมา ซึ่งทั้งนี้อาจจะเป็นด้วยเพราะแรงผสมโรงจากการที่บ้านของเพื่อนผู้เขียนนั้นอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ กระแสพลังงานความวุ่นวายในสังคมจึงกลบอิทธิฤทธิ์ว่านเสียหมดด้วย
ด้วยเหตุนี้ ต้นไม้ที่จัดเป็นสปีชีส์เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ที่แตกต่างกันทางกายภาพเล็กน้อย ที่นักเล่นว่านหรืออาจารย์ว่านยุคหลังได้นำมาจัดเป็นตับชุด เช่นว่านกลุ่มกระจายเงิน กระจายทอง กระจายนาค อย่างนี้สำหรับผู้เขียนเองก็พอยอมรับได้ เพราะขึ้นชื่อว่าลูกไม้ย่อมไม่ไกลต้น สายพันธ์เดียวกันย่อมทดแทนกันได้ เหมือนถ้าเป็นแมวไม่ว่าสีอะไรย่อมต้องจับหนูได้ ต้นไม้ถ้าสปีชีส์เดียวกันย่อมให้โอสถสารเหมือนหรือใกล้เคียงกัน แล้วถ้าเป็นเรื่องของพลังวิเศษที่เจ้าของว่านนั้นปลูกด้วยศรัทธาและเสกใส่พลังจิตทุกเช้า-ค่ำ ก็ย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้เช่นกัน
ดังนั้น โดยสรุปแล้วหากจะเล่นว่านอย่างจริงๆจังแล้ว หลักประการแรกให้จับว่านแท้ก่อน จากนั้นให้พยายามเลี้ยงให้ถูกต้องตามตำรา โดยเฉพาะในเรื่องของการทำน้ำมนต์รดต้นว่าน ตั้งใจเลี้ยงให้ว่านเป็นว่าน ตลอดจนไม่ละเลยที่จะหมั่นฝึกฝนจิตเจริญสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อจิตเข้าถึงที่แล้ว ว่านที่เราหมั่นปลูกเลี้ยงก็ย่อมแสดงให้เกิดปาฏิหาริย์ได้ตามสรรพคุณที่โบราณจารย์ได้ฝอยบรรยายโดยทุกประการ….
อรรถวัติ กบิลว่าน: ssbedu.com
อ้างอิง
๑. “ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน” โดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ


