ที่ผมต้องตั้งหัวข้อว่าเป็น “เคล็ดลับ” นั้นก็เพราะเป็นเคล็ดลับหรือเทคนิคจริงๆที่มักไม่ค่อยมีตำราเล่มไหนเจาะลึกถึงรายละเอียดในเรื่องนี้ครับ กว่าจะได้เทคนิคนี้มาก็ลองผิดลองถูกมาหลายปีทีเดียวกว่าจะหาสูตรที่ลงตัวที่สุดของการเล่นว่าน ให้ว่านติดรอด หรือที่เรียกกันในวงการว่า “เอาอยู่” ตลอดจนการเล่นว่านเป็นไปอย่างมีระบบไม่สับสน และสิ้นเปลืองเงินทองน้อยที่สุด

ว่านของผู้เขียนส่วนหนึ่งเมื่อครั้งย้ายที่ปลูกจากอุดรธานีมากำแพงเพชร (เยอะขนาดนี้ถ้าไม่รักจริงคงทิ้งไว้ที่อุดรฯแล้ว)
เริ่มแรกของนักเล่นว่านที่เริ่มเล่นมาแล้วได้สักพักหนึ่งหรือกำลังจะสะสมว่านนั้น นั่นคือได้ตำราดีตามที่ชอบใจ ซึ่งผมก็ได้เสนอตำราที่น่าเชื่อถือเล่มต่างๆมาให้แล้วในงานเขียนชุดก่อนหน้านี้
หลังจากนั้นก็ให้ประเมินตัวเองว่าจะเล่นว่านแบบไหน แบบงานอดิเรก หรือแบบเอาจริงเอาจัง แต่สำหรับผมอยากจะให้เล่นแบบงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ ไปก่อน เพราะเล่นว่านหากจะเล่นกันจริงๆมีข้อจุกจิกมาก แนะนำให้ปลูกเป็นกลุ่มๆไป เช่น กลุ่มตระกูลหัวแบบหัวหอม กลุ่มขมิ้น กลุ่มกระเจียว กลุ่มไพล เป็นต้น หรือถ้านึกไม่ออกก็เหมาตามตลาดว่านเอาเฉพาะรายการที่โดนใจเป็นพิเศษ แรกๆเมื่อเริ่มเล่นว่าน ถ้าเชื่อผมนะ ผมแนะนำให้เล่นคราวละไม่เกินครั้งละ ๒๕ ชนิด เอาแค่นี้ให้อยู่ก่อนอย่ารีบร้อน ค่อยๆศึกษาธรรมชาติของว่านแต่ละตัวแต่ละกลุ่มไปก่อน พอจับทางถูกจะรู้เทคนิคการดูแลว่านแต่ละตัวและแต่ละกลุ่มได้เอง ที่สำคัญ ๒๕ ตัวนั้นไม่หนักเกินไป และไม่น้อยเกินไปจนดูน่าเบื่อ เมื่อเล่นว่านได้อยู่ตัวแล้วสักพักหนึ่ง ซึ่งบางคนอาจใช้เวลาไม่นาน หรือบางคนอาจจะครึ่งถึงหนึ่งปี จากนั้นค่อยๆเพิ่มจำนวนรายการว่านไปเรื่อยๆจนกว่าจะพอใจ การเล่นทีละน้อยๆแต่เอาอยู่ มันน่าภูมิใจกว่าการเล่นทีละเยอะๆ แต่เล่นแล้วตายเอาๆ นะครับผมว่า …..
และในระหว่างนี้ให้แสวงหาพรรคพวกมาเล่นว่านกันมากๆ จะได้ไม่เบื่อ ผมพบว่านักเลงว่านหลายๆคนในอดีต ที่เล่นว่านอย่างผิวเผิน ขาดการนำไปใช้ประโยชน์จริงในแง่ต่างๆ เล่นว่านได้ไม่นานก็ทิ้ง เพราะขาดแรงจูงใจ คือไม่รู้จะเล่นไปทำไม คุยกะคนอื่น คนอื่นก็ไม่รู้เรื่อง หาคอเดียวกันไม่ได้ เรียกว่าไม่รู้จะสะสมว่านหายากต่างๆไปทำไมเมื่อเอาไปใช้ไม่ได้ อวดใครแล้วก็ไม่มัน ซึ่งผิดกับหมอยาโบราณหรือผู้นิยมไสยศาสตร์สมัยก่อนที่เขาเลี้ยงแล้วได้ประโยชน์จริง จึงมีการสืบทอดพันธ์ว่านจากรุ่นสู่รุ่นไม่สาบสูญ
เมื่อจับทางว่านพอถูกแล้วการเลี้ยงดูแลว่านช่วงหลังๆก็จะง่ายขึ้น รู้ธรรมชาติของว่านแต่ละประเภท จนกระทั่งเอาว่านอยู่ แม้ว่านนั้นจะเป็นว่านเฉพาะถิ่นที่ปลูกดูแลยากก็ตาม
ปลูกว่านลงดินหรือลงกระถางดี
จากประสบการณ์นั้น ให้เริ่มเลี้ยงว่านจากการปลูกลงกระถางก่อนดีที่สุด เพราะใช้พื้นที่น้อย ปรับเปลี่ยนโยกย้ายกระถางให้เหมาะกับความชอบแสงแดด ความชื้นมากน้อยแตกต่างกันของว่านได้ง่าย เพราะถ้าปลูกลงดินแล้วย้ายยาก ยิ่งมือใหม่ด้วยแล้วอย่างถ้าบังเอิญนำว่านที่ชอบร่มรำไรไปปลูกกลางแดดอย่างนี้ว่านก็ไม่โต เผลอๆตายเอาได้ง่ายๆ ถ้าเป็นกระถางนี่เราสามารถจับทางและแก้ไขได้เลย เช่น ดูแล้วเขาจะไม่ชอบแดดก็ย้ายเข้าร่มหน่อยเป็นอันเสร็จ
หลักการปลูกกว้างๆ คือ
- พืชตระกูลหัวประเภท ขมิ้น ขิง หัวไพล กลุ่มนี้ชอบแดด ยิ่งตระกูลขมิ้นเขาต้องการแดดมากเพื่อเป็นแหล่งสังเคราะห์แสงไว้เปลี่ยนแร่ธาตุ น้ำ และแสงแดดให้กลายเป็นอาหารสะสมในหัว ดังนั้นจึงพบว่าพืชตระกูลขมิ้นหากปลูกกลางแดดแม้บางทีดูต้นไม่โตมากนัก แต่ขุดหัวดูจะพบหัวใหญ่มาก ผิดกับที่เลี้ยงในร่มรำไร ต้นจะโตใบโตแต่หัวจะเล็ก และเผลอๆหัวจะค่อยๆหดลงทุกปีๆอีกถ้าอยู่ในที่ร่มเกินไป
- พืชตระกูลหัวหอม ตระกูลบอน และตระกูลอวบน้ำต่างๆ ควรปลูกในที่ชื้นและร่มรำไรดีที่สุด เพราะโดนแดดมากๆเขาก็ตายได้ เกิดอาการใบไหม้หรือไม่โตเอาง่ายๆ
- พืชตระกูลเถา เช่น ว่านพระฉิม ว่านกลิ้งกลางดง พวกนี้ดีที่สุดคือปลูกลงดินตรงข้างโคนต้นไม้ แล้วพยายามรดน้ำบ่อยๆโดยเฉพาะเมื่อฤดูหนาวมาถึงให้รดน้ำต่อสัก ๒-๓ เดือนเขาจะให้หัวจำนวนมากและขนาดใหญ่ ไม่ก็ทำค้างถาวรให้ไปเลยเป็นซุ้มว่านไม้เถาครับ อย่างพวก เครือเขาหลง พญาลิ้นดำ เขาจะชอบมากถ้าทำค้างถาวรให้เขา
อีกอย่างการปลูกลงกระถางดีที่ว่าเราสามารถเขียนฉลากชื่อว่าน ไว้ที่ข้างกระถางได้เลย (ไม่ก็ใช้ป้ายปักพลาสติกที่เขียนด้วยดินสอดำ แต่มีข้อเสียคือชอบหักหรือหายได้ง่าย) ว่าว่านนี้คือต้นอะไร ได้มาจากแหล่งไหน ทำให้เกิดการนำมาเปรียบเทียบว่านแต่ละตัวที่คล้ายคลึงกันได้ง่าย ทำให้ความสามารถในการแยกแยะว่านต่างๆนั้นมีความฉมังมากยิ่งขึ้น อันนี้ถือว่าสำคัญมากๆเลยนะ เพราะร้อยทั้งร้อยเวลาเอาว่านมาปลูกถ้าไม่ทำข้อมูลดีๆ สุดท้ายเวลาต้นว่านโตขึ้นมาคราวนี้แหละ เกิดอาการจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร เพราะต้นมันดันเหมือนๆกันหมดเลย ดังนั้น เวลานำว่านมาปลูกอย่าลืมเขียนรายชื่อพร้อมแหล่งที่มาไว้ที่กระถางทุกครั้งนะครับอาจจะจุกจิกดูเสียเวลาบ้างแต่ป้องกันความเซ็งจากการจำว่านไม่ได้ ได้ดีมากครับ อีกทางหนึ่งก็ทำแผนที่ว่านไว้ครับ ใช้ในกรณีที่เรามั่นใจแล้วว่าจะไม่ย้ายกระถางแล้ว (หรือกรณีปลูกลงดิน) ไม่งั้นย้ายไปย้ายมาก็งงกันอีก
เมื่อสิ้นฤดูฝน เข้าสู่ฤดูแล้ง ว่านบางชนิดโดยเฉพาะกลุ่มขมิ้น จะค่อยๆลงหัวตามธรรมชาติ เมื่อว่านลงหัวดีแล้ว จึงค่อยๆกู้หัวว่านแยกกระถางที่มีหัวมากๆ ย้ายแบ่งไปปลูกลงดินบ้าง ต้นจะได้ไม่เบียดกันมากจนแย่งอาหารกันจนต้นโทรมทั้งกอ และเนื่องจากเรามีประสบการณ์ดีแล้ว รู้ว่าว่านต้นไหนปลูกแถบไหนดี ต้นไหนควรปลูกกลางแจ้งต้นไหนควรปลูกในที่ร่มรำไร
การปลูกลงดินจะดูแลง่ายยิ่งขึ้น และหัวว่านที่ปลูกลงดินจะให้หัวให้หน่อมากกว่าปลูกลงกระถางเพราะ รากเขาหากินได้อย่างอิสระ การปลูกลงดินควบคุมปริมาณน้ำได้ง่าย ปัญหาหัวเน่าจากการได้รับน้ำเกินจะเจอน้อยกว่า ปล่อยเขาไว้สักสองปีค่อยกู้ก็ได้ แต่ไม่ควรปล่อยไว้เกินสามปี เพราะต้นและหัวเขาจะเบียดกันมาก บางทีก็เกิดอาการที่เรียกว่า “ลูกกินแม่” คือหน่อหัวลูกจะโตและดูดอาหารของหน่อแม่จนหน่อแม่ตายไป(ในพืชตระกูลบอน) หรือการการสะสมของโรคและเชื้อราจากหัวว่านเก่าๆ(ในว่านตระกูลขมิ้นขิงข่า)ทำให้ปีหลังๆได้หัวน้อย หรือได้เท่าตัวไม่เพิ่มทวีคูณ คอยแยกหัวให้เขาทุกสองปีจะได้ปริมาณหัวมากกว่า
และอีกประการหนึ่งคือถ้ากู้เก็บทุกปี ในว่านบางประเภทเวลาหัวเขาถูกรบกวน ในปีนั้นเขามักจะไม่ออกดอกทำให้พลาดโอกาสที่จะชมดอกไป เพราะการออกดอกของว่านหมายถึงว่านมีหัวแก่เต็มที่ มีอาหารสะสมในหัวมากพอ ตลอดจนไม่ถูกรบด้วยการขุดหัวมาผึ่งตากลมไว้เป็นเวลานานเกินไป หรือปลูกเลยฤดูปลูกของเขาไปมาก เพราะช่วงเวลานี้เขาจำเป็นต้องดึงสารอาหารส่วนหนึ่งมาเลี้ยงหัว จนทำให้ไม่มีอาหารมากพอจะเลี้ยงให้เกิดดอกได้ครับ
แต่ก็ไม่ใช่ว่านทุกตัวนะครับที่ปลูกลงดินแล้วดี ว่านบางกลุ่มโดยเฉพาะว่านที่เป็นไม้นอก แนะนำให้ปลูกลงกระถางดีกว่า ว่านที่ปลูกลงดินดีก็ได้แก่กลุ่มขมิ้น ไพล กระเจียว คือว่านแท้ที่หาได้ตามป่าไม้แถบเอเชียอาคเนย์นั่นแหละครับ
อีกอย่างการแยกหัวว่านปลูกลงดินนั้น เนื่องจากเรามักจะห่างการดูแล มักไม่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิดเหมือนปลูกลงกระถาง ดังนั้นขนาดของหัวว่านที่แยกไปปลูกลงดินควรจะมีขนาดใหญ่สักหน่อย เพื่อให้ว่านคงทนต่อสภาพแวดล้อม คือไม่ให้ว่านตายง่ายนั่นเอง
ใช้กระถางดินเผาหรือกระถางพลาสติกดี ?
จริงๆแล้วดีที่สุดคือกระถางดินเผา เพราะระบายน้ำระบายอากาศ และอุณหภูมิได้ดี ที่สำคัญคือทนทานมาก ซื้อครั้งเดียวถ้าไม่ทำแตกก็ใช้ได้กว่าสิบปี แต่มันเสียตรงที่แพงและมันหนักนี่แหละ ด้วยเหตุนี้ ถ้าเริ่มเลี้ยงว่านผมเทคะแนนให้กระถางพลาสติกครับ เหมามาสัก ๑๐๐-๒๐๐ ใบ เผื่อไว้เลย ตกใบละ ๑๐-๑๕ บาท ในขณะที่กระถางดินเผาตกใบละ ๓๕-๕๐ บาทขึ้นไป (ข้อมูลปี ๒๕๖๑, และกระถางประมาณ ๑๒ นิ้วนะครับที่แนะนำ) มันเบากระเป๋ากว่าเป็นไหนๆ เอาไว้ว่านไหนที่เลี้ยงยากๆ หายาก หรือเป็นว่านต้นโปรดค่อยหากระถางดินเผาให้เขา มือใหม่ทุนน้อยอยากให้เก็บเงินไปซื้อหัวว่านดีกว่ามาจมแต่ค่ากระถางครับ
เราอาจจะแก้ไขจุดด้อยของกระถางพลาสติกเรื่องการระบายน้ำและอากาศโดยใส่เครื่องปลูกจำพวกแกลบดำ เปลือกมะพร้าวสับให้มากขึ้น เอากระถางไปไว้ที่ร่ม หรือมุงซาแลน เพื่อกระถางจะได้ไม่ร้อนมากตอนเที่ยงวัน และที่สำคัญช่วยถนอมอายุการใช้งานของกระถางด้วย เพราะกระถางพลาสติกนี่ใช้ได้เกินห้าปีโดยไม่กรอบไม่ผุไม่พังเลยก็นับว่าเจ๋งแล้ว
การปลูกว่าน
ตำราการปลูกว่านนั้นมีหลายตำราด้วยกันแต่ที่แพร่หลายที่สุดคือ วิธีการปลูกว่านตามตำราสายกบิลว่านภาคกลาง คืออ้างอิงตำราหลัก ๑๒ เล่มซึ่งสุดท้ายสรุปอย่างชัดเจนในตำราของนายเลื่อน กัณหะกาญจนะ ซึ่งกล่าวถึงวิธีการปลูก และฤกษ์ปลูกว่านแต่ละประเภท ใครที่เคยเรียนโหราศาสตร์มาก็จะปรับใช้ได้ง่าย แต่ถ้ายังเรียนมาไม่ลึกก็ใช้ฤกษ์วันอ้างอิงในตำราได้เลย กล่าวคือ
ฤกษ์ในการขุดหรือปลูกว่าน
การขุดหรือปลูกว่านให้คงมีอิทธิฤทธิ์โดยไม่เสื่อมคลายนั้น ท่านมีวันกำหนดให้ทำการในเดือนต่างๆโดยนับตามจันทรคติ ดังต่อไปนี้
เดือนอ้ายหรือเดือน ๑ ใช้วันพุธ
เดือนยี่(เดือน ๒), เดือน ๗ ใช้วันพฤหัสบดี
เดือน ๓ กับเดือน ๘ ใช้วันศุกร์
เดือน ๔ , ๙ กับเดือน ๑๑ ใช้วันเสาร์
เดือน ๕ กับเดือน ๑๐ ใช้วันอาทิตย์
เดือน ๖ กับเดือน ๑๒ ใช้วันอังคาร
โดยตามตำรามักให้ปลูกในเดือน ๖ และขุดในเดือน ๑๒ วัน ทั้งนี้เพราะเดือน ๖(ราวๆครึ่งหลังของเมษายนกับครึ่งแรกของพฤษภาคม) เป็นต้นฤดูฝนเหมาะแก่การปลูก และเดือน ๑๒(ราวๆเดือนพฤศจิกายน) เหมาะแก่การขุดกู้เอาว่านขึ้น เพราะเป็นช่วงว่านโตเต็มที่แล้ว อากาศเริ่มหนาวและแห้งแล้งไม่มีฝน (ฝนชุดสุดท้ายของฤดูฝน หรือฝนมารับปลาที่มักตกก่อนลอยกระทงก็ตกไปแล้ว) ว่านตามธรรมชาติก็เริ่มลงหัว
ดินปลูกว่าน
ตามตำราสมัยก่อนให้ใช้ดินบริเวณกลางแจ้งไม่มีอะไรบัง และห้ามใช้ดินที่มีมูลสัตว์ปน จนถึงกระทั่งต้องเผาไฟกันทีเดียว แต่สำหรับผมการเอาดินไปเผาไฟเป็นการทำลายแม่พระธรณีที่มีชีวิตคือจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ อาจส่งผลทำให้ว่านอ่อนแอในระยะยาว แล้วขึ้นชื่อว่าโลกมนุษย์แล้วนั้นไม่มีที่ไหนที่สะอาดอย่างแท้จริงย่อมหมุนเวียนด้วยปฏิกูลบำรุงปฏิกูลเป็นวงเวียนวัฏจักรเสมอ ย่อมมิมีที่ใดปราศจากคำว่า “ขี้” อย่างแท้จริงได้ เพราะขนาดดินเองบางครั้งเรายังเรียก “ขี้ดิน” เลย
บางตำราก็ให้ใช้ดินจอมปลวก แต่ต้องเป็นดินจอมปลวกดำที่เขาใช้เลี้ยงนกคุ้มหรือนกเขานะครับ ไม่งั้นดินจะเหนียวเกินไป เหตุผลที่ใช้ดินจอมปลวกดำคือ เป็นดินอาถรรพ์งอกขึ้นเองได้ทำให้เกิดความเจริญงอกงามและจอมปลวกดำมีจุลินทรีย์(พลังของแม่พระธรณี)จำนวนมาก
ส่วนตัวผมไม่ถือเรื่องปุ๋ยคอกที่หมักดีแล้ว(ผมผสมขี้วัวครับ เพราะวัวเป็นสัตว์ของเทพเจ้าตามคติฮินดู และจริงๆมีเคล็ดการ “ชำระมลทิลดิน” อยู่ครับ) ผมเองเว้นแต่ขี้ไก่เท่านั้นเพราะแสลงต่อว่านจริงๆตามตำรา ที่ว่ากันว่าใครที่อยู่คงด้วยว่านให้แก้ด้วยว่านเปราะ หรือแก้ด้วยดาบที่ถูคมด้วยขี้ไก่ เพราะไก่กับว่านเป็นของแสลงกัน(บางตำราอธิบายว่าว่านคือฤทธ์นาคย่อมแพ้ทางฤทธิ์ครุฑ) ว่านบางอย่างถึงกับฤทธิ์ทางไสยศาสตร์สลายไปเลยหากไก่บินข้าม หรือแม้แต่ว่านตามป่าหากได้ยินเสียงนกยูงหรือไก่ร้อง ว่านถึงกับเสื่อมฤทธิ์ เป็นเหตุที่มาของคติที่ว่าการเลี้ยงว่านให้ทรงฤทธิ์ต้องกู้เก็บว่านก่อนฤดูนกยูงผสมพันธ์ร้องเรียกคู่เสมอ(นกยูงไทยผสมพันธ์ในราวๆ พฤศจิกายน ถึง เมษายน)
สำหรับดินปลูก ผมมักใช้ดินผสมที่มีขายกันทั่วไปตามร้านขายต้นไม้นั่นแหละ เดี๋ยวนี้ขายราวๆหกถุงร้อยบาท ผสมกับดินธรรมดาอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง และรองก้นหลุมด้วยเปลือกมะพร้าวสับหรือหญ้าแห้งสับ โดยปิดรูก้นหลุมด้วยก้อนหินเเข็งเพราะจะทำให้ดันดินออกได้ง่ายตอนเปลี่ยนกระถางเมื่อต้นว่านมีขนาดใหญ่จนคับกระถาง
ที่สำคัญ จะขาดและลืมไม่ได้คือใช้เหล็กจารหรือเข็มปลายแหลมสำหรับเขียนชื่อต้นว่านพร้อมแหล่งที่ได้มา เพื่อสะดวกต่อการแยกแยะว่านแต่ละกระถาง เน้นนะครับ ห้ามลืมหรือขี้เกียจเขียนฉลากรายชื่อว่านเด็ดขาดครับ เว้นแต่คุณเก่งขั้นเทพแล้วเท่านั้น
คาถาในการรดน้ำว่านเมื่อปลูกแล้ว
เนื่องจากตำรับกบิลว่านนั้น เป็นตำรับว่านที่มีเค้าที่มาจากฤาษีที่นับถือพระพุทธศาสนา ดังนั้นบทสวดเพื่อเพิ่มอิทธิฤทธิ์ของว่านนั้นส่วนใหญ่จึงเป็นบทที่เกี่ยวข้องกับบทสรรเสริญพุทธคุณเป็นหลัก อันได้แก่
๑. บทสรรเสริญพระพุทธคุณ คือ “อิติปิโสภะคะวา อะระหังสัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุขะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถา เทวะ มะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ” ว่าจบ ๑ บ้าง ๓ จบบ้าง ๗ จบบ้าง แล้วจึงรดน้ำ หากจะให้ดียิ่งขึ้นควรทำน้ำมนต์ด้วย อิติปิโสฯ ๑๐๘ จบ แล้วค่อยรดว่าน
๒. “สัพเพเตโรคา สัพเพเตภะยา สัพเพเตอันตรายา สัพเพเตอุปัททวา สัพเพเตนิมิตา อวมังคลาวินาสสันตุ” เสก ๙ จบ แล้วจึงรดน้ำ บทนี้เป็นบทที่ใช้ป้องกันสรรพโรค สรรพภัย และอันตรายทั้งหลาย เป็นคาถาที่เหมาะกับว่านที่ใช้ในการคุ้มครอง ป้องกันเภทภัยและรักษาโรค
๓. “มหาลาโภ โหตุ ภวันตุเม” ๓ จบจึงรดน้ำ บทนี้ใช้ในทางโชคลาภเหมาะกับว่านที่ใช้ในทางโชคลาภ เช่น ว่านกลุ่มกวัก และกลุ่มเศรษฐี
๔. “นะโมพุทธายะ” จบหนึ่งบ้าง ๓ จบบ้าง ๗ จบบ้าง หรือตามกำลังวันคือ
“ อาทิตย์หกต่อตั้ง พรรษา
จันทร์สิบห้าคณนา นับได้
อังคารแปดพุธา สิบเจ็ด
เสาร์สิบกำหนดให้ โลกรู้ กำลัง
พฤหัสบดีสิบเก้า สืบสนอง
อสุรินทร์สิบสอง เช่นชี้
ศุกร์ยี่สิบเอ็ดกอง กอปรเกตุ เก้านา
ทวยเทพนพเคราะห์นี้ ท่านเลี้ยง รักษาฯ ”
จึงรดน้ำ บทพระพุทธเจ้าห้าพระองค์นี้เป็นบทครอบจักรวาล ใช้ได้กับว่านมงคลทุกประเภท อย่าคิดว่าเป็นบทสั้นๆ แล้วจะไม่ขลังนะ บทนี้เป็นบทที่สำคัญมากเพราะเป็นการน้อมนำ กล่าวอัญเชิญคุณพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์เลยทีเดียว

แผ่นยันต์อิติปิโสแปดทิศ และแผ่นยันต์ตรีนิสิงเหใหญ่ ที่ผู้เขียนจารขึ้นสำหรับรองก้นหลุมว่าน เชื่อกันว่าทำให้ว่านนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น
และเพื่อให้ว่าน ที่ปลูกมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นในตำรากล่าวว่าให้ใช้แผ่นทองแดงลงยันต์ด้วยอิติปิโสแปดทิศเพื่อเพิ่มฤทธิ์ว่าน และยันต์ตรีนิสิงเหใหญ่เพื่อปรับชัยภูมิที่ดิน ซึ่งเข้าพิธีปลุกเศกอย่างดีแล้ว พร้อมด้วยสิ่งอาถรรพ์อันเป็นมงคลหรือผงศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ตามสมควรมาฝังไว้โคนต้นว่านที่ปลูกไว้นั้น
ส่วนเคล็ดคาถาในการกู้ว่านเพื่อนำมาใช้ประโยชน์นั้น เมื่อจะทำการขุดว่าน ควรเอาน้ำมนต์ที่เสกด้วยสัพพาสีแปดจบ พรมให้ทั่วต้นว่าน และบริเวณโคนต้นโดยรอบเสียก่อนแล้วจึงขุด ก็จะเพิ่มอิทธิฤทธิ์แก่ว่านนั้น ๆ ยิ่งขึ้น โดยสัพพาสีก็คือ บทขัดขันธะปะริตตะคาถา(คาถาประจำคนเกิดวันพุธกลางวัน, บทขัดหมายถึงบทบรรยายคุณของคาถาบทนั้นๆ) มีคาถาว่า
สัพพาสีวิสะชาตีนัง ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ
ยันนาเสติ วิสัง โฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง
อาณักเขตตัมหิ สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณีนัง
สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัมภะณามะ เห(หาย) ฯ
(คำแปล) บทขัดขันธะปะริตตะคาถา
พระปริตรอันใด ย่อมยังพิษอันร้ายแห่งงูร้ายทั้งหลาย ให้ฉิบหายไป ดุจยาวิเศษอันประกอบด้วยมนต์ทิพย์ อนึ่งพระปริตรอันใด ย่อมห้ามกันอันตรายอันเศษของสัตว์ทั้งสิ้น โดยประการทั้งปวง ในอาณาเขต ในที่ทั้งหมด ในกาลทุกเมื่อ เราทั้งหลาย จงสวดพระปริตรอันนั้นเทอญ.
คาถาบทนี้แต่โบราณมาใช้เป็นบทสับ(สัพพาสี) หรือเศกมีดสับ เพื่อพิธีต่อกระดูกในการรักษากระดูกแตก กระดูกหัก ใช้เป็นบทปลุกยาในว่านยาให้ทรงฤทธิ์ บทนี้จึงเหมาะกับว่านที่ใช้ในทางยาเป็นพิเศษ
อนึ่งยังมีบทที่มักใช้ในการเศกยา หรือเศก ว่านที่ใช้ในทางยาอีกบทหนึ่ง ได้แก่ บทสักกัตวาฯ คือ
สักกัตวา พุทธะรัตตะนัง โอสะถัง อุตตะมังวะรัง หิตังเทวะ มะนุสสานัง พุทธะเตเชนะ โสตถินา
นัสสันตุ ปัททะวา สัพเพ ทุกขา วูปะสะเมนตุ เมฯ
สักกัตวา ธัมมะรัตตะนัง โอสะถัง อุตตะมังวะรัง ปะริฬาหูปะสะมะนัง ธัมมะเตเชนะ โสตถิตา
นัสสันตุ ปัททะวา สัพเพ ภะยา วูปะสะเมนตุ เมฯ
สักกัตวา สังฆะรัตตะนัง โอสะถัง อุตตะมังวะรัง อาหุเนยยัง ปาหุเนยยัง สังฆะเตเชนะ โสตถินา
นัสสันตุ ปัททะวา สัพเพ โรคา วูปะสะเมนตุ เมฯ

แผ่นยันต์จตุโรสำหรับรองก้นหลุมว่าน ที่ผู้เขียนจาร ใช้ปรับพลังงาน ปรับชัยภูมิของพื้นดิน ถ้าจ่าว่าน,พญาว่านใช้คุมต้นว่าน ยันต์จตุโรก็ใช้คุมและเสริมสภาพแวดล้อมนั่นเอง
บางตำราให้ใช้แผ่นยันต์จตุโรรองพื้น เพื่อปรับพลังงานพื้นดิน(ปรับชัยภูมิ) ตามคติ ๑๖ ชั้นฟ้า ๑๕ ชั้นดิน หรือตามหลักฮวงจุ้ยเทียบได้กับ “ดาวเก้ายุค” โดยผู้อ่านลองเอาตัวเลขทั้งแถวแนวตั้ง แนวนอน หรือแม้แต่แนวทแยงมารวมดูสิครับได้ ๑๕ ทั้งหมดใช่ไหมครับ นัยยะในทางโหราศาสตร์คือ การถอดรหัสจากดาวบนท้องฟ้า นำมาวางเป็นผังตัวเลข เมื่อรวมกันได้ ๑๕ คือ อาทิตย์(๑) เป็นมิตรกับครู(๕) เป็นคู่วันคู่ดวงดาวมหามิตร ส่งเสริมให้เกิดความมงคลที่ดีเยี่ยมนั่นเอง ยันต์นี้จึงถือกันว่าเอกอุมาก ทางคติล้านนาถึงกับเรียกว่า “ยันต์ ๑๕ฟ้าลั่น” ครับ
คาถากำกับยันต์จตุโรบังเกิดทรัพย์
จัตตุโร ๔ นะวะโม ๙ ทะเวโช ๒ ตรีนิ ๓ ปัญจะ ๕ สัตตะ ๗ อัฏฐะ ๘ เอโก ๑ ฉะวัจฉะราชา ๖
ดูจะรายละเอียดค่อนข้างมากนะครับ ก็ค่อยๆทำค่อยๆศึกษาเรียนรู้กันไปครับ ทำไปเรื่อยๆก็จะเพลิดเพลินเอง เพราะเมื่อแรงว่านให้ผล จนบังเกิดความสมบูรณ์แก่ชีวิต ที่ชิวๆ ไม่ลำบากมากนัก ก็จะหนุนเนื่องให้เราทำได้ละเอียดยิ่งขึ้นไปครับ
จากใจ อรรถวัติ กบิลว่าน: ssbedu.com








