๐๐๘. วิชาพระจักรพรรดิกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ตอนที่ ๓ : การครอบวิมานให้แก่ตนเอง)

เช้าวันนี้ฟ้าคลึ้มด้วยเงาเมฆ อากาศเย็นสบายๆ การได้ตื่นมารับแสงแดดอ่อนๆยามเช้าเช่นนี้ ทำให้ร่างกายและจิตใจแช่มชื่น

ลุงผู้เฒ่านั่งถอนหญ้าที่สวนกล้วยเพลินๆ ทักทายบรรดาลูกๆว่านทั้งหลายที่ปลูกแทรกร่มเงากล้วย วันนี้หลานชายมาช่วยลุงแต่เช้า นั่งถอนหญ้าข้างๆอย่างเงียบๆ ลุงชราสังเกตเห็นหลานดูนิ่งสงบ จึงถามว่า คิดอะไรอยู่ในใจหรือ

หลาน : ผมพยายามสวดมนต์บทพระมหาจักรพรรดิในใจอยู่น่ะครับ
ลุง : ท่องได้แล้วหรือ?

หลาน : ครับ ก่อนหน้านี้ผมพยายามท่องมาหลายวันแล้ว เมื่อคืนก็เลยพยามยามท่องจนจำได้แล้วครับ

ลุง : แล้วตอนคุยกับลุงอยู่นี่ ยังสวดอยู่ไหม ?

หลานชายขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอบเสียงอ่อยๆ

หลาน : ไม่ได้สวดครับ

ลุง : ดีแล้ว… เพราะถ้าตอบว่าสวดอยู่ ก็คงจะแปลกทีเดียว เวลาพูดเวลาคุยการสวดย่อมหายไปเป็นธรรมดา แต่คนที่ฉลาดเขาจับอย่างอื่นแทน

หลาน : อะไรหรือครับ ?

 

ภาพตัวอย่างวิมานแก้วจักรพรรดิ (แตกต่างกันในรายละเอียดบ้างของแต่ละคน)

ลุง : เขาจับที่ตัวอารมณ์เลย สังเกตไหม เวลาเรานั่งสมาธิ เวลานั่งไปนานๆระดับหนึ่งจิตมันจะเปลี่ยนไปสู่ภาวะที่สงบขึ้น มีความสุขทางใจขึ้น ให้จดจำอารมณ์นั้นไว้ แล้วทรงอารมณ์นั้นให้ทรงตัว เพียรพยายามทรงแบบนั้นให้ได้ทั้งวัน แต่บางคนที่ยังไม่ “ชิน”(ฌาน) ไม่ “ชำนาญ”(ทำนานจนรู้ทริคการลดเวลาเพื่อถึงเป้าหมายอย่างเร็ว) อาจต้องตั้งท่านิดหน่อย บางทีต้องจับลมหายใจสักครู่ บางทีต้องจับภาพพระฯ บางคนก็จับภาพวิมานที่เราครอบตัวเองเอาไว้ หรือถ้าเรียนมาทางสายอิทธิฤทธิ์ เขาก็จะจับคาบลมคาบคาถา……มันเป็นเรื่องของสมมุติกับเหนือสมมุติน่ะ มีสมมุติก่อนจึงมีเหนือสมมุติตามมา เหมือนการที่เราจะอิ่มได้ต้องกินข้าวก่อน เทียบเคียงได้ประมาณนั้น

อารมณ์ทางจิตเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จิตเราปกติมักจะซ่านส่ายไปมา วิ่งไปตามประสาทสัมผัสต่างๆ เสมอ การทำสมาธิในขั้นแรกๆ ท่านจึงให้ปิดสัมผัสต่างๆให้มากที่สุด คือนั่งในที่สงบ ห่างจากผู้คนและเสียงต่างๆ ปิดเปลือกตา แล้วรวบรวมความคิดไว้ที่เรื่องเดียว คือสมมุติองค์คำภาวนาให้มาจับ ให้คิดเรื่องเดียว แทนที่จะคิดไปเรื่อยๆไม่จำกัด

ครูท่านเวลาสอนจึงมักเริ่มต้นด้วยคำภาวนา หรือไม่ก็การกำหนด เช่นการจับภาพก่อน เมื่อเชี่ยวชาญในการภาวนาหรือกำหนดแล้ว จึงเพิกเสีย ถ้าเรียงตามลำดับแล้วอาจเรียงลำดับการจับและการเพิก ได้คือ ๑.คำภาวนา ๒.กำหนด ๓. อารมณ์ เรื่องนี้ละเอียดอ่อน เอาไว้จะอธิบายวันหลังนะ….

หลาน : ครับลุง แล้วเวลาจับตัวอารมณ์นี่ทำอย่างไรครับ

ลุง : หึหึหึ….เอางี้ไหนลองกำหนดจิตดูวิมานที่ครอบตัวเราไว้เมื่อเย็นสิ
หลานหนุ่มหลับตาก้มหน้าเล็กน้อย จิตเครียดนิดหนึ่ง เป็นการเครียดเพราะใช้กำลังสมาธิเข้าหักระงับนิวรณ์ ด้วยเพราะยังไม่เชี่ยวชาญในการทรงสมาธิ จึงต้องตั้งท่าตามลำดับสักหน่อย

หลาน : อืม…ยังอยู่ครับ แต่แสงความผ่องใส ความสวยลดลงครับ

ลุง : คราวนี้ลองดูความรู้สึกของจิตใจเราสิ ว่าเป็นอย่างไร วุ่ยวาย ทุกข์ สงบ หรือสุข ….

หลานชายนิ่งสักครู่ รวบรวมกำลังใจเข้าสัมผัส พิจารณา อารมณ์ของตนเองในขณะนั้น

หลาน : เอ…สงบดี แล้วก็สุขครับ

ลุง : การให้เห็นภาพวิมานคือการกำหนด หากจะเห็นได้ จิตต้องเลื่อนให้สูงกว่าภาวะปกติ คือจะเห็นของทิพย์ได้จิตต้องเป็นทิพย์ จิตสามัญจะเห็นไม่ได้ ส่วนการที่เอาจิตไปสัมผัสอารมณ์ของใจในขณะจิตเป็นทิพย์นั้นเรียก “การจับอารมณ์”

คราวนี้ก็จดจำและทรงอารมณ์ที่ดีๆนั้นไว้ไม่ให้เคลื่อน เรียก “การทรงอารมณ์” การทรงอารมณ์นี้จะยากสักหน่อย มันยากที่ความต่อเนื่องและความยาวนาน แต่ไม่เป็นไรหากมันดับก็ทรงใหม่ ทำไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่มันจะติดๆดับๆ

[*การจะทรงอารมณ์ได้ยาวนานนั้นมีทริคคือ

๑. มีสติสัมปชัญญะในการระงับนิวรณ์ ๕ ซึ่งเราสามารถไล่กองนิวรณ์ได้ดังนี้

๑. กามฉันทะ ความพอใจ ติดใจ หลงใหลใฝ่ฝัน ในกามโลกีย์ทั้งปวง ดุจคนหลับอยู่ (ติดกาม งานไม่ก้าวหน้า เสียเวลาชีวิต แต่กามก็มีคุณอยู่บ้างคือเพลิดเพลินเป็นเครื่องอยู่ จึงเรียก “กามคุณ”)

๒. พยาบาท ความไม่พอใจ จากความไม่ได้สมดังปรารถนาในโลกียะสมบัติทั้งปวง ดุจคนถูกทัณท์ทรมานอยู่ ทำให้ร้อนลุ่มทรงความสงบละเอียดของจิตไม่ได้

๓. ถีนมิทธะ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมดอาลัย ไร้กำลังทั้งกายใจ ไม่ฮึกเหิม ทำให้เบื่อหน่ายและไม่ก้าวหน้า

๔. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความคิดซัดส่าย ตลอดเวลา ไม่สงบนิ่งอยู่ในความคิดใด ๆ

๕. วิจิกิจฉา ความไม่แน่ใจ ลังเลใจ สงสัย กังวล กล้า ๆ กลัว ๆ ไม่เต็มที่ ไม่มั่นใจ ไม่เด็ดขาดในการตัดสินใจและมุ่งหน้า ทำให้งานไม่สำเร็จหรือช้า

๒. ไล่อุปกิเลส ๑๖ แล้วพึงระงับไว้ ได้แก่

๑. อภิชฌาวิสมโลภะ ความเพ่งเล็งอยากได้ไม่เลือกที่ จ้องละโมบ มุ่งแต่จะเอาให้ได้

๒. พยาบาท ความพยาบาท คิดหมายปองร้ายทำลายผู้อื่นให้เสียหายหรือพินาศ ยึดความเจ็บแค้นของตนเป็นอารมณ์

๓. โกธะ ความโกรธ จิตใจมีอาการพลุ่งพล่านเดือดดาล เมื่อถูกทำให้ไม่พอใจ

๔. อุปนาหะ ความผูกเจ็บใจ เก็บความโกรธไว้ แต่ไม่คิดผูกใจที่จะทำลายเหมือนพยาบาท เป็นแต่ว่าจำการกระทำไว้ ไม่ยอมลืม ไม่ยอมปล่อย

๕. มักขะ ความลบหลู่บุญคุณ ไม่รู้จักบุญคุณ , ลำเลิกบุญคุณ เช่น ถูกช่วยเหลือให้ได้ดิบได้ดี แต่กลับพูดว่า เขาไม่ได้ช่วยอะไรเลย เป็นต้น หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า “คนอกตัญญู”

๖. ปลาสะ ความตีเสมอ เอาตัวเราเข้าไปเทียบกับคนอื่นด้วยความลำพองใจ ทั้งๆที่ตนต่ำกว่าเขา

๗. อิสสา ความริษยา กระวนกระวายทนไม่ได้เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีกว่า

๘. มัจฉริยะ ความตระหนี่หวงแหน แม้มีเรื่องจำเป็นต้องเสียสละแต่กลับไม่ยอม

๙. มายา ความเจ้าเล่ห์ แสร้งทำเพื่ออำพรางความไม่ดีให้คนอื่นเข้าใจผิด เป็นคนมีเหลี่ยม มีคู

๑๐. สาเถยยะ ความโอ้อวด คุยโม้โอ้อวดเกินความจริง

๑๑. ถัมภะ ความหัวดื้อถือรั้น จิตใจแข็งกระด้าง ไม่ยอมรับการช่วยเหลือหรือต่อต้านปฏิเสธสิ่งที่มีประโยชน์

๑๒. สารัมภะ ความแข่งดี แก่งแย่งชิงดีให้อีกฝ่ายเสียศักดิ์ศรี ยื้อแย่งเอามาโดยปราศจากกติกาความยุติธรรม

๑๓. มานะ ความถือตัว ทะนงตน ตรงกับคำว่า “เย่อหยิ่ง”

๑๔. อติมานะ ความดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยามหรือดูถูก

๑๕. มทะ ความมัวเมา ความหลงเพลิดเพลินในสิ่งที่ไม่ใช่สาระ ซึ่งมี 4 ประการ ได้แก่ 1.เมาในชาติกำเนิดหรือฐานะตำแหน่ง 2.เมาในวัย 3.เมาในความแข็งแรงไม่มีโรค และ 4. เมาในทรัพย์

๑๖. ปมาทะ ความประมาทเลินเล่อ จมอยู่ในความประมาท ขาดสติกำกับ แยกดีชั่วไม่ออก

๓. ทริคแบบสั้นๆที่หลวงตาม้าท่านสอน ถ้าทำได้เช่นที่ว่านี้ ข้างต้นก็ระงับได้เช่นกันคือ

“สวดมนต์ แผ่เมตตา โมทนาบุญ อ่อนน้อมถ่อมตน” และย่อเข้าไปอีกคือ “ทำอารมณ์ให้ดีทั้งวัน”]

หลาน : ครับ ดูยากๆนะ ผมจะพยายามฝึกฝนนะครับ

ลุง : ต่อไปลุงจะต่อวิชาให้นะ

หลาน : ครับ

หลวงตาม้า พระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่งที่มีแยบคายในการสร้างบารมีในแนวบุญฤทธิ์ ตามอย่างหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

ลุง : ลองนึกถึงพระฯนะ จะเป็นภาพพระพุทธเจ้าก็ได้ หรือจะเป็นภาพหลวงปู่ดู่ก็ได้ แต่ทางสายบุญฤทธิ์นี้ท่านแนะนำให้กำหนดภาพหลวงปู่ดู่ เพราะเราเชื่อกันว่าหลวงปู่ท่านอธิษฐานมาว่า หากใครนึกถึงท่าน หรือแม้แต่เอ่ยนามท่าน กระแสจิตจะสามารถส่งไปหาท่านได้ ว่ากันว่า ๑ วินาทีกระแสจิตจะกลับไปมา ๗ รอบเลยทีเดียว แล้วถ้าเรานึกถึงท่านแล้วขออะไร ถ้าไม่เกินเหตุจนเกินไป และเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ ก็จะสมหวังในเรื่องนั้นๆ จะช้าบ้างเร็วบ้างตามเหตุตามปัจจัย

เรื่องแบบนี้เป็นวิสัยพระโพธิสัตว์น่ะ ทางสายอื่นก็มีนะ แม้แต่ในคริสต์ศาสนาเรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ที่เขาเรียก “อธิษฐานต่อพระเจ้า” ไง …

เมื่อเห็นภาพพระได้ชัดเจนแจ่มใสแล้วก็อธิษฐานว่า ขอบารมีพระฯอันไม่มีประมาณ ขอหลวงปู่ดู่จงครอบวิมานแก้วจักรพรรดิ ให้แก่ข้าพเจ้านี้ด้วยเทอญฯ….
จากนั้นให้ใช้บทอัญเชิญพระเข้าตัว ให้น้อมจิตตามนะ ….“สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพลัง อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส

โดยสวดประมาณ ๕ จบ ….ฯลฯ…

จากนั้นปิดท้ายด้วย พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ แล้วกำหนดจิตอธิษฐานให้วิมานนี้คงอยู่ตลอดชีวิตไม่เคลื่อน ไม่หายไปจากตัวเรา
ลุงชรากำหนดจิตตรวจเช็คผลฯ เมื่อเห็นว่าใช้ได้แล้ว จึงปล่อยให้หลานชายหัดจับและทรงอารมณ์การครอบวิมาน อยู่ครู่หนึ่ง

ลุง : เอาล่ะเป็นอย่างไรบ้าง

หลาน : โอ้..วิมานสวยมากครับ คราวนี้ใส สว่าง และเป็นประกายมาก

ลุง : ดีแล้ว ต่อไปให้พยายามคอยตรวจเช็ค คอยกำหนดดูนะว่าวิมานยังอยู่ดีไหม และพยายามสร้างเหตุแห่งการคงอยู่ของวิมานนี้อันสรุปย่อได้ ๓ ประการคือ ๑.ศีล ๒.สมาธิ ๓.ปัญญา ตัวปัญญานั้นโดยเฉพาะ “พรหมปัญโญ” คือปัญญาของพรหม อันมีพรหมวิหาร(วิมาน) เป็นบาทฐาน อันได้แก่ เมตตา เป็นต้น

ถ้ามีเมตตา-กรุณามากวิมานจะใหญ่ และจะเยอะคือจะเชี่ยวชาญในการครอบวิมานให้คนอื่น ถ้ามีมุทิตามาก วิมานจะสวยจะสบาย ถ้ามีอุเบกขามาก วิมานจะแข็งแรง… 
แต่ถ้าเราเผลอไม่ทรงคุณธรรมเหล่านี้ ดันไปทำในสิ่งตรงกันข้ามเข้า วิมานจะค่อยๆเลือนหายไป เพราะของดีย่อมอยู่กับคนดี ดุจน้ำที่ไม่ละลายกับน้ำมัน ดวงจิตเทวดาขึ้นไปเท่านั้นจึงจะมีวิมานอยู่ ดวงจิตเปรต สัตว์นรกก็ย่อมต้องอยู่ในเปลวไปนรก วิมานแก้วจะทรงตัวอยู่ไม่ได้…นี่แหละหลานที่ทำมานี่ เขาเรียกว่า “การครอบวิมานให้ตนเอง” สรุปๆสั้นว่า ๑.นึกถึงพระฯนึกถึงหลวงปู่ดู่ ๒.ใช้บทอัญเชิญพระเข้าตัว หรือเราเรียกว่าบทสัพเพ ๓. อธิษฐานปิดท้ายอีกครั้งว่าให้ทรงตัวตลอดไป ด้วย “พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ”

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

หน๋านอรรถ
๙ พ.ค.๕๗ รีรันและเพิ่มเติม ๑๐ ก.พ.๖๒

อ้างอิง

วิชาพระจักรพรรดิกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ตอนที่ ๓ : การครอบวิมานให้แก่ตนเอง)

https://th.wikipedia.org/wiki/นิวรณ์

https://th.wikipedia.org/wiki/อุปกิเลส

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

๐๐๗ วิชาพระจักรพรรดิกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ตอนที่ ๒  การครอบวิมาน)

ผู้เฒ่าสังเกตเห็นคิ้วของหลานชายขมวดเล็กน้อย ความจริงถ้าไม่สังเกตหรือจับสัมผัสได้จะแทบจะไม่เห็นด้วยซ้ำ ท่านจึงทักไปว่า

ลุง : สัมผัสแบบแผ่วเบานะ ที่สำคัญอย่าไปใช้ตาดู ให้ใช้ความรู้สึก ตาเราหลับไปแล้วเปล่าประโยชน์ที่จะมองเห็นหรือสัมผัสอะไรได้ผ่านดวงตา ถ้ารู้สึกว่าเกร็งไปให้ผ่อนคลายด้วยการจับอานาปานสติใหม่ วางอารมณ์ให้แช่มชื่น ให้มีปีติ มีความสุข แต่เป็นความสุขที่แผ่วเบา เปรียบดังปุยนุ่นที่เบาล่องลอยไปตามสายลม อารมณ์ประมาณนั้น….

ผู้เฒ่าทำการ “ฐาปนะ” จิตไปที่จิตของหลานชาย จึงทราบได้ว่ายังมีธุลีกางกั้นบางประการ จึงอธิษฐานโน้มนำพระบารมีแห่งคุณพระรัตนตรัย ช่วยขจัดธุลีนั้น จากนั้นจึงได้อธิษฐานวิมานแก้วพระจักรพรรดิครอบไปยังตัวของหลานชาย รัศมีกายของหลานชายจึงผ่องใสขึ้นระดับหนึ่ง…ผู้เฒ่าตรองดูเห็นสมควรแนะนำต่อได้ จึงได้แนะนำต่อว่า

ลุง : เอาละอุปมาดังการเงี่ยหูฟัง แต่คราวนี้ให้ใช้ใจฟังนะ ให้ใช้ใจสัมผัส ขอชื่นชมบารมีพระฯที่กำเอาไว้นะ ….

หลาน : ผมรู้สึกว่ามือผมอุ่นๆน่ะครับ แล้วสัมผัสได้ว่าเหมือนมีแสงออกจากองค์พระด้วย

ลุง : พอจะสัมผัสได้ไหม..ว่าแสงนั้นสีอะไร ?

รูปลักษณ์วิมานแก้วจักรพรรดิรูปแบบหนึ่ง ที่มักอยู่ในนิมิตร (แตกต่างกันได้ด้วยหลายเหตุปัจจัย)

ผู้เฒ่าใช้คำถามปลายเปิดเพื่อให้หลานชายได้ใช้กำลังจิตสัมผัสอย่างเต็มที่และไม่เป็นการชี้นำ ซึ่งจะกลายเป็นการสะกดจิตหรือเป็นการชี้นำอุปาทานได้

หลาน : เอ..ผมว่านวลๆครับ ออกสีขาวๆ แล้วก็ขอบเหลืองๆ

ลุง : ดีมาก เอาละให้ทำใจสบายๆรักษาอารมณ์แช่มชื่นนี้ไว้ แล้วให้ย้ายสัมผัสมาสัมผัสรอบๆกายของเรานะ ค่อยๆทำ

หลาน : ……………..เหมือนมีอะไรคุ้มกายของผมไว้นะครับ รู้สึกแน่นๆ แต่เย็นสบาย แล้วรู้สึกปลอดภัยครับ

ลุง : ดีมาก…ให้ตั้งจิตนึกถึงพระนะ ขอบารมีพระ ขอให้เห็นภาพสิ่งที่ครอบอยู่นั้นให้ชัดเจนแจ่มใสตามความเป็นจริงโดยทุกประการ

ผู้เฒ่าอธิษฐานอัญเชิญบารมีพระฯ ครอบวิมานแก้วพระจักรพรรดิให้หลานชายอีกครั้ง และอธิษฐานความเป็นทิพย์ทางจิตให้บังเกิดขึ้นชัดเจนแจ่มใสแก่หลานชาย…

หลาน : เหมือนจะมีศาลาทรงโปร่ง ครอบตัวผมอยู่ แต่วิจิตรงดงามมากครับ มีแสงมีประกายออกจากศาลานั้นสว่างจ้าดีครับ

ลุง : ดีแล้ว…สิ่งนี้ทางสายบุญฤทธิ์นี้เรียกว่า “วิมานแก้วจักรพรรดิ” เป็นตัวแทนของบุญที่แสดงออกมาเป็นรูปลักษณ์ เพราะคำว่า “บ้าน” คำว่า “เมือง” คำว่า “วิมาน” ตลอดจน คำว่า “วิหาร” เป็นตัวแทนของความสมบูรณ์ความปลอดภัย เป็นตัวแทนของความสุขทั้งปวง ไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่ต้องการบ้าน แม้สัตว์ต่างๆก็ต้องการบ้าน ดังเช่นนกต้องการรัง ราชสีห์ต้องการถ้ำ ปลาต้องการขอนไม้มุงบังหลบภัย….

ต่อไปขอให้หลานเพียรพยายามรักษาวิมานนี้ไว้ วิมานนี้เกิดจากแรงบุญ แรงอธิษฐาน เกิดด้วยอำนาจคุณพระรัตนตรัย ดังนั้นการจะรักษาวิมานนี้ไว้ให้ตลอด จึงต้องเพียรพยายามตามนึกถึงบุญ หมั่นอธิษฐานนึกถึงภาพวิมานนี้ หมั่นเอาจิตจับในคุณพระรัตนตรัย นี่คือหลักการ ส่วนวิธีการก็หลากหลาย แต่ในสายของเราท่านให้เกลี่ยจิตด้วยการสวดมนต์ ความจริงจะด้วยบทพุทธคุณบทไหนก็ได้ แต่ถ้าจะให้ตรงก็แนะนำให้ใช้ “บทคาถามหาจักรพรรดิ” นะ….(เสริมความ: หากกำลังใจถึงย่อมใช้บทไหนก็ได้ แต่ที่เคยสัมผัสมา หาคน “กำลังใจถึง” นั้นยาก เปรียบดังการคล้องพระ ถ้าคนที่กำลังใจสูง กำลังใจถึง มากด้วยสติ ไม่คล้องพระก็มีผลดั่งคล้องพระ แต่จนแล้วจนรอดก็หาคนที่ทำเช่นนั้นได้ยาก เพื่อไม่ประมาท ข้าพเจ้าจึงเห็นด้วยกับการคล้องพระหรือ ใช้บทจักรพรรดิในสายวิชานี้มากกว่า)

เอาล่ะวันนี้พอแค่นี้ก่อน ยุงเริ่มมาแล้ว จะได้เตรียมปิดบ้าน อาบน้ำอาบท่า พรุ่งนี้เช้าๆ มาช่วยลุงถอนหญ้าให้ต้นว่านกันนะ จะได้ต่อวิชากันต่อ คืนนี้อย่างไรไปหัดท่องบทคาถามหาจักรพรรดิให้ขึ้นใจนะ

หลาน : ครับลุง งั้นผมไปก่อนนะครับ…

หลานหนุ่มคว้าจักรยานขี่กลับไปบ้าน ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสะเดาและมะม่วง ลุงชราครุ่นคิดทบทวนการสอนที่ผ่านมา โชคดีที่หลานชายคงมีบุญเก่าเกี่ยวกับญาณอันเนื่องด้วยการเห็นภาพ ที่เรียกว่า “ทิพยจักขุญาณ” เพราะถ้าเป็นหลานหญิง ลุงผู้เฒ่าคงต้อง สอนอีกแบบหนึ่ง ตามจริต ตามกำลังความสามารถ ตามการฝึกฝนของแต่ละคนในอดีตที่แตกต่างกันออกไป….(โพธิสัตว์ย่อมต้องเชี่ยวชาญในการสอน และเชี่ยวชาญในการฝึกคนที่ต่างวาสนากัน หากยังทำไม่ได้ ก็ต้องหมั่นเรียนรู้และฝึกฝนไปเรื่อยๆ)

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

หน๋านอรรถ

๗ พ.ค.๕๗ รีรันและเพิ่มเติม ๓๑ ม.ค.๖๒

ปล. จริงๆช่วงนี้ผู้เขียนหนีมลพิษมาที่ญี่ปุ่น แต่เห็นสมควรเร่งบทความนี้ พอดีหนีบ Notebook มาด้วย เลยเร่งงานเขียนให้อ่านกัน  อาจเป็นวาระฯที่จะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง …ในอนาคตอันไม่ไกลจากนี้นัก….

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 3 คะแนนเฉลี่ย: 3.7]

๐๐๖ วิชาพระจักรพรรดิกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ตอนที่ ๑)

หลาน : ลุงครับเมื่อครู่นี้ มีเพื่อนๆไลน์มาหา แจ้งว่ามีแผ่นดินไหวในประเทศไทยโดยเฉพาะเขตทางตอนเหนือของประเทศครับ ส่งรูปมาให้ดูด้วย วัดและสถานที่สำคัญหลายแห่งเสียหายพอดูเลยครับ

ลุง : อืม….ลุงเองก็คอยดูอยู่นานละ ถึงได้สละเวลาว่าง เวลาพักผ่อนมาทำสวนเศรษฐกิจพอเพียง และสวนว่าน-สมุนไพรแห่งนี้เอาไว้ เผื่อจะมีประโยชน์ในอนาคตน่ะ. กรุงเทพฯ-กำแพงเพชร มันไม่ได้ใกล้กันเลย….สู้กันด้วยหัวใจจริงๆ

วันพรุ่งนี้อาจไม่มีสำหรับลุง เราจะประมาทในธรรมมิได้ ลุงจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับวิชาบุญฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งและบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติให้หลานได้ฟังละกัน เล่าไว้เผื่อตายเร็ว…หึหึหึ…

เมื่อวันที่ ๕ พ.ค.๕๗ เกิดแผ่นดินไหว ขนาด ขนาด 6.3 ริกเตอร์ ทางภาคเหนือ ทำให้ วัดร่องขุ่น อ.เมือง จ.เชียงราย ได้รับความเสียหาย ดังภาพ

ความจริงเรื่องนี้หากจะเล่าไป พรรคพวกของลุงที่ฝึกมาทางอิทธิฤทธิ์ ทางไสยศาสตร์ตามขนบโบราณ ท่านคงติงลุงไม่น้อยเพราะเป็นเรื่องนอกแบบแผนทางวิชาไสยศาสตร์ แต่ลุงเห็นว่าวิชานี้มีอยู่จริง และลุงก็มั่นใจมากยิ่งขึ้นก็เพราะได้สัมผัส รู้เห็น เรื่องราวทางจิตอันหลากหลาย เมื่อครั้งไปบวชกับหลวงตาม้า ที่วัดถ้ำเมืองนะ เป็นเวลา ๑ พรรษานั่นแหละ…

หลาน : อยากฟังจังครับ เห็นย่าว่าลุงมีเรื่องสนุกๆและประสบการณ์แปลกๆเยอะ แต่ไม่เห็นลุงจะใคร่เล่าให้ใครฟัง

ลุง : เรื่องบางอย่างมันต้อง ดูคน ดูกาละ ดูสถานที่น่ะ เรียกว่าต้องตรองในสัปปุริสธรรม (เหตุ ผล ตน ประมาณ กาล ชุมชน บุคคล) ก่อนอื่น ลุงก็ต้อง ยืนยืนด้วยเกียรติทหารหาญของลุงเลยว่า ครูบาอาจารย์ของลุงคือหลวงตาม้าท่าน นั้น “ของจริง” ท่านแปลกนะ ท่านสำเร็จบุญฤทธิ์ โดยแทบไม่ผ่านกระบวนการทางอิทธิฤทธิ์เลย แบบนี้หาได้ยาก ขนาดครั้งหนึ่งหลวงปู่หวล แห่งวัดพุทไธสวรค์ ท่านจะมอบวิชาให้ทั้งหมด ท่านยังไม่เอาเลย ท่านว่าคาถามันเยอะมาก ท่านว่าบทจักรพรรดิบทเดียวก็พอแล้ว…ลุงเองก็ไม่ใช่คนโง่ และก็ไม่ใช่คนที่ประกอบด้วยศรัทธาจริตจนเกินปัญญาจริต เรื่องหลวงตาม้าลุงยืนยันได้นะว่าที่ท่านสอนนั้นมีจริงและทำได้จริง เป็นบารมีและวิชาทางสายพระโพธิสัตว์เขาน่ะ…

พายุหมุนรุนแรงในต่างประเทศ

หลาน : ครับลุง ผมเองก็เชื่อมั่น ผมห้อยพระผงจักรพรรดิตลอดเวลาเลยครับ

ลุง : ดีแล้ว พระเครื่องฯของสายนี้โดดเด่นนะ ท่านช่วยเราได้ทั้งตอนมีชีวิต และตอนตายไปแล้ว 555

หลาน : ทำหน้างงเล็กน้อย แววตาใคร่รู้

ลุง : เอ้า…. ลองอาราธนาพระที่แขวนคออยู่นะ อาราธนากำวางไว้ที่มือแล้ว คู้บัลลังก์นั่งสมาธิ หลับตา วางจิตเบาๆ ล้างลมหายใจสักสามรอบก่อนนะ (สูดลมหายใจลึกๆ ยาวๆ และถอนลมออกลึกๆ ยาวๆ เพื่อล้างลมปราณเสียที่คั่งค้าง และปรับสภาพของธาตุให้ควรแก่งาน วิธีนี้จะคลายความง่วงขณะทำสมาธิและทรงสมาธิได้ดี) …………. แล้วเอาจิตจับลมหายใจให้จิตทรงตัวในอานาปาณสตินะ …

ต่อไป ภาวนา พุทธังสรณังคัจฉามิ ธัมมังสรณังคัจฉามิ สังฆังสรณังคัจฉามิ ปรับจังหวะคำภาวนากับลมหายใจให้เป็นเนื้อเดียวกัน ให้รู้สึกสบายๆ ไม่เร่ง ไม่ติดขัด ให้ใช้จังหวะแบบนั้นแหละ วันนี้เอาแบบมาตรฐานก่อน วันหลังค่อยสอนแบบประยุกต์

ภาพจำลองเหตุการร์คลื่นยักษ์ซึนามิ หากเกิดแผ่นดินไหวที่ทะเลรุ่นแรง อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงในเมืองชายฝั่งทะเลที่มีความเสี่ยง

…………………………. ผ่านไปราวๆ ๑๐ นาที ลุงสังเกตเห็นท่านั่งของหลานเริ่มเปลี่ยนจากการนั่งคู้หลังค่อม เปลี่ยนเป็นนั่งหลังตรงอกผึ่ง ท่าทางสง่าผ่าเผย ลมหายใจดูสงบละเอียดเป็นจังหวะไม่ติดขัด ซึ่งอาการอย่างนี้เป็นภาวะจิตที่เริ่มสงบห่างจากนิวรณ์แล้วระดับหนึ่ง ด้วยเหตุว่าเมื่อจิตปรับตัวละเอียดอ่อนและสงบระงับขึ้น ก็จะแสดงออกที่ธาตุให้ปรากฏให้สังเกตได้คร่าวๆดังกล่าว … ลุงจึงค่อยๆเริ่มอธิบาย…

ลุง : เอาล่ะ ค่อยๆวางคำภาวนาลง พยายามประคองจิตแบบนี้เอาไว้แล้วค่อยๆเคลื่อนจิตไปตามคำแนะนำของลุงนะ …ค่อยๆทำความรู้สึกให้รู้ตัวทั่วพร้อมทำความสัมผัสทางใจให้ชัดแจ้ง ในเมื่อเราหลับตาอยู่ ก็อย่าใช้ตามองให้ใช้ใจมอง ให้ใช้ใจสัมผัส… (การทำสมาธิก่อนเพื่อระงับนิวรณ์ให้กำลังของจิต ผ่องใส กล้าแกร่ง อ่อนโยน ควรแก่งาน ก่อนที่จะถอยออกมาสู่สภาวการณ์ใช้งานของจิตคือระดับ “ขณิกสมาธิ” ซึ่งเป็นสมาธิในระดับที่หูสดับฟังเสียงรู้เรื่อง)

เคลื่อนจิตสัมผัสไปสัมผัสองค์พระที่กำอยู่นะ …. ทำจิตนอบน้อมขอบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอชื่นชมบารมีองค์พระที่กำอยู่นะ ให้สัมผัสเบาๆ “ไม่เพ่ง ไม่อยาก ไม่กด” ทำใจสบายๆนะ…..

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ผู้กองอรรถ

๖ พ.ค.๕๗  รีรัน ม.ค.๖๒

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 2 คะแนนเฉลี่ย: 5]

๐๐๕ ไม่กล้าสวดมนต์บทพระมหาจักรพรรดิ เพราะกลัวผี (ตอนที่ ๓ ตอนจบ)

ลุง : แล้วเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อวานที่ลุงเล่าเรื่องผีๆให้ฟัง พอจะคลายความกลัวผีได้บ้างหรือยัง

หลาน : แหะๆ …ยังกลัวอยู่ครับลุง

ลุง : ฮ่าๆๆๆ … ให้มันได้อย่างนี้สิ เหมือนลุงตอนเด็กๆ และหนุ่มๆเลย … ไม่ต้องรีบ มันต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป พอฝึกไปเรื่อยๆพอเห็นจริง รู้ตามความเป็นจริง ความกลัวมันจะค่อยๆคลายตัว มันจะกลายเป็นความเมตตาสงสารไป เพราะจริงๆแล้วคนที่ตายแล้วนี่ถ้าไม่เข้าสู่แดนสุขคติภูมิ เขาจะลำบากมาก คนเราเวลาหิวยังหากินเองได้ ยังขอคนอื่นกินได้ ผี สัมภเวสี ที่ยังไม่มีที่ไปนี่ หิวก็ขอใครไม่ได้เพราะเขามองไม่เห็น นานๆทีจะมีญาติๆอุทิศบุญให้ที ก็คลายทุกข์เป็นคราวๆไป….

เมื่อวานนั่นลุงได้เล่าความยากของโอปปาติกะที่จะแสดงให้มนุษย์ได้ทราบ ได้เห็นการมีตัวตน แต่ความยากจริงๆมันอยู่ที่ตัวมนุษย์มากกว่า ด้วยเทคโนโลยีทางวัตถุอันก้าวไกล ความยุ่งเหยิงหัวฟูทางสังคม การแข่งขัน การเอาตัวรอด ทำให้สัมผัสทางจิตของมนุษย์ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ วิทยาศาสตร์กับจิตศาสตร์เป็นอะไรที่สวนทางกันเสมอๆ หาคนเก่งที่รวมสองสายทางนี้เข้าไว้ด้วยกันนั้นยากยิ่ง…

บางทีญาติเราที่ตายนี่ ที่ไปไหนไม่ได้ยังเป็นสัมภเวสี เขาตามติดเราเป็นปีๆ พยายามที่จะติดต่อกับเราตลอด ก็ยังติดต่อไม่ได้ เพราะอีตอนเป็นมนุษย์ก็ไม่เคยได้สนใจฝึกจิต ก็เลยไม่รู้วิธีการ กำลังจิตก็อ่อนแอ เพราะมัวยุ่งกับทางโลกมาก บางคนตอนมีชีวิตอยู่ไม่เชื่อด้วยซ้ำไปว่าตายแล้วต้องกลายเป็นผี ลองนึกๆดูสิเวลาเราโทรไปหาใครไม่ได้ โทรไปไม่รับสาย แค่นิดหน่อยก็ทุกข์แล้ว นี่คุยกะใครไม่ได้เลย…หิวก็ขอใครกินไม่ได้ คงจะทุกข์ไม่น้อย…

คือ…ถ้าผีหน้าตาไม่มีพิษภัยอย่างนี้ เราก็จะกลัวน้อยลง ใช่ไหมครับ?

การจะเห็นผีได้นี่ต้องมีเหตุได้แก่

๑. มีบุพกรรมเกี่ยวข้องกัน เรียกว่าคลื่นต้องจูนกันติด ถ้าคนมีจิตดีนี่ก็จะเห็นเทพเทวดาได้ ถ้าจิตหม่นๆหน่อยก็เห็นผี วิญญาณชั้นไม่สูงมากนัก แต่คนที่ทำกรรมฐานจนมีกำลัง จะมองเห็นสัมผัสได้หลากหลายชั้นของภพภูมิได้มากขึ้นตามกำลัง

๒. สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย เช่น เป็นที่สงบหน่อย กระแสความวุ่นวายทางสังคมไม่มากนัก พวกพลังงานเชิงยุ่งเหยิงในเมืองใหญ่นี่มันกลบ มันบังโลกวิญญาณได้ดีมาก เหตุนี้เอง ในสังคมเมืองใหญ่ๆถึงเห็นผีกันได้น้อยกว่า สังคมชนบท ทั้งที่จำนวนผี จำนวน สัมภเวสีเร่ร่อนนี่ ทางเมืองใหญ่จะเยอะกว่า เพราะอัตราการตายด้วยโรค ด้วยอุบัติเหตุเยอะกว่า…

๓. ต้องผ่านการฝึกฝน หรือมีบุญเก่าในเรื่อง ญาณหยั่งรู้ ที่เขาเรียก “ทิพย์จักขุญาณ” หมายถึงการสัมผัสรู้เห็นด้วยใจคล้ายตาทิพย์ การสวดมนต์ ทำสมาธินั้นมี ๒ ขั้น คือขั้นฝึกกำลัง กับขั้นใช้กำลัง ซึ่งส่วนใหญ่ที่เราเรียนๆกัน เป็นขึ้นฝึกกำลังเสียมากกว่า ขั้นใช้กำลังไม่ค่อยมีใครสอนกัน หลายคนถึงบอกว่าทำสมาธิแล้วไม่ก้าวหน้าไง…และในขึ้นใช้กำลังนั้นก็มี อยู่ ๒ แนวทางคือ โลกียะคือทำฤทธิ์ อภิญญา เป็นต้น กับ โลกุตระ คือ วิปัสสนาเพื่อประหารกิเลส แต่ทั้ง ๒ อย่างนี้ผู้รู้จริงๆเขาทำพร้อมๆกัน เพราะเป็นสิ่งเกื้อกูลหนุนเนื่องกันและกัน หลายคนไม่เข้าใจ ก็มักจะปรามาสแนวทางโลกียะ นั่นเขาไม่เข้าใจนะ

๔. สภาวะร่างกาย และจิตใจเปิดรับ อย่างคนที่แข็งแรง จิตใจเข้มแข็ง ถ้าไม่รู้จักอธิษฐานเปิดจิตรับสัมผัส ก็สัมผัสหรือมองเห็นอะไรไม่ได้ ข้อดีคือผีเข้า ผีอำไม่ได้ ผีทำร้ายไม่ได้ ข้อเสียคือ เวลาเขาจะมาแสดงตัวให้เห็น หรือมาบอกในฝัน ในนิมิต เขาก็มาบอกไม่ได้เช่นกัน บางทีก็เลยต้องไปเข้าฝันคนอื่นแล้วให้คนอื่นมาบอกแทน

หลักๆก็สี่ข้อนี่แหละ เป็นด่านหินมาก สรุปเลยว่าระหว่าง ๒ ภพจึงแยกจากันอย่างสิ้นเชิงมิใคร่จะติดต่อกันได้ง่ายๆ

หลาน : อย่างว่าสิครับลุง ผมไม่เคยเห็นผีเลย เพื่อนๆผมก็ไม่เคยเห็น แต่ทำไมผมกลัวหว่า …

ลุง : คนเรามักกลัวในสิ่งที่ตนไม่รู้… นี่กลัวเพราะโดนคนสร้างหนังหลอกเอา กลัวเพราะความไม่รู้ กลัวความมืด…ลองเปิดไฟหรือไปกลางวันหรือไปกับเพื่อนสักสิบคนสิ กลัวไหม ก็ไม่กลัว…หลวงตาม้าท่านว่าถ้ากลัวผี ได้ยินว่ามีผีตรงไหน ไปเลย ไปกลางวัน ไปกับเพื่อนๆด้วย บ่อยๆเข้าก็ไปกลางคืน เดี๋ยวมันจะชินแล้วเลิกกลัวเอง ความจริงพระท่านว่า “แท้จริงเรากลัวความตาย” ถ้าเลิกกลัวตายได้ ทุกอย่างเลิกกลัวหมด …หลานว่าจริงไหม..
หลาน : จริงครับ ผมกลัวผี เพราะผมเข้าใจผิดๆว่าผีจะมาทำร้ายผมได้ จะมาฆ่าผมได้ จะมาผลักผมตกบันไดได้ ความจริงแล้วผมกลัวใน “รากฐานความกลัวของมนุษย์” คือ กลัวเจ็บกลัวตายมากกว่าครับ

ลุง : เข้าใจได้ลึกซึ้งถูกต้องดีแล้วหลานเอ้ย ฮ่าๆๆๆๆ….

(โปรดติดตามเรื่องอื่นๆในตอนต่อไป)
หน๋านอรรถ
๙ พ.ค. ๕๗

สร้างสรรค์โดย ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 2 คะแนนเฉลี่ย: 5]

๐๐๔ ไม่กล้าสวดมนต์บทพระมหาจักรพรรดิ เพราะกลัวผี (ตอนที่ ๒)

ได้ลิ้มมะม่วงอกร่องฉ่ำหวาน ค่อยมีเรี่ยวแรง ลุงชราจึงคุยกับหลานหนุ่มต่อ

ลุง : การที่ ผี หรือเทวดา ซึ่งต่อไปลุงขอเรียกเขารวมๆว่า “โอปปาติกะ” นะ ด้วยเพราะท่านเหล่านี้ กำเนิดขึ้นจากการเคลื่อนจากกายมนุษย์ สู่ร่างอาทิสมานกาย ตามจิตของเขาในขณะนั้น แบบทันทีทันใดคือเกิดขึ้นทันที ดังนั้นหากตอนมีชีวิตอยู่ ถ้าจิตเขาเป็นเปรตเพราะประพฤติเยี่ยงเปรต ด้วยมีความโลภเป็นเจ้าเรือนครองใจ ตายไปก็ไปเป็นเปรต คนที่พระพฤติเยี่ยงพรหม คือมีพรหมวิหารธรรมในใจ หรือทรงซึ่งกำลังฌาน เมื่อจิตเคลื่อนออกจากกาย เขาก็ไปเป็นพรหม อย่างนี้

พระโพธิสัตว์: หลวงปู่ทวด หลวงตาม้า หลวงปู่ดู่

หลาน : อ่า…ครับ (หลานวัยรุ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง)

ลุง : ดังนั้นคนที่มีตาใน เขาจะมองแล้วรู้เลย อีตาคนนี้ด่าเก่ง ขี้หงุดหงิด ก่อนตายถ้าขืนยังทรงอารมณ์แบบนี้ ไม่พ้นลงอบายภูมิ ท่านผู้รู้ท่านจึงเป็นห่วงจิตยิ่งกว่าสังขารภาพลักษณ์ภายนอก ท่านจะพยายามทรงจิตท่านให้อย่างน้อยเป็นจิตของเทวดาอยู่ตลอด คือจิตที่อยู่ใน หิริ-โอตัปปะ ด้วยวิธีการอันแยบคายต่างๆกันไป ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟังนะ…

หลาน : ครับ

ลุง : การที่โอปปาติกะจะแสดงให้มนุษย์ได้รับทราบการมีอยู่ของเขานั้นแสดงได้โดย

๑. แสดงเป็นภาพเป็นรูปร่างให้เห็น
๒. แสดงเป็นเสียงให้ได้ยิน
๓. แสดงเป็นสิ่งที่ให้รู้ว่าเขามีตัวตน เช่น ทำกิ่งไม้หัก ทำลมพัด ทำเสียงฝีเท้า ทำให้เขาขนลุก หรือรู้สึกบางอย่างได้…
๔. เข้าครอบงำคนที่มีจิตใจอ่อนแอ ป่วย หรือมีกรรมบางอย่างเกี่ยวข้องกับเขา ที่เขาเรียก “ผีสิง” ถ้าตอนจะหลับก็เรียก “ผีอำ”
๕. คอยหาจังหวะ “อันเหมาะสม” เข้าฝันเขา

โดยโอปปาติกะแต่ละท่านนั้นจะมีความสามารถที่จะแสดงการมีอยู่ของเขาตามที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนั้นโดยส่วนมากจะทำได้คราวละ ๑ อย่าง เรื่องนี้ อ.พันเอกพิเศษ ชมฯ ท่านกล่าวไว้ชัดเจน เพราะการแสดงตัวมันค่อนข้างทำยากมาก คิดง่ายๆ คิดถึงเราเองว่าเวลาเราตายเราจะห่วงคนข้างหลังไหม และเราจะอยากมาบอกเขาไหมว่าเราอยู่อย่างไร …ทุกๆคนก็อยากกลับมาบอกมาหาทั้งนั้น แต่ไปดูสิ มันมีกี่คนกัน หรือมีกี่ครั้งกันที่บุคคลเหล่านั้นกลับมาหาคนที่อยู่ข้างหลัง คือคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้…

เว้นแต่ โอปปาติกะที่มีกำลังสูงอย่างเทวดาที่มีกำลังมาก ท่านถึงจะแสดงได้ทั้งภาพทั้งเสียงเลย ซึ่งแบบนี้เกิดขึ้นน้อย ก็อย่างที่เล่าเมื่อกี้ กายมนุษย์มันเหม็นมาก เทวดาเขาไม่อยากเข้าใกล้เราหรอก มันต้องมีเหตุจริงๆอย่างตอนที่พระโพธิสัตว์ตกยาก แล้วพระอินทร์แปลงมาช่วย เช่น อย่างในเรื่องพระเวชสันดรชาดก ตอนที่พระอินทร์แปลงมาเป็นพราหมณ์มาชิงขอพระนางมัทรีก่อน ต้องระดับนี้ถึงทำการปรากฏให้ครบถ้วนได้…

หลาน : …งั้นแสดงว่า ในหนังที่มีผีมาแสดงศิลปะการหลอกหลอนได้น่าสยดสยอง ทั้งภาพ เสียง สัมผัส นี่ก็โม้สินะครับ

ลุง : ใช่ โม้ทั้งเพ รูปธรรมคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่จะแสดงเป็นกายหยาบของเขามันดับไปแล้ว เผลอๆเผาไปแล้วด้วย เหลือแต่กายละเอียด ที่ละเอียดขนาดเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ยังจับไม่ได้ แล้วนับประสาอะไร เขาจะมาทำอะไรเราได้ อย่างมาบีบคอนี่เขาทำเราไม่ได้ เว้นแต่อาศัยจังหวะจิตเราอ่อน บวกกับกรรมเราเข้า เขาจะใช้จังหวะนั้นบีบจิตเราให้เราบีบคอตัวเอง คือคล้ายๆสิงเรานั่นแหละ

หลาน : อ่ะ ลึกซึ้งจริงๆ ชักเริ่มสนุกล่ะครับ…

ลุง : แต่อย่าลืมที่ลุงเคยบอกนะ ใดๆในโลกนี้ไม่ตายตัว มีข้อยกเว้นเสมอ…โอปปาติกะบางตนทำได้ ด้วยเหตุและปัจจัยบางประการ เหมือนอย่างตำนานแม่นาคน่ะ…แต่ส่วนมากแล้วเขาทำไม่ได้กัน อีกอย่าง ที่เขาทำได้เขาก็มักไม่ทำเสียด้วยน่ะสิ 555 …

(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ผู้กองอรรถ
๖ พ.ค.๕๗

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 2 คะแนนเฉลี่ย: 5]