ว่านแท้-ว่านปลอม และว่านนอกกบิลว่าน (ตอนที่ ๒)

๔.เช็คจากตำราว่านใหม่ที่ได้มาตรฐาน

หลายท่านที่มัวแต่ติดตำราว่านเก่า ก็จะไม่สามารถข้ามกำแพงขององค์ความรู้ด้านว่านพื้นฐานไปสู่องค์ความรู้ขั้นสูงได้ จริงอยู่การจะเล่นหาหรือเรียนรู้อะไรต้องมีหลักมีแก่น มีแกนยึด แต่มิใช่ยึดจนเกินพอดี!!! การยึดถือตำราเก่าที่ไม่มีภาพมากเกินไปก็จะทำให้องค์ความรู้ของเราไม่แตกฉานเพราะเป็นแก้วน้ำที่เต็มแล้วหรือขวดน้ำที่ปิดฝาขวดอยู่ ย่อมไม่สามารถเติมอะไรเข้าไปได้อีก ความแตกต่างของเซียนว่าน กับอาจารย์ว่านคือ เซียนว่านเล่นว่านแต่ตามตำรา แต่อาจารย์ว่านกล้าที่จะตั้งคำถามและเล่นหาว่านทั้งในกบิลว่านและนอกกบิลว่านที่มีที่มาที่ไปและเหตุผลตามหลักวิชาด้วย

การมีตำราว่านใหม่ที่มีภาพประกอบ และเป็นตำราที่ได้มาตรฐาน มีข้อมูลชัดเจนถึงที่มาที่ไป จะช่วยย่นระยะเวลาในการศึกษาว่านได้ค่อนข้างมากครับ

ตำราว่านที่มีการชำระใหญ่ครั้งแรก เน้นที่การรวบรวมรายชื่อว่านมาไว้มากที่สุด จากตำราว่านเก่าๆทั้งหลายนับตั้งแต่ปี ๒๔๗๓

ในวงการว่านนั้นมีตำราออกมาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันทั้งที่เป็นตำราว่านทั้งหมดหรือมีส่วนเกี่ยวกับว่านอยู่มาก มีไม่น้อยกว่า ๖๐ เล่มแต่มีตำราว่านที่มีการชำระองค์ความรู้จริงๆเพียง ๓ ครั้งใหญ่ๆในประวัติศาสตร์ คือ

ครั้งที่ ๑ ชำระตำราว่านโดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ ในหนังสือ “ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน” เป็นการชำระเรียบเรียงตำราขึ้นมาจากตำราว่านเก่าแก่ทั้งหลายนับเป็น สิบๆเล่ม

ตำราว่านที่มีการชำระใหญ่ครั้งที่ ๒ เน้นที่ความชัดเจนถูกต้อง และการแบ่งกลุ่มทางพฤกษศาสตร์

ครั้งที่ ๒ ชำระโดย ณรงค์ศักดิ์ ค้านอธรรม ในหนังสือ “ว่าน สมุนไพร ไม้มงคล” เป็นการชำระตำราทั้งเก่าและใหม่ทั้งหลาย โดยคณะทำงานผู้ทรงความรู้เรื่องพืชและว่านหลายท่านด้วยกัน หนังสือดังกล่าวนับว่าเป็นตำราว่านที่มีความชัดเจนมากที่สุดเล่มหนึ่งในปัจจุบัน

ตำราว่านที่มีการชำระใหญ่ครั้งที่ ๓ เน้นผนวกความเป็นตำรายุคเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน เขียนโดย อาจารย์ว่านที่เรียนว่านมาแบบตีความจากตำราว่านโบราณโดยไม่อาศัยตำรารูปภาพเป็นหลัก

 

ครั้งที่ ๓ ชำระโดย นพคุณ คุมา ในหนังสือ “ตำราพฤกษาวิเศษว่านยา เล่ม ๑” โดยรวบรวมรายชื่อว่านจากตำรายุคเก่า และตีความ จนครบทุกต้น พร้อมทั้งระบุชื่อวิทยาศาสตร์ และมีรูปประกอบ นับเป็นตำราที่ให้กลิ่นอายของความร่วมสมัยที่ผนวกเอาตำรายุคเก่าและใหม่เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

๕. ว่านนอกกบิลว่าน

ความจริงแล้วว่านที่เล่นกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนั้นล้วนแต่เป็นว่านในตำหรับกบิลว่านทั้งสิ้น ซึ่งตำหรับกบิลว่านนั้นนับเป็นตำราทางภาคกลาง แต่แท้จริงแล้วในทางเขตภูมิภาคอื่นๆตลอดจนท้องถิ่นแต่ละที่ก็มีว่านของเขาด้วยเช่นกัน ซึ่งตำราว่านยุคเก่าอาจตกสำรวจหรือเข้าไม่ถึงข้อมูลดังกล่าวก็ได้ ดังนั้นการด่วนปฏิเสธว่านท้องถิ่นหรือว่านนอกกบิลว่านเหล่านี้ โดยไม่รับฟังและไตร่ตรองค้นคว้าข้อมูลอย่างถ้วนถี่นั้นนักปราชญ์ถือว่าไม่เปิดกว้างทางความรู้ครับ

ว่านนอกกระบิลว่านอีกตัวที่พบตามบ้านหมอธรรมอีสาน ว่าน “สะพัดเหล็ก” (ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นตัวเดียวกันกับ “หอมดำ” ของกบิลว่านภาคกลาง)

เพราะอันว่า พืชศักดิ์สิทธิ์ หรือ Lucky plant นั้นมิใช่มีเพียงแต่ในเขตเอเชียอาคเนย์หรือสุวรรณภูมิเท่านั้นที่เล่นหากัน ในประเทศจีน หรือทางยุโรปอื่นๆก็มีการเล่นหากัน อย่างโสมพันปีของจีนก็ถือจัดเป็นหนึ่งในพืชศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อถือและเล่นหากัน คล้ายๆกับไพรดำ ขมิ้นดำ(ตัวกายสิทธิ์ที่ว่ากันแบบโวหารว่าขีดมะพร้าวที่เปลือก เจาะน้ำมะพร้าวออกมาน้ำมะพร้าวจะดำ…) ของทางแถบบ้านเราที่เล่นหากัน ว่านนอกกบิลว่านอย่างว่านสายใต้ ทางสายเขาอ้อ ก็เป็นว่านยาที่มีตัวตนจริงๆ ใช้การได้จริงๆ แต่มิได้บันทึกไว้ในตำหรับกบิลว่านภาคกลาง เช่น อ้ายหนังใหญ่ อ้ายหนังนุ้ย อ้ายเหนียว อ้ายเหล็กนางยอง คงกลางดอน เป็นต้น

๖. สรรพคุณควรมาก่อนชื่อ

ชื่ออาจไม่ชัดเจนหรือผิดพลาดกันได้ แต่สรรพคุณห้ามผิด ว่านหลายๆตัวนั้น “นาม” เป็นสิ่งสมมุติเรียกแทนในภายหลัง เริ่มแรกจริงๆได้จากสรรพคุณ ทั้งทางไสยศาสตร์เอง หรือแม้แต่ทางยา อย่างว่านยาทางสายอีสาน โบราณมักเรียกชื่อว่านตามสรรพคุณ แม้แต่ปัจจุบันก็ยังได้พอเห็นกลิ่นอายดังกล่าวบ้าง อย่างว่านชน ซึ่งก็คือพลับพลึง คนอีสานแท้ๆมักจะเรียกพลับพลึงว่า “ว่านชน” เนื่องจากเมื่อพลัดตกหกล้มหรือไปชนกระแทกอะไรมาก็ให้ใช้ว่านนี้รักษานั่นเอง “ว่านแก้” คือขอทอง(แก้) ใช้สำหรับแก้พิษของ หรือพิษว่านต่างๆ ว่านมหากาฬ สำหรับแก้ไข้กาฬหรือพิษอักเสบที่รุนแรงมาก

ร่องรอยของการเรียกชื่อว่านจากสรรพคุณของภาคอีสานและประเทศเพื่อนบ้าน(สปป.ลาว)

ดังนั้นในการเล่นว่านนั้นสรรพคุณต้องถูกต้องเสียก่อน เรียกว่า ถูกต้น ถูกสรรพคุณ ส่วนในเรื่องของชื่อนั้น ก็อาจแปรเปลี่ยนได้ตามยุคสมัยตามการเล่นหาในแต่ละท้องถิ่น

ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นอีกแนวทางการเล่นหาว่านของนักเล่นว่านสมัยใหม่คือ “เล่นแนวการชำระตำราว่าน” คือพยายามหาว่านมาให้ได้มากที่สุดแล้วค่อยๆจัดกลุ่ม แยกประเภท และสรุปรวมว่าว่านแต่ละท้องถิ่นแต่ละชื่อนั้นคือต้นใดกันแน่ และควรเรียกชื่อกลางว่าอะไร แต่ยังคงชื่อดั้งเดิมเอาไว้ (โดยไม่ด่วนปฏิเสธ ทำเพื่อสรุปองค์ความรู้ ไม่ได้ทำเพื่อปฎิเสธสิ่งที่ยังไม่เข้าใจหรือนอกธงที่ตั้งไว้) และแน่นอนความยากอยู่ที่ ๑.ความเชี่ยวชาญในว่าน “ในกบิลว่าน” ๒.ความสามารถในการตามสืบว่านนอกบิล ๓.ความสามารถในการแยกแยะว่าน “มีจริง” กับว่าน “ตรูตั้งเอง”… โดยเฉพาะยุคปัจจบันนี้ที่มีความพยายาม “ยัดว่าน” ทั้งเจตนาและไม่เจตนามากเสียเหลือเกิน….

โปรดติดตามตอนที่ ๓ (ตอนจบ)…

อรรถวัติ กบิลว่าน

ทีมงาน: ssbedu.com

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook
คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 2 คะแนนเฉลี่ย: 4.5]
Bookmark the permalink.

Comments are closed.