การใช้ว่านในทางปฎิบัติ ในมุมมิติศาตร์โบราณอันลึกซึ้ง ตอนที่ ๑

การใช้ว่านในทางปฎิบัติ

เรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องของการเล่นว่าน คือการนำว่าน มาใช้ให้เกิดผลตามตำรา เพราะถ้าเราเลี้ยงว่าน “อย่างว่าน” เราย่อมต้องการ “สรรพคุณอย่างว่าน” เช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าผู้ที่จะใช้ว่านอย่างเป็นล่ำเป็นสันนั้นคงมีแต่นักไสยศาสตร์เป็นหลัก

ข้าฯไม่อยากชักจูงให้ใครมาเป็น นักไสยศาสตร์ เพราะถ้าศึกษาไสยศาสตร์แต่กระพี้ ก็จะเป็นเดรัจฉานวิชาหรือขวางพระนิพพานไปเสียเปล่า   “นักปราชญ์ย่อมกินมังคุดแต่เนื้อใน”

ไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์ย่อมไม่อาจมีเพียงแก่นได้  ไสยศาสตร์แบบพุทธถูกหล่อหลอมโดยปรัชญาพุทธ มานาน จนเป็นวิชาที่สูงเด่นอยู่เช่นกัน … จะขอกล่าวถึงการใช้ว่านในแง่มุมที่ยังไม่มีคนพูดถึง

๑.)การพกว่าน

ว่านเก่าที่มีลักษณะแข็งตัวแล้ว

โบราณมีวิธีใช้ว่านที่ง่ายมาก คือการพกว่านสดหรือแห้งไปกับตัว เช่น ว่านคงกระพันพกไว้กัดกินตอนมีเรื่องต่อสู้ ก็จะเป็นว่านสด  ซึ่งว่านที่พกไปนี้มักเป็นประเภทอยู่คงเพียงชั่วเบา คือเมื่อปัสสาวะฤทธิ์ว่านก็หมดลง  การพกอย่างนี้มักพกไปชั่วคราว เมื่อกลับบ้านก็จะเอาว่านลงดินไว้เหมือนเดิม

ข้อจำกัดของการพกว่านสดคือหากพกไปนานๆว่านจะเสีย(ขึ้นรา, เน่า, ฝ่อ) ผู้พกว่านสดจะต้องรู้วิธีถนอมว่านให้อยู่ได้นาน ว่านบางอย่างอาจพกเป็นว่านแห้งได้ โดยไม่เสื่อมสรรพคุณ  ก็มักจะฝานเป็นแว่นแล้วตากแดดพกใส่ตลับ หรือเอาว่านสดแช่น้ำมันหอมไว้ก็เป็นการถนอมว่านไว้ใช้อีกวิธีหนึ่ง ต่อไปจะกล่าวถึงวิธีพิเศษในการพกว่าน

ก.)ล่ามว่าน

เมื่อครั้งหนึ่ง ข้าฯไปเรียนวิชาที่เมืองอุบลพบวิธีการพกว่านที่น่าทึ่ง ผู้เฒ่าท่านหนึ่งพกว่านที่มีลักษณะแห้งแต่แกร่งเป็นหินไว้กับตัว ที่น่าทึ่ง เพราะเป็นว่านตระกูลขมิ้นที่ไม่น่าแกร่งได้ขนาดนี้ จึงขอความเมตตาจากท่าน  ท่านว่าในการพกว่านจะมีคาถาบทหนึ่ง ให้เสกเป่าลงว่านบ่อยๆ ในเวลาไม่นานว่านก็จะค่อยกลายสภาพแข็งขึ้นเรื่อยๆ ท่านเรียกคาถานี้ว่าคาถา “ล่ามหว้าน”  นอกจากว่านจะแห้งแข็งคงความขลังแล้ว ว่านที่พกจะไม่สามารถทำร้าย(ตอด)เจ้าของได้   และหากเสกถึงขั้นจริงว่านก็จะแข็งเป็นหินเป็น “คุต”(คด) และคาถานี้เองโบราณเขาเอาไว้ “ล่ามว่านกระจาย”

“ว่านกระจาย” คือว่านประเภทว่านโพรงนี่เอง แต่ตำราอีสานได้จำแนกประเภทไว้โดยละเอียดกว่าที่อื่นมาก เช่น ว่านกระจายไฟ, กระจายลม, กระจายข้าวตอก, กระจายเหล็ก, กระจายทอง ฯลฯ

ว่านกระจายบางตัวนำมาผสมในการเล่นแร่แปรธาตุแบบพิสดารของอีสาน(การหุงเหล็กบางชนิดฯลฯ)อีกด้วย

แต่ว่านกระจายทุกชนิดจะมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันที่น่ากลัวคือ มีจิตวิญญาณที่ดุร้าย และกระหายต่อการเสพอาหารประเภทของสดของคาว ว่านประเภทนี้เหมือนงูพิษที่ไม่รู้จักเจ้าของ หากพลาดเผลอทำผิดข้อห้าม “คะลำ” เจ้าของก็มักมีอันเป็นไปต่างๆ ที่น่ากลัวคือ จิตวิญญาณในว่านกระจายอาจเข้ามาสิงสู่ครอบงำในตัวเจ้าของได้ ถือว่าเป็น “ปอบว่าน” อีกชนิด

เมื่อทราบว่าแหล่งใดมีว่านกระจาย ก็ต้องสังเกตว่า ระยะใดเป็นระยะที่จะใกล้ว่านได้ใกล้ที่สุดโดยไม่เป็นอันตรายจากการตอดของว่าน  หากมี “ว่านล่าม” ก็เดินใกล้ต้นได้เลย  หากไม่มีว่านล่าม ก็ต้อง หาอะไรให้ว่านกระจายนั้นกินจนมันอิ่มมันจะไม่ตอดเรา(เช่น กระจายเหล็กต้องให้กินผงเหล็ก)  จากนั้นค่อยๆใช้บท “ล่ามว่าน”  ล่ามมันไว้จนกระทั่งสังเกตได้ว่า ต้นว่านหยุดกินอาหาร หรือเริ่มทิ้งใบแล้ว จึงจะเข้าไปเอาว่านมาใช้งานได้

ดังนั้นผู้ที่ริจะเลี้ยงว่านประเภทที่มีอันตรายนั้นต้อง “ล่ามว่าน” เป็น  และต้องรู้เรื่อง “ว่านล่าม” อีกด้วย

ความรู้นี้ข้าฯได้จากครูอาจารย์แถวอัตตะปือประเทศลาว ท่านสอนว่า “ว่านฮ้าย”  แต่ละประเภท จะมี “ว่านล่าม” ของตนเป็นตัวแก้ตัวกันและ “ตัวผาบ”(ปราบ)

ในองค์ความรู้แบบ “กบิลว่าน” จะแนะนำให้หา “ว่านกำบัง” มาป้องกันตนจากโทษของว่านร้าย  หรือหาว่านที่มี “ศักดิ์ใหญ่” มาคุมว่านอื่น อันได้แก่ “พระยาว่าน”, “จ่าว่าน”     หรือแม้แต่ครูอาจารย์บางท่านจะเสกน้ำรดว่านด้วยบท “พระยาไก่เถื่อน” เพื่อให้ว่านเชื่องคุมง่ายก็ตาม แต่ในความเห็นของข้าฯ เมื่อศึกษาว่านนอกกบิลว่านประเภทที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูงนั้น เห็นว่าการใช้ว่านกำบัง และว่านคุมดังกล่าวจะกันได้เฉพาะว่านที่ยังไม่มีดวงจิตวิญาณเท่านั้นแต่ว่านที่มีจิต, ว่านดุ ว่านแรงๆจริงวิธีการนี้คงไม่เพียงพอ

ในลาวใต้ จะมีว่านประเภทที่เลี้ยงไว้เพื่อทำร้ายคน เช่น ว่านดีด, เปลือกใส่ใจแก้, หรือกระจายต่างๆ เช่น กระจายลม  เจ้าของจะแอบปลูกทิ้งไว้ไกลจากบ้าน  บางประเภทต้องแอบไปปลูกบนต้นไม้อื่นที่สูงๆ  ว่านประเภทนี้ร้ายมากจะทำร้ายคนหรือสัตว์ที่เข้าใกล้ เจ้าของเองหากจะเข้าไปเอาไปเก็บกู้ ก็ต้องถือ “ว่านล่าม” เข้าไปหาจึงจะเอาได้

ข.)ยาแท่ง, ยาสัก, พระว่านจำปาสัก 

วิธีที่จะกล่าวต่อไปนี้ คือการนำเอาว่านมาแปรรูปให้เป็นแท่งเป็นก้อนเพื่อให้พกพาได้สะดวกผู้อ่านอาจจะแย้งว่า ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาว่านแห้งมาบดแล้วทำเป็นพระผงว่าน!!

ต่างมากครับเพราะ วิธีเอาว่านตากแห้งแล้วบดทำพระผง แบบที่ทำในปัจจุบันนั้น ง่ายเกินไป!!! ชิ้นงานที่ได้ก็ไม่มีความงาม  ขาดเสน่ห์ดูไม่ต่างกับก้อนดินธรรมดา  ต่างกับเรื่องที่จะว่าต่อไปนี้

          ยาแท่ง  : นับเป็นพัฒนาการขั้นสูงในการพกว่าน ทำโดยเอาว่านยามาผสมให้เป็นยาสำเร็จ ตามสรรพคุณที่เราต้องการ อาจมีการใส่ผงพิเศษทางไสยศาสตร์ปนไปด้วย แล้วปั้นเป็นแท่ง พกติดตัว

แท่งยามหาระงับ ส่วนหนึ่งของตำราสร้างตะกรุดมหาระงับ

เมื่อจะใช้ก็ฝนใช้ตามความต้องการ  ที่ว่าเป็นพัฒนาการขั้นสูงอยู่ที่การ  “ยักกระสาย” เป็นความคิดพิสดารที่ฝรั่งไม่มี เช่น ยาแท่งเดียวกันใช้น้ำมะนาวมาฝนใช้รักษางูพิษ ตัวแท่งเดิมใช้น้ำซาวข้าวฝนยักกระสายกลายเป็นยาแก้เบื่อเมา ยาแท่งเดิมใช้น้ำครำ ยักกระสาย แก้ผีเข้า, ยาแท่งเดิมยักกระสายฝนด้วยน้ำดอกไม้เทศ กินบำรุงกำลัง ยาแท่งเดียวใช้ได้รอบตัวเพียงแต่ต้องรู้จักยักกระสายให้ถูกเรื่อง !!

การเขียนผงตรีนิสิงเห

การใช้ผงตรีนิสิงเหฯ ในตำราไสยศาสตร์ไทย มีหลักคิดเหมือนกับยาแท่ง!!   แต่ยุคนี้หาผู้เข้าใจตำราตรีนิสิงเหได้น้อยเต็มที   ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า การเขียนดวงตราต่างๆในคัมภีร์ตรีนิสิงเหฯเป็นขั้นตอนการเขียนผง!!

ที่ว่าผงตรีนิสิงเหฯเหมือนยาแท่งก็คือ  เมื่อทราบตำราแท้จริงแล้วว่าตำราใดนำมาเขียนผง ก็เขียนผงดินสอพองลบโถมไปเรื่อยๆ(ลบโถมคือเอาแท่งดินสอพองมาเขียนผงตามตำรา  เสร็จแล้วก็เอาผงที่ได้ปั้นเป็นดินสออีก เขียนผงใหม่อีก เอาผงมาทำดินสอ เขียนอีกเรื่อยๆ)  เก็บผงที่ได้ปั้นเป็นแท่งดินสอทิ้งไว้

ตำราลายมือ พระสมุหบุญยัง ศิษย์เอกหลวงปู่วัดมะขามเฒ่า ว่าด้วยการใช้ผงยาตรีนิสิงเหฯ จะเห็นว่ามีการเอาแท่งดินสอที่เตรียมไว้เขียนอัตราเลขและประทับตราราชสีห์ ใช้ทางตบะเดชเข้าหาเจ้านาย…

เมื่อจะใช้งานเรื่องใด ก็เอาแท่งดินสอนั้น  เขียนเป็นอัตราเลขและประทับดวงตรา ลบใช้เฉพาะเรื่อง เช่น ปราบผี เอาดินสอเขียนเป็นตราท้าวเวสสุวรรณ, จะเข้าหาหญิงชายให้ลงตราพระควัม,  จะพบเจ้านายให้ เป็นตบะเดชลงอัตราเลขประทับตราราชสีห์ เป็นต้น

การนำแท่งดินสอตรีนิสิงเหฯมาเขียนอัตราเลขและประทับดวงตรา เพื่อใช้ประโยชน์เฉพาะเรื่องก็เหมือนการยักกระสายของยาแท่งนั่นเอง!!

ของใช้ส่วนตัวหลวงพ่อดิ่ง บางวัว  หมายเลข 3 คือยาดำออกศึก ,หมายเลข 4 คือยาคลาดแคล้ว

       ยาสัก, พระว่านจำปาสัก : ยาสัก และ พระว่านจำปาสัก ในความเห็นของข้าฯคือการทำยาแท่งแบบหนึ่ง  ต่างกันที่ยาสักมักทำในรูปตุ๊กตา และพระว่านจำปาสักนิยมทำเป็นพระศิลปะเชียงรุ้ง!!

ยาสัก ทางล้านนา

          -ยาสัก นิยมทำในทางไทยใหญ่, ล้านนา มีวัตถุประสงค์พิเศษคือเป็นการถนอมว่านยาเพื่อนำมาฝนสักเข้าร่างกาย

ยาสักเมตตาในทางไทยใหญ่นิยมใช้ว่าน “ปางแซงแหลง (ฝากกันช่วยค้นคว้าต่อไป)

-พระว่านจำปาสัก  นิยมสร้างในพื้นที่อีสานล้านช้าง พระนี้ไม่ได้สร้างจากว่านที่ชื่อ “จำปาสัก”  แต่แตกกรุแล้วโด่งดังที่เมืองจำปาสัก จึงเรียกว่า “พระ(เนื้อ)ว่าน(แห่งเมือง)จำปาสัก” องค์พระที่พบมักมีรอยฝนว่านออกใช้ บ้างก็ต้มกินแก้มาลาเรีย, ฝนทาตะขาบกัด ฯลฯ   พระนี้มีชื่อเสียงทางคงกระพันมหาอุด

พระว่านจำปาสัก ที่ผู้เขียนสะสมไว้ (อ.น. นักสิทธิอีสาน)

บางองค์เป็นการสร้างที่พิสดาร คือเอาว่านสดมาทำหรือเอาว่านผสมครั่ง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ในปัจจุบันยังทำไม่ได้ ถือว่ามีขั้นการผลิตที่สูงกว่าการทำพระผงว่านที่ทำกันในปัจจุบัน  พระว่านจำปาสักจึงเป็นพระกรุที่น่าเก็บสะสมยิ่ง

โปรดอ่านต่อตอนที่ ๒…

อ.น. นักสิทธิอีสาน

ทีมงาน: ssbedu.com

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook
คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 4 คะแนนเฉลี่ย: 3.3]
Bookmark the permalink.

Comments are closed.