การใช้ว่านในทางปฎิบัติ
เรื่องสำคัญที่สุดอีกเรื่องของการเล่นว่าน คือการนำว่าน มาใช้ให้เกิดผลตามตำรา เพราะถ้าเราเลี้ยงว่าน “อย่างว่าน” เราย่อมต้องการ “สรรพคุณอย่างว่าน” เช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าผู้ที่จะใช้ว่านอย่างเป็นล่ำเป็นสันนั้นคงมีแต่นักไสยศาสตร์เป็นหลัก
ข้าฯไม่อยากชักจูงให้ใครมาเป็น นักไสยศาสตร์ เพราะถ้าศึกษาไสยศาสตร์แต่กระพี้ ก็จะเป็นเดรัจฉานวิชาหรือขวางพระนิพพานไปเสียเปล่า “นักปราชญ์ย่อมกินมังคุดแต่เนื้อใน”
ไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์ย่อมไม่อาจมีเพียงแก่นได้ ไสยศาสตร์แบบพุทธถูกหล่อหลอมโดยปรัชญาพุทธ มานาน จนเป็นวิชาที่สูงเด่นอยู่เช่นกัน … จะขอกล่าวถึงการใช้ว่านในแง่มุมที่ยังไม่มีคนพูดถึง
๑.)การพกว่าน
โบราณมีวิธีใช้ว่านที่ง่ายมาก คือการพกว่านสดหรือแห้งไปกับตัว เช่น ว่านคงกระพันพกไว้กัดกินตอนมีเรื่องต่อสู้ ก็จะเป็นว่านสด ซึ่งว่านที่พกไปนี้มักเป็นประเภทอยู่คงเพียงชั่วเบา คือเมื่อปัสสาวะฤทธิ์ว่านก็หมดลง การพกอย่างนี้มักพกไปชั่วคราว เมื่อกลับบ้านก็จะเอาว่านลงดินไว้เหมือนเดิม
ข้อจำกัดของการพกว่านสดคือหากพกไปนานๆว่านจะเสีย(ขึ้นรา, เน่า, ฝ่อ) ผู้พกว่านสดจะต้องรู้วิธีถนอมว่านให้อยู่ได้นาน ว่านบางอย่างอาจพกเป็นว่านแห้งได้ โดยไม่เสื่อมสรรพคุณ ก็มักจะฝานเป็นแว่นแล้วตากแดดพกใส่ตลับ หรือเอาว่านสดแช่น้ำมันหอมไว้ก็เป็นการถนอมว่านไว้ใช้อีกวิธีหนึ่ง ต่อไปจะกล่าวถึงวิธีพิเศษในการพกว่าน
ก.)ล่ามว่าน
เมื่อครั้งหนึ่ง ข้าฯไปเรียนวิชาที่เมืองอุบลพบวิธีการพกว่านที่น่าทึ่ง ผู้เฒ่าท่านหนึ่งพกว่านที่มีลักษณะแห้งแต่แกร่งเป็นหินไว้กับตัว ที่น่าทึ่ง เพราะเป็นว่านตระกูลขมิ้นที่ไม่น่าแกร่งได้ขนาดนี้ จึงขอความเมตตาจากท่าน ท่านว่าในการพกว่านจะมีคาถาบทหนึ่ง ให้เสกเป่าลงว่านบ่อยๆ ในเวลาไม่นานว่านก็จะค่อยกลายสภาพแข็งขึ้นเรื่อยๆ ท่านเรียกคาถานี้ว่าคาถา “ล่ามหว้าน” นอกจากว่านจะแห้งแข็งคงความขลังแล้ว ว่านที่พกจะไม่สามารถทำร้าย(ตอด)เจ้าของได้ และหากเสกถึงขั้นจริงว่านก็จะแข็งเป็นหินเป็น “คุต”(คด) และคาถานี้เองโบราณเขาเอาไว้ “ล่ามว่านกระจาย”
“ว่านกระจาย” คือว่านประเภทว่านโพรงนี่เอง แต่ตำราอีสานได้จำแนกประเภทไว้โดยละเอียดกว่าที่อื่นมาก เช่น ว่านกระจายไฟ, กระจายลม, กระจายข้าวตอก, กระจายเหล็ก, กระจายทอง ฯลฯ
ว่านกระจายบางตัวนำมาผสมในการเล่นแร่แปรธาตุแบบพิสดารของอีสาน(การหุงเหล็กบางชนิดฯลฯ)อีกด้วย
แต่ว่านกระจายทุกชนิดจะมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันที่น่ากลัวคือ มีจิตวิญญาณที่ดุร้าย และกระหายต่อการเสพอาหารประเภทของสดของคาว ว่านประเภทนี้เหมือนงูพิษที่ไม่รู้จักเจ้าของ หากพลาดเผลอทำผิดข้อห้าม “คะลำ” เจ้าของก็มักมีอันเป็นไปต่างๆ ที่น่ากลัวคือ จิตวิญญาณในว่านกระจายอาจเข้ามาสิงสู่ครอบงำในตัวเจ้าของได้ ถือว่าเป็น “ปอบว่าน” อีกชนิด
เมื่อทราบว่าแหล่งใดมีว่านกระจาย ก็ต้องสังเกตว่า ระยะใดเป็นระยะที่จะใกล้ว่านได้ใกล้ที่สุดโดยไม่เป็นอันตรายจากการตอดของว่าน หากมี “ว่านล่าม” ก็เดินใกล้ต้นได้เลย หากไม่มีว่านล่าม ก็ต้อง หาอะไรให้ว่านกระจายนั้นกินจนมันอิ่มมันจะไม่ตอดเรา(เช่น กระจายเหล็กต้องให้กินผงเหล็ก) จากนั้นค่อยๆใช้บท “ล่ามว่าน” ล่ามมันไว้จนกระทั่งสังเกตได้ว่า ต้นว่านหยุดกินอาหาร หรือเริ่มทิ้งใบแล้ว จึงจะเข้าไปเอาว่านมาใช้งานได้
ดังนั้นผู้ที่ริจะเลี้ยงว่านประเภทที่มีอันตรายนั้นต้อง “ล่ามว่าน” เป็น และต้องรู้เรื่อง “ว่านล่าม” อีกด้วย
ความรู้นี้ข้าฯได้จากครูอาจารย์แถวอัตตะปือประเทศลาว ท่านสอนว่า “ว่านฮ้าย” แต่ละประเภท จะมี “ว่านล่าม” ของตนเป็นตัวแก้ตัวกันและ “ตัวผาบ”(ปราบ)
ในองค์ความรู้แบบ “กบิลว่าน” จะแนะนำให้หา “ว่านกำบัง” มาป้องกันตนจากโทษของว่านร้าย หรือหาว่านที่มี “ศักดิ์ใหญ่” มาคุมว่านอื่น อันได้แก่ “พระยาว่าน”, “จ่าว่าน” หรือแม้แต่ครูอาจารย์บางท่านจะเสกน้ำรดว่านด้วยบท “พระยาไก่เถื่อน” เพื่อให้ว่านเชื่องคุมง่ายก็ตาม แต่ในความเห็นของข้าฯ เมื่อศึกษาว่านนอกกบิลว่านประเภทที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูงนั้น เห็นว่าการใช้ว่านกำบัง และว่านคุมดังกล่าวจะกันได้เฉพาะว่านที่ยังไม่มีดวงจิตวิญาณเท่านั้นแต่ว่านที่มีจิต, ว่านดุ ว่านแรงๆจริงวิธีการนี้คงไม่เพียงพอ
ในลาวใต้ จะมีว่านประเภทที่เลี้ยงไว้เพื่อทำร้ายคน เช่น ว่านดีด, เปลือกใส่ใจแก้, หรือกระจายต่างๆ เช่น กระจายลม เจ้าของจะแอบปลูกทิ้งไว้ไกลจากบ้าน บางประเภทต้องแอบไปปลูกบนต้นไม้อื่นที่สูงๆ ว่านประเภทนี้ร้ายมากจะทำร้ายคนหรือสัตว์ที่เข้าใกล้ เจ้าของเองหากจะเข้าไปเอาไปเก็บกู้ ก็ต้องถือ “ว่านล่าม” เข้าไปหาจึงจะเอาได้
ข.)ยาแท่ง, ยาสัก, พระว่านจำปาสัก
วิธีที่จะกล่าวต่อไปนี้ คือการนำเอาว่านมาแปรรูปให้เป็นแท่งเป็นก้อนเพื่อให้พกพาได้สะดวกผู้อ่านอาจจะแย้งว่า ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาว่านแห้งมาบดแล้วทำเป็นพระผงว่าน!!
ต่างมากครับเพราะ วิธีเอาว่านตากแห้งแล้วบดทำพระผง แบบที่ทำในปัจจุบันนั้น ง่ายเกินไป!!! ชิ้นงานที่ได้ก็ไม่มีความงาม ขาดเสน่ห์ดูไม่ต่างกับก้อนดินธรรมดา ต่างกับเรื่องที่จะว่าต่อไปนี้
ยาแท่ง : นับเป็นพัฒนาการขั้นสูงในการพกว่าน ทำโดยเอาว่านยามาผสมให้เป็นยาสำเร็จ ตามสรรพคุณที่เราต้องการ อาจมีการใส่ผงพิเศษทางไสยศาสตร์ปนไปด้วย แล้วปั้นเป็นแท่ง พกติดตัว
เมื่อจะใช้ก็ฝนใช้ตามความต้องการ ที่ว่าเป็นพัฒนาการขั้นสูงอยู่ที่การ “ยักกระสาย” เป็นความคิดพิสดารที่ฝรั่งไม่มี เช่น ยาแท่งเดียวกันใช้น้ำมะนาวมาฝนใช้รักษางูพิษ ตัวแท่งเดิมใช้น้ำซาวข้าวฝนยักกระสายกลายเป็นยาแก้เบื่อเมา ยาแท่งเดิมใช้น้ำครำ ยักกระสาย แก้ผีเข้า, ยาแท่งเดิมยักกระสายฝนด้วยน้ำดอกไม้เทศ กินบำรุงกำลัง ยาแท่งเดียวใช้ได้รอบตัวเพียงแต่ต้องรู้จักยักกระสายให้ถูกเรื่อง !!
การใช้ผงตรีนิสิงเหฯ ในตำราไสยศาสตร์ไทย มีหลักคิดเหมือนกับยาแท่ง!! แต่ยุคนี้หาผู้เข้าใจตำราตรีนิสิงเหได้น้อยเต็มที ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า การเขียนดวงตราต่างๆในคัมภีร์ตรีนิสิงเหฯเป็นขั้นตอนการเขียนผง!!
ที่ว่าผงตรีนิสิงเหฯเหมือนยาแท่งก็คือ เมื่อทราบตำราแท้จริงแล้วว่าตำราใดนำมาเขียนผง ก็เขียนผงดินสอพองลบโถมไปเรื่อยๆ(ลบโถมคือเอาแท่งดินสอพองมาเขียนผงตามตำรา เสร็จแล้วก็เอาผงที่ได้ปั้นเป็นดินสออีก เขียนผงใหม่อีก เอาผงมาทำดินสอ เขียนอีกเรื่อยๆ) เก็บผงที่ได้ปั้นเป็นแท่งดินสอทิ้งไว้

ตำราลายมือ พระสมุหบุญยัง ศิษย์เอกหลวงปู่วัดมะขามเฒ่า ว่าด้วยการใช้ผงยาตรีนิสิงเหฯ จะเห็นว่ามีการเอาแท่งดินสอที่เตรียมไว้เขียนอัตราเลขและประทับตราราชสีห์ ใช้ทางตบะเดชเข้าหาเจ้านาย…
เมื่อจะใช้งานเรื่องใด ก็เอาแท่งดินสอนั้น เขียนเป็นอัตราเลขและประทับดวงตรา ลบใช้เฉพาะเรื่อง เช่น ปราบผี เอาดินสอเขียนเป็นตราท้าวเวสสุวรรณ, จะเข้าหาหญิงชายให้ลงตราพระควัม, จะพบเจ้านายให้ เป็นตบะเดชลงอัตราเลขประทับตราราชสีห์ เป็นต้น
การนำแท่งดินสอตรีนิสิงเหฯมาเขียนอัตราเลขและประทับดวงตรา เพื่อใช้ประโยชน์เฉพาะเรื่องก็เหมือนการยักกระสายของยาแท่งนั่นเอง!!
ยาสัก, พระว่านจำปาสัก : ยาสัก และ พระว่านจำปาสัก ในความเห็นของข้าฯคือการทำยาแท่งแบบหนึ่ง ต่างกันที่ยาสักมักทำในรูปตุ๊กตา และพระว่านจำปาสักนิยมทำเป็นพระศิลปะเชียงรุ้ง!!
-ยาสัก นิยมทำในทางไทยใหญ่, ล้านนา มีวัตถุประสงค์พิเศษคือเป็นการถนอมว่านยาเพื่อนำมาฝนสักเข้าร่างกาย
ยาสักเมตตาในทางไทยใหญ่นิยมใช้ว่าน “ปางแซงแหลง” (ฝากกันช่วยค้นคว้าต่อไป)
-พระว่านจำปาสัก นิยมสร้างในพื้นที่อีสานล้านช้าง พระนี้ไม่ได้สร้างจากว่านที่ชื่อ “จำปาสัก” แต่แตกกรุแล้วโด่งดังที่เมืองจำปาสัก จึงเรียกว่า “พระ(เนื้อ)ว่าน(แห่งเมือง)จำปาสัก” องค์พระที่พบมักมีรอยฝนว่านออกใช้ บ้างก็ต้มกินแก้มาลาเรีย, ฝนทาตะขาบกัด ฯลฯ พระนี้มีชื่อเสียงทางคงกระพันมหาอุด
บางองค์เป็นการสร้างที่พิสดาร คือเอาว่านสดมาทำหรือเอาว่านผสมครั่ง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ในปัจจุบันยังทำไม่ได้ ถือว่ามีขั้นการผลิตที่สูงกว่าการทำพระผงว่านที่ทำกันในปัจจุบัน พระว่านจำปาสักจึงเป็นพระกรุที่น่าเก็บสะสมยิ่ง
อ.น. นักสิทธิอีสาน
ทีมงาน: ssbedu.com






