การใช้ว่านทางปฏิบัติ ในมุมมิติศาตร์โบราณอันลึกซึ้ง ตอนที่ ๒

๒.)การกินว่าน

โดยทั่วไปว่านกบิลว่าน สามารถกินได้ทันที โดยใช้บทคาถาเสกประกอบตามตำรา ตามแต่ชนิดของว่าน บางชนิดต้องรอฤกษ์ยาม(เช่นว่านมหาเมฆต้องรอวันที่มีคราสฯลฯ)

อย่างไรก็ดี ต้องศึกษาว่าว่านชนิดใดที่มีโทษข้างเคียง เช่น มีผลึกรูปเข็ม(calcium oxalate) ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ ว่านประเภทนี้ต้องป้องกันไม่ให้ว่านสัมผัสกับปากและลำคอโดยตรง อาจทำโดยใช้กล้วยน้ำว้าหรือมะขามเปียกในการช่วยกลืน  บ้างก็ใช้เหล้าเป็นกระสาย นี่เป็นหลักทั่วไปในการกินว่าน

อ.ชุม ไชยคีรี

   อ.ชุม ไชยคีรี ผู้ที่ข้าฯกล่าวถึงมาแล้ว ท่านค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้เรื่องว่านให้แก่สาธารณะชน  และได้สั่งสอนวิธีในการกินว่านไว้เป็นพิเศษ เช่น การจารพระคาถา, การขยายธาตุ, การเสกเพิ่มฤทธิ์ว่าน, การกินว่าน, และการผูกคุณว่านไว้กับตัว  นี่เป็นการกินว่านที่เป็นแบบแผนที่สุดและสอดคล้องกับความเชื่อหลักในกบิลว่าน

ต่อไปข้าฯ จะขอกล่าวถึง การกินว่านแบบพิเศษ ในตำราไสยศาสตร์ไทย

๑ การกินว่านเขาอ้อ

เขาอ้อยังมีศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้จัก คือการกินว่าน เช่น ขมิ้นอ้อย, ว่านสบู่เลือด, ว่านสีดา, ว่านเพชรตรี, ว่านเพชรหน้าทั่ง

ที่นิยมกันมากคือ การกินว่าน “เพชรหน้าทั่ง”  แต่เป็นเพชรหน้าทั่งคนละอย่างกับกบิลว่าน ในกบิลว่าน เป็นไม้หัว มีหัวเป็นรูปตะกรุด ใต้ใบมีขน  ใบอ่อนนุ่ม มักขึ้นริมตลิ่ง ทิ้งหัวไหลไปตามกระแสน้ำได้

ครูทัน รุจิเรข

ในตำราสัก สายครูทัน รุจิเรข ท่านถือเป็นว่านเอก ในการดองหมึกสัก(ฟังชื่อก็เห็นภาพพจน์แล้ว ว่าคงทนดุจเพชรที่วางบนหน้าทั่ง ตีด้วยพะเนินเหล็ก ก็ไม่แตกหักเสียหาย)

ตามตำรับเขาอ้อ เพชรหน้าทั่งคือ ไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง ถ้าเรารู้จักคงไม่กล้ากิน เพราะมียางสีขาว ที่ดูน่าจะเป็นอันตราย แต่เขาหาที่กินจนได้  หากจะเปรียบให้เห็นภาพ ก็คงเหมือน กับการกินยอดมะพร้าวนี่แหละ

เพชรน่าทั่งนี้ต้องเกิดในถ้ำ หรือในเกาะดอนกลางแม่น้ำ ขึ้นบนโขดหินยิ่งดี  ว่ากันว่าหากกินตามตำราแล้วเป็นยอดแห่งความเหนียวคง

ผมยังสงสัยตำรานี้ ว่า “เพชรน่าทั่ง” ควรจะเป็นไม้ต้นใดกันแน่ เพราะเปรียบเทียบตำราแล้ว เชื่อว่าตำรานี้ของเขาอ้อมีต้นสายเดียวกันกับตำราภาคกลางเป็นแน่   สุดท้ายเรื่องนี้สรุปว่า “หนังสือก้อม ต่างคนต่างมี” เรียนมาแบบไหนใช้แบบนั้นดีกว่า  สบายใจกว่า

ว่านเพชรน่าทั่ง  แบบกบิลว่าน

๒ การกินเหนียวกินมัน

การกินข้าวเหนียวดำตำรับเขาอ้อ เป็นการกินว่านขั้นสูง ถ้าว่าเป็นภาษานักกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา จะต้องใช้คำพูดว่า “มีขั้นตอนการผลิตที่สูงขึ้น”

ข้าวเหนียวดำที่ใช้ในพิธี ต้องดำทั้งต้น, ใบ, ราก, แม้กระทั่งน้ำในนาต้องเป็นสีดำ

และเป็นการใช้ความรู้เรื่องว่านยาสมุนไพรอย่างรอบด้านและละเอียดอ่อนมาก  ต้องใช้ความรู้ระดับใกล้เคียงกับการแช่ว่านเลยทีเดียว  ที่เขียนเช่นนี้เพราะ การแช่ว่านทุกครั้งต้องกินข้าวเหนียวดำด้วย และน้ำยาที่นำมาทำข้าวเหนียวก็คือ “น้ำหัวราง” หรือน้ำยาเดียวกับการแช่ว่าน นั่นเอง

  ข้าฯเคยสงสัย ว่าการอาบว่านและหุงเหนียวเขาอ้อเป็นเรื่องขาดหลักวิชา!! เพราะปริมาณของว่านที่นำมาใช้มีจำนวนมากมายจนดูประหนึ่งว่า  ใช้ว่านอะไรก็ได้ ให้ได้ปริมาณมากๆ และมองไม่ออกว่าอะไรคือตัวยาที่เป็นสาระสำคัญ?

ข้าฯเชื่อว่า  อะไรก็ตามที่เป็นตำรับเฉพาะต้องตอบได้ว่าอะไรเป็นสาระสำคัญ?? เหมือนกับแกงเผ็ด กับต้มยำ คือการเอาน้ำมาต้มเครื่องแกงเหมือนกัน  แต่ถ้าแยกไม่ได้ว่าอะไรคือแกงเผ็ด อะไรคือต้มยำ ก็แปลว่าตำราหุงเหนียวและแช่ว่านเขาอ้อปราศจากความน่าเชื่อถือ!!!! ข้าฯใช้มาตรฐานนี้ ในการวิเคราะห์ความเป็นศาสตร์ของหลายวิชา

น้ำมันงาที่เสกจนแข็ง และว่านยาที่ใช้กินร่วมกับข้าวเหนียวดำ

จนกระทั่งข้าฯมีโอกาสได้พบครูอาจารย์ผู้รู้จริงหลายท่าน และได้รับคำแนะนำสั่งสอน  ได้ใช้เวลาศึกษาวิเคราะห์จนพูดได้เต็มปากว่า ศาสตร์เหล่านี้ของเขาอ้อ มีระบบแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน 

ผู้เขียนประกอบพิธีป้อนเหนียวป้อนมันตำรับเขาอ้อ

ปัญหาสำคัญที่วิชาหุงเหนียวและอาบว่านเขาอ้อ หาผู้รู้จริงและเข้าถึงแก่นของวิชานี้ได้น้อยลงทุกวัน มีสาเหตุมาจากว่านยาตัวสำคัญ หายากขึ้น, และชื่อยาเป็นชื่อเฉพาะถิ่น ที่ยังไม่มีใครอธิบายเปรียบเทียบในชื่อที่คนส่วนใหญ่รู้จัก วิชานี้จึงเป็นวิชาเฉพาะตัว ของคนท้องถิ่นรอบเขาอ้อโดยแท้จริง

“อ้ายต้าน” ตัวยาสำคัญในการอาบว่าน, หุงเหนียว ต้นนี้ข้าฯใช้เวลาค้นหาเกือบ ๓ ปี

๓.ยาคง

เป็นการนำว่านยามาประกอบขึ้นเป็นยาสำรับรับประทาน ที่พบในตำราไสยศาสตร์มักเป็นยาดองหรือลูกกลอน เมื่อกินเข้าไปถึงปริมาณหนึ่งร่างกายจะทนทานต่ออาวุธร้าย  ได้อย่างน่าอัศจรรย์   และตำราพวกนี้มักมีหลักคิดคล้ายกันข้อหนึ่งคือ  เชื่อว่าพืชบางชนิดจะมาล้างฤทธิ์ซึ่งกันและกันได้  ดังนั้นตำราพวกนี้มักมีข้อห้ามไม่ให้กินอาหารและพืชพันธุ์บางประเภท

ที่น่าสังเกตในตำรา ทางภาคกลางมักมี “ต้นปลาไหลเผือก” แทรกอยู่ด้วยหลายขนาน จึงเชื่อว่าคงเป็นตัวยาสำคัญในระดับตัวยาหลักเลยทีเดียว

ตำราที่โด่งดังในภาคเหนือได้แก่ ยาข่าม, ยาพระคง, และยาพระลือ มีกระบวนการพิเศษคือการหมักยา(ฟ่ง)ในข้าวสารและข้าวเปลือก มีเคล็ดที่น่าสนใจคือ ตอนหุงต้มยามีการเอาเหล็ก, ทองแดง, ตะกั่ว หรือวัสดุที่ทำเป็นอาวุธได้ นำมาเผาในเตาหุงต้มด้วยเป็นทำนอง ข่มนามไม่ให้โลหะเหล่านี้ทำอันตรายแก่ร่างกายได้

อาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณท่านหนึ่ง  บอกว่า  “ยาคงเป็นวิชาคงกระพันสูงที่สุดในบรรดาศาสตร์การใช้ว่านด้วยกัน”

โปรดอ่านต่อ ตอนที่ ๓….

อ.น. นักสิทธิอีสาน

ทีมงาน: ssbedu.com

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook
คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 5 คะแนนเฉลี่ย: 3.8]
Bookmark the permalink.

Comments are closed.