นอนกำพระสวดมนต์: แม้ยามหลับก็สร้างบุญบารมีได้

ต้องขอบอกกล่าวว่า ผมศรัทธาในปฏิปทาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุงมาก ได้เคยเดินทางโดยลำพังเพื่อไปเรียนวิชามโนมยิทธิตั้งแต่เมื่อครั้งเรียนอยู่ ม.4 จากนั้นก็เพียรพยายามฝึกฝนวิชาฝ่ายจิตมาอยู่เนืองๆ หลากหลายศาสตร์วิชาด้วยกัน อีกทั้งฝึกแนวการสร้างบุญบารมีและการบำเพ็ญแนวพุทธภูมิตามอย่างหลวงปู่ดู่-หลวงตาม้า โดยเคยได้บวชที่วัดถ้ำเมืองนะเป็นเวลา ๑ พรรษา สิ่งที่ผมกำลังจะสื่อคือ แนวการปฏิบัติที่ผมเขียนนี้จึงเป็นแบบ “แนวผสมผสาน” ตามภูมิที่เรียนมาและเข้าถึงส่วนตัวเท่านั้น (เป็นวาสนาส่วนตัวที่ฝึกมาแบบนี้ครับ) อาจจะมีอะไรผิดแปลกไปบ้างเมื่อเทียบกับ “สายบริสุทธิ์” ดังนั้นแล้วหากบทความใดๆ มีความผิดแผกไปบ้างจากที่ท่านเคยได้ยินได้ทราบหรือตามแบบที่เคยปฏิบัติ ก็ขอให้รับฟังอย่างอุเบกขานะครับ เพราะงานเขียนนี้ ผมเขียนออกมาให้ “หลายกลุ่มการปฏิบัติ” ได้อ่านกัน ผมพยายามที่จะสื่อออกมากลางๆไม่โลดโผนนัก และจะไม่พยายามเขียนในสิ่งที่ไม่ได้สัมผัสหรือฝึกมา ตลอดจนพยายามตรวจเช็คอยู่เสมอก่อนนำออกเผยแพร่ครับ….

ชุดพระเครื่อง วัตถุมงคล ที่ผู้เขียนใช้กำภาวนาตลอดในเวลาหลับ โดยผู้เขียนจะพันสร้อยประคำและล็อคไว้ไม่ให้หลุด ตลอดเวลาหลับ

หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเมตตาเล่าว่าในสมัยเด็กๆ คุณย่าท่านให้ภาวนา “พุทโธ” สามครั้งก่อนนอน และท่านชอบจับภาพพระอยู่เสมอ(อ้างอิงจากหนังสือและเทปคำสอน) นั่นเป็นบาทฐานในกรรมฐานและทิพจักขุญาณในวาระต่อมา… ตลอดจนท่านแนะนำให้ศิษย์ภาวนา พุทโธ หรือ “นะมะพะทะ” จนกระทั่งหลับ โดยหลวงพ่อฯแนะวิธีเช็คกำลังใจและระดับสมาธิที่ได้ก่อนจะเข้าสู่ภาวะตัดหลับ ท่านว่าตลอดระยะเวลาที่หลับนั้นทรงสมาธิระดับใด บุญจะเกิดขึ้นในระดับนั้นตลอดเวลาที่หลับ เช่น ถ้าจิตทรงทุติยฌานก่อนหลับ ตลอดเวลาที่หลับถือว่าได้บุญในระดับทุติยฌาน (หลับ ๘ ชั่วโมงก็ได้บุญ ๘ ชั่วโมง) แบบนี้ถือว่ากำไรมากใช่ไหมครับ…

เมื่อคราวมาศึกษาต่อยอดในแนวของหลวงปู่ดู่-หลวงตาม้า ท่านแนะนำในแบบเดียวกัน แต่บทที่ใช้จะใช้หัวใจไตรสรณคมณ์ คือ “พุท ธะ สัง มิ” หรือบทพระมหาจักรพรรดิ อันมี นะโมพุทธายะ พระพุทธไตรรัตนญาณฯ เป็นต้น สวดคลอไปจนหลับ และเมื่อตื่นแล้ว หากจิตละเอียดดีสติมั่นมันจะจับรู้ว่าตัดหลับไปที่คำภาวนาใด และสามารถต่อได้ แต่ถ้าต่อไม่ได้ไม่เป็นไร ก็ให้สวดขึ้นต้นใหม่  

ข้าพเจ้าพบว่าวิธีการ คณนา(นับจังหวะด้วยคำสวด) ควบฐาปณะ(เอาจิตวาง) ด้วยอานาปานสติ จะทำให้เกิดความผ่องใสของจิตได้ดีมาก จิตสงบระงับและเข้าสมาธิได้เร็ว หากทำชำนาญจะหลับเร็วมาก และเมื่อตื่นขึ้นมาก็จะมีอารมณ์ผ่องใส ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่…

อีกประการหนึ่งเพื่อประโยชน์เต็มที่ มือผมจะกำพระที่ผมนับถือ หรือพระตามสายวิชาที่เรียนเอาไว้ด้วย เพื่อให้จิตและธาตุแนบแน่นกับพระมากยิ่งขึ้น (เป็นทริคที่ผมเคยลองเปรียบเทียบกับการไม่ได้กำพระแล้ว พบว่า “การกำพระได้ผลดีกว่าภาวนาเฉยๆ หรือดีกว่าคล้องพระเฉยๆโดยไม่ได้กำพระ” ครับ) ซึ่งการกำพระแล้วภาวนาไปด้วยนี้ ทางสายหลวงปู่ดู่-หลวงตาม้าท่าน นิยมทำกัน

ประโยชน์ที่จะบังเกิด

  • ทำให้คลายกังวลและหลับไว: โดยให้วางจิตปล่อยวาง และจับลมแบบแผ่วเบา การเข้าสมาธิเพื่อเข้าสู่โหมดหลับจะทำได้ง่ายและเร็ว
  • ตื่นมาก็มีแรง การพักผ่อนเป็นไปอย่างเต็มที่โดยใช้เวลาน้อย
  • บุพกรรมปัญหาอุปสรรคเบาบาง: โดยมีทริคคือ ให้ทำการสัพเพฯ ก่อนและหลังตื่นนอน โดยทุกๆครั้งให้กำหนดจิตไปที่เจ้ากรรมนายเวร ผู้มีพระคุณ ตลอดจนถึงดวงจิตทุกๆดวงทั่วสากลจักรวาลฯ เรื่องนี้พิสูจน์ยืนยันผลโดยตัวผมเอง ซึ่งตามปกติชะตาชีวิตผมตามหลักโหราศาตร์ที่เคยศึกษา ชะตาชีวิตผมจะผกผันมาก เต็มไปด้วยอุปสรรคและเจ้ากรรมนายเวร เรียกว่าเผลอเมื่อไรเป็นโดนทันที ผมก็อาศัยทริคนี้และอื่นๆเอาตัวรอดพ้นภัยหนักมาได้ตลอด…
  • โรคภัยเบาบางลง: โดยควบกับการอธิษฐานฟอกธาตุทั้งก่อนและหลังตื่นนอน
  • ช่วยเหลือบุคคลที่เกี่ยวข้อง: เป็นทริคพิเศษของพุทธภูมิ ใช้เมื่อจิตมีกำลังมาก กายธาตุแข็งแรง โดยเจตภูติจะไปทำงานขณะหลับ จะมีอาการรู้-เห็นคล้ายฝัน ข้อพึงระวังคือถ้ากำลังยังไม่ถึงหรือไม่เข้าใจเทคนิคจะกินพลังงานมาก ร่างกายจะเหนื่อยล้า…ซึ่งสามารถกันและแก้ได้โดยการฟอกธาตุขยายธาตุอยู่เนืองๆ, ใช้วิธีหมั่นขยายธาตุด้วยการลูบพลาเข้าตัว(สายเขาอ้อ), หรือใช้วิธีขยายภาชนะกายโดยวิชาพลังจักรวาลหรือวิชาว่าด้วยปราณ…, อาจปรับธาตุรักษาธาตุด้วยการกินยาวาสนาจินดามณี หรือกินน้ำมนต์จักรพรรดิ…ที่สำคัญหากจะทำทุกครั้งให้อยู่ในการดูแลของหลวงปู่ดู่ ให้หลวงปู่พาไปตลอดนะครับ…

ฝึกฝนไปเรื่อยๆครับ “ทำ” ดีกว่าไม่ทำ ธรรมใดๆเป็นเรื่องของการปฏิบัติแล้วจึงเข้าถึงและเห็นผล…

ผู้พันอรรถ

๑๕ ม.ค.๖๒

ทีมงาน: ssbedu.com เราจะเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น ด้วยการศึกษาแนวใหม่ฯ 

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

พุทโธตัด: ทริคว่าด้วยการเกลานิสัย และการฝึกสัจจะบารมี

เคยไหมครับหลายต่อหลายครั้งที่ติดพันกับอะไรที่สนุกๆ ไม่ว่ากำลังเล่นเฟส อ่านหนังสือ ดูหนัง ฯลฯ แล้วจริงๆหมดเวลาแล้ว ต้องไปทำกิจกรรมอื่นๆ หลายต่อหลายคนพ่ายแพ้ต่อกำหนดเวลานั้น ทำให้ต้องกินเวลาอื่นที่วางแผนไว้ จริงๆก็ไม่ผิดอะไรมาก ชีวิตเป็นของเรา เกเรบ้างก็เป็นรสชาติชีวิตดี บางทีเป็นเป็นเครื่องเร่ง speed ชีวิตของเราดีเสียด้วย แบบที่เขาพูดว่า dead line เป็นอะไรที่ทำให้งานสำเร็จได้ดีมาก

แต่แน่นอน ถ้ามากเกินไปก็ไม่ดี เพราะเราจะมีชีวิตที่แพลนอะไรไม่ได้เลย เรียกว่า “สัจจะชีวิต” ไม่มี… ลองแบบนี้ครับ เริ่มจากง่ายๆ ผมภาวนาว่า “พุทโธตัด” จากนั้นก็ทำกำลังใจหนักแน่นและวางกิจกรรมนั้นลง พรุ่งนี้ถ้าไม่ตายหรือเมื่อมีโอกาสหน้าค่อยมา “ต่อ” ใหม่ ซึ่งเรื่องนี้นักปฏิบัติบางท่านโหดกว่าผมอีก ประมาณว่าถ้าทีวี หรือหนังเรื่องไหนกำลังสนุกๆ พีคสุดๆ ท่านก็หยุดดู และไม่กลับมาดูอีก ประมาณว่า “ละครก็คือละคร สวดมนต์ดีกว่า…” เอากับท่านสิ…

พระร่วงวาจาสิทธิ์ ตามตำนานวีรบุรุษในพงศาวดารเหนือ และในนิทานพื้นบ้านแถบสุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก ตาก อุตรดิตถ์ เชื่อกันในบางกลุ่มว่า คืออดีตชาติของพระโพธิสัตว์ใหญ่พระองค์หนึ่ง ที่ได้ลาพุทธภูมิแล้ว

เรื่องนี้ประยุกต์ใช้ กับ “พุทธโธตื่น” โดยเมื่อเราคำนวณเวลาพักผ่อนดีแล้ว ตั้งกำหนดเวลาตื่นเหมาะสมแล้ว และตั้งเวลาปลุกในมือถือหรือนาฬิกาดีแล้ว.. เคยไหมครับที่ใจเราอ้อนกับตัวเองว่า ...”ขอนอนอีกหน่อยน่า…” สุดท้ายก็เลยสาย ลองทำแบบนี้นะครับ ภาวนา “พุทโธตื่น” จากนั้นทำกำลังใจลุกมากราบพระ แล้วค่อยๆไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าแปลงฟัน อันนี้ต้องสู้กันหนักทีเดียวผมเข้าใจดีครับ…
 
หากใครที่สามารถเกลานิสัยดังกล่าวได้ “รู้เปิดรูปิด” จิตจะมีความเด็ดขาดเด็ดเดี่ยวมั่นคง… พอทำอย่างนี้งวดเข้าๆ “สัจจะบารมี” มันจะบังเกิดครับ เวลาเรานึกคิดหรือทำอะไรก็จะขลัง และจะมีผลตามนั้น… จริงๆแล้วในวิชาทำสายสิญจน์วิชาหนึ่ง ในการตัดด้ายสายสิญจน์ ขั้นตอนตัดด้าย ท่านให้ภาวนา “พุทธโธตัด” โดยมีอารมณ์สองประการควบกันคือ ๑.ตัดด้ายที่มีอาคมยิ่งโดยไม่มีโทษ และ ๒.ตัดทุกข์ภัยของผู้ที่เราทำด้ายมงคลให้… เราต้องใช้อารมณ์ระดับเดียวกันนี้ เทียบเคียงทำนองนี้แหละครับ
ผมกำลังชี้ให้เห็นอีกประการหนึ่งว่า “พิธีกรรม” การปฏิบัติธรรม” “ไสยศาสตร์” เป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้และหนุนเนื่องกันและกัน…. การฝึกฝน การปฏิบัติ การใช้ชีวิตมันควรจะหนุนเนื่องมีเหตุ-มีผลต่อกันและกัน ชีวิตก็จะเรียบง่ายสบายๆ

ไหนๆก็ไหนๆครับ แถมคาถาบูชาพระร่วง (ฉบับเมืองสุโขทัย วัดพระปราง กรุพระร่วง รางปืน) ซึ่งผมใช้เป็นประจำ ตัวคาถามีให้แล้วหาง่าย แต่แยบคาย(หายาก)นั้นต้องต่อในสำนัก หรือค้นหาฝึกฝนทำให้ถึงเองครับ…

ตั้ง นะโม 3 จบ

อิมัง สัจจะวาจัง อธิฏฐามิ
ทุติยัมปิ อิมัง สัจจะวาจัง อธิฏฐามิ
ตะติยัมปิ อิมัง สัจจะวาจัง อธิฏฐามิ

จะทำการสิ่งใด จะจะปลุกเสกก็ดี พูดอธิษฐานเป็นประกาศิต ให้ภาวนาพระคาถานี้ เอานี้วชี้มือขวาสีปากไปทางขวาสามหน พูดสิ่งใดเป็นไปตามปากทุกอย่าง เมื่อทำ อย่าแช่งใคร อย่าด่าใคร เป็นไปตามปากทั้งนั้น ทำเสร็จถอนด้วย

อิมังสัจจะวาจัง ปัจจุทะรามิ ทุติ อิมังสัจจะวาจัง ปัจจุทะรามิ ตะติ อิมังสัจจะวาจัง ปัจจุทะรามิฯ

หน๋านอรรถ
๑๔ ม.ค. ๖๒
ทีมงาน: ssbedu.com
คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

การฝากกระแส…ความฉลาดใน อธิษฐานบารมี (รีรัน ๒๕๖๒)

บทความบทนี้ผมเขียนไว้เมื่อราวปี ๒๕๕๐ เมื่อนานมากแล้ว วันก่อนพบเข้าโดยบังเอิญ เห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงนำกลับมารีรันอีกครั้ง สำนวนเนื้อหาอาจดูเก่าไปบ้าง อาจไม่ทันสมัยตามภูมิรู้ที่เพิ่มขึ้น หากมีโอกาสจะได้ปรับปรุงเพิ่มเติมให้อ่านกันครับ…. ปล.ได้เกลาบทความให้อ่านง่ายขึ้น แต่ยังคงการเขียนสไตล์ให้ขบคิดตามไว้อยู่…

คำเตือน : โปรดใช้โยนิโสมนสิการ ปัญญาบารมี และหลักกาลามสูตร อย่างยิ่งยวดในการรับฟังครับ !!! ชอบใจก็ทดลองปฏิบัติตามครับ…

ในบรรดาหลักวิชาบารมี ที่นับว่าช่วยย่นย่อการสร้างบารมีให้เต็มบริบูรณ์ได้ดีมากตัวหนึ่ง หากไม่นับปัญญาบารมีแล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้น อธิษฐานบารมี ความหมายของอธิษฐานบารมีนั้นแปลว่า ตั้งตนไว้ให้ตรงโดยเฉพาะ ซึ่งหมายถึงเมื่อเราค้นพบว่าสิ่งใดอันเป็นสิ่งสูงสุดที่เราพึงปรารถนาก็ให้ ทำจิตให้ตรงต่อสิ่งนั้น เช่น ฝ่ายสาวกภูมิ สิ่งที่พึงปรารถนาสูงสุดคือพระนิพพาน ก็ให้อธิษฐานรวมกำลังบุญบารมีทุกอย่างให้เป็นกำลังที่จะตรงต่อพระนิพพาน ในส่วนของพุทธภูมินั้นจุดมุ่งหมายสูงสุดก็คือพระนิพพานเช่นเดียวกัน แต่ต่างกันในประเด็นที่ว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดนอกจากพระนิพพานแล้ว ยังคงมุ่งหวัง ปรารถนาที่จะอภิเษกสัมมาสัมโพธิญานตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งปราถนาที่จะทำงานรื้อขนสรรพสัตว์เข้าสู่พระนิพพาน ไม่ยินดีที่จะเข้าสู่พระนิพพานโดยลำพัง

ภายในกุฏิโลงศพ ห้องซ้ายมือสุด เมื่อครั้งที่เคยบวชที่วัดถ้ำเมืองนะ สถานที่ ที่ข้าพเจ้าแอบฝากกระแสไว้… ^ ^

การอธิษฐานบารมีนั้นสำคัญมาก ดวงจิตใดที่ฉลาดในการอธิษฐานบารมีจะสามารถย่นย่อเวลาในการก้าวย่างเข้าสู่พระนิพพานได้นับเป็นพันชาติ หรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นในสายพุทธภูมิ หรือสายสาวกภูมิก็ตาม ดังตัวอย่างเมื่อครั้งหนึ่งที่หลวงพ่อพระราชพรหมญานท่านได้กล่าวกับคณะศิษย์ ว่า ด้วยเพราะตั้งความปราถนาว่าจะ “นิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้า” แทนที่จะกล่าวว่าขอนิพพานในชาตินี้ ทำให้ต้องคั่งค้างเวียนว่ายตายเกิดอีกนับเป็นพันๆชาติ ทั้งที่บารมีนั้นเต็มพร้อมที่จะบรรลุความเป็นพระอริยเจ้าได้ ขาดแต่การอธิษฐานทำใจให้ตรงเท่านั้น….

คราวนี้จะมาเล่า เรียบเรียง เกี่ยวกับเรื่องของ “การฝากกระแส “ ให้ได้อ่านกันนะครับ

คำว่า “กระแส” นั้นแปลออกมาได้หลายอย่างด้วยกัน อย่างที่หลวงตาม้า (พระอาจารย์วรงคต วิริยธโร) ท่านบอกว่า คำว่า “กระแส” หมายถึง ตัวขับเคลื่อนพลังงาน ดังนั้นหากผู้ใดพอจะเข้าใจเรื่องพลังงาน และเรื่องรูป-นามมาบ้างแล้ว คงพอจะเข้าใจได้ไม่ยาก คำว่ากระแสจึงหมายถึง “คลื่นพลังงานของดวงจิต”

ดังนั้นการฝากกระแสจึงหมายถึง การ กำหนดฝากคลื่นพลังงานของจิตของเราเอาไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ว่าจะเป็น รูปธรรมหรือนามธรรม ทั้งนี้เพื่อประโยชน์มากมายในภายภาคหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไม่คลาดเคลื่อนจากความดีคือสัมมาทิฐิ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการได้รับกระแสบุญตลอดเวลากับสิ่งที่เราฝากกระแสเอาไว้ หรืออื่นๆ

องค์ประกอบของการฝากกระแส

  1. ต้นกระแส ก็ได้แก่ผู้มีกำลังมาก หรือผู้ที่เรานับถือทั้งหลาย เช่น พระโพธิสัตย์ เทพ-พรหม หรือแม้แต่รูปธรรมที่ไม่มีชีวิต เช่น พระพุทธรูป วัด เจดีย์ พระพุทธบาท
  2. ผู้อธิษฐาน ก็คือตัวเรานั่นเอง จะต้องมีกำลังจิตของสมาธิตั้งแต่ขณิกสมาธิเป็นต้นไป ยิ่งใช้กำลังของสมบัติ 8 ด้วยแล้วยิ่งมีกำลังมาก เหมือนการอธิษฐานปกติของเราใช้กำลังอุปจารสมาธิ กว่าจะฝากกระแสได้แนบแน่น ก็อาจจะใช้การอธิษฐานหลายครั้ง แต่หากฉลาดในการอธิษฐานฝากกระแส ก็จะใช้กำลังของสมาบัติเป็นบาทฐาน ถอยหลังมาที่อุปจารสมาธิ หรือทรงฌาน 4-8 แบบใช้งาน แล้วทำการอธิษฐานกระแส กระแสก็จะแนบแน่นยิ่งกว่า การอธิษฐานครั้งเดียวก็มีผล อย่างการอธิษฐานฝากกระแสไว้ที่พระนิพพาน เพื่อที่เวลาสิ้นชีพแล้วกระบวนการทางจิตและกรรมจะมีผลโน้มนำให้ตรงต่อพระนิพพานนั่นเอง ถ้าใช้กำลังของสมาธิอย่างต่ำ หรือถ้าทำไม่เป็นอาจิณกรรมพอ ก็อาจจะคลาดได้หากมีกรรมอื่นๆที่หนักกว่ามาริดรอน
  3. กระแสหรือวิธีการฝากกระแส แยกได้เป็น

ก. กระแสตนเองล้วน

ข. กระแสตนเองบวกกับกระแสครูบาอาจารย์ อย่างนี้กำลังจะมากกว่า นี่คือที่มาของบทสัพเพ หรือการกล่าวอ้างคุณพระรัตนตรัยทุกครั้งที่มีการอธิษฐาน และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมผู้เข้าถึงพระไตรสรรคมณ์แล้ว จึงปิดทางนรกภูมิได้ เว้นแต่ได้กระทำอานันตนิริยกรรมมาก่อนหน้านี้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมอารมณ์พระโสดาบันจึงต้องละวิกิกิจฉา คือการลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย….

วิธีการฝากกระแส

ผู้เขียนและญาติธรรม บริจาคทรัพย์และพระเครื่องที่รักมาก(มีเกศาหลวงปู่ดู่และมีพระธาตุเสร็จมาเพิ่ม) บรรจุในพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางเปิดโลกเพื่อฝากกระแส

  1. อาศัยการสร้างรูปธรรม เช่น การสร้างรูปเคารพของครูบาอาจารย์ การสร้างหรือการอธิษฐานจิตประจุในพระเครื่องพระบูชาเพื่อฝากระแสไว้กับพระฯ เพื่อหวังเอาผลบุญกับทุกดวงจิตที่เลื่อมใสหรือเข้ามากราบไหว้ร่วมบุญกับ รูปธรรมธาตุที่ตนได้สร้างเอาไว้ รวมไปถึงการสร้างวัดหรือโบสถ์วิหาร ทุกครั้งที่มีผู้เจริญในธรรมมาอาศัยโบสถ์วิหารนั้นสร้างกุศล ผู้สร้างจึงได้ผลบุญด้วย ด้วยเหตุนี้ผลแห่งวิหารทานจึงมากกว่าสังฆทานมากมายนัก เช่นเดียวกับการสร้างหนังสือธรรมมะ เพราะเป็นเหตุแห่งการบรรลุธรรม พ้นจากความทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน เหตุนี้ “สรรพทานัง ธรรมะทานัง ชินาติ” การให้ธรรมมะเป็นทานจึงชนะการให้(วัตถุทาน)ทั้งปวง เป็นต้น
  2. อาศัยกำลังจิตจับกับนามธรรมหรือรูปธรรม อย่างการนึกถึงหลวงปู่ดู่ การอธิษฐานฝากตัวเป็นลูกหรือ ฝากตัวเป็นศิษย์ ขอให้ท่านดูแลไปตลอดจนกว่าจะนิพพาน เพื่อการไม่คลาดจากท่าน หรือการไม่คลาดจากความดีแบบท่าน ให้ทุกๆชาติได้มีสัมมาทิฐิ หรือย่างสมัยที่มีการทำศึกสงครามอย่างตอนที่ทำการปลุกทัพทำพิธีก่อนออกศึก นั้น ทุกดวงจิตของทหารจะจดจ่ออยู่ที่แม่ทัพนายกองหรือกษัตริย์ ครั้นเมื่อตายลงแล้วเกิดใหม่ จิตที่ปักอยู่ก็จะทำให้ตนเองเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าตนคือกษัตริย์พระองค์นั้น กลับชาติมาเกิด แต่ข้อดีก็คือ ท่านผู้นั้นจะมีกำลังมาก(ผลจากอนุโมทนา)และทำอะไรได้คล้ายต้นพลังงาน ซึ่งก็จะเป็นการเร่งรัดบารมีได้แบบหนึ่งครับ
  3. การอนุโมทนา เป็นการเอาจิตเลื่อมใสในคุณความดีของผู้อื่น (อนุแปลว่าตาม โมทนาแปลว่ายินดี) กระแสพลังงานบุญ-คุณความดีจะเข้าสู่ผู้อนุโมทนาหากทรงกำลังใจบริสุทธิ์ ผ่องแผ้วจะทำให้ได้ผลบุญนั้นเฉกเช่นผู้กระทำก่อน ถึง 90 ส่วนโดยประมาณ

แต่หากสักแต่ว่ากล่าวอนุโมทนาไป โดยจิตไม่ได้เลื่อมใสศรัทธาในบุญนั้นอย่างแท้จริง ก็จะได้อานิสงส์เพียง 5-10 ส่วนขึ้น ไปโดยประมาณ ด้วยเป็นกำลังผลของการขจัดอัตตา และผลของฌานสมาบัติ(ผู้ทรงพรหมวิหาร ย่อมทรงฌานสมาบัติด้วย เนื่องเพราะอารมณ์เป็นหนึ่งเดียวกันหรือไกล้เคียงกันนั่นเอง) และผลจากการทำจิตน้อมในกุศล ผลของกุศลนั้นจึงได้น้อมเข้าใส่ตัวนั่นเอง…..

  1. การฝากกำลัง(กระแส) เกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง คือ

ก. ผู้มีกำลังมาก ฝากกระแสให้ผู้มีกำลังน้อย อย่างหลวงปู่ทวดฝากกระแสให้กับสาวกหรือพระโพธิสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับท่าน ทำให้การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์หรือสาวกท่านนั้นมีกำลังที่จะสร้างสรรค์ อะไรต่อมิอะไรได้มาก แต่หากดูกระแสได้ไม่ลึกพอ จะเข้าใจคลาดได้ว่า ตนคือเจ้าของกระแสที่ฝากมาจริงๆ อย่างกรณีที่มีคนเข้าใจว่าตนคือพระนเรศวร หรือพระศรีย์อาริย์มากมายนั่นเอง

เพื่อการติดตามไม่คลาดจากคุณธรรม ของผู้มีกำลังมากกว่า ผลก็คือ เมื่อต้นกระแสทำกุศลเช่นใด ตนเองก็ได้ผลเช่นนั้นด้วย แต่จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายตัวด้วยกัน

ข. ผู้มีกำลังน้อย ฝากกระแสตามผู้มีกำลังมาก อย่างพุทธภูมิรุ่นน้องที่ตามรุ่นพี่ หรือศิษย์ที่ตามครูบาอาจารย์

  1. การเสริมกำลังหรือการร่วมกำลัง คล้ายกับข้อที่ 4 ต่างกันที่จุดประสงค์ กล่าวคือ มักจะทำในผู้ที่มีกำลังมากให้แก่ผู้ที่มีกำลังเสมอกันหรือกำลังน้อยกว่า เพื่อให้ท่านเหล่านั้นทำงานได้คล่องขึ้นหรือเกิดผลงานได้มากขึ้น เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของพระโพธิสัตว์ ที่ช่วยให้พระโพธิสัตว์ต่างๆด้วยกัน ทำงานได้มากขึ้น หรือมีบารมีเต็มเร็วมากขึ้น….อย่างเช่น เมื่อเห็นพระโพธิสัตว์ท่านใดทำงานอยู่ อย่างการสร้างวัด เราก็อธิษฐานรวมบารมีของทั้งพระฯ และของตนเองอธิษฐานครอบเป็นวิมานแก้วบารมี 10 ทัศให้แก่ท่านนั้น แล้วท่านนั้นก็จะทำงานต่างๆได้ลุล่วงเร็วขึ้น-มากขึ้น ผู้ฝากเองก็ได้กระแสบุญในการนั้นด้วย

มองดูคล้ายอนุโมทนาใช่ไหมครับ แต่ตรงนี้ก้าวไปอีกขั้นของอนุโมทนา ตรงนี้ก็คือการทำเมตตาและกรุณาให้บังเกิดขึ้นด้วยกำลังจิต(พรหมวิหาร 4 ใช้งานในองค์ฌานสมาบัติ)นั่นเอง….

ประโยชน์หรือผลที่ได้จากการฝากกระแส

  1. บารมีเต็มเร็วขึ้น ไม่คลาดจากกุศล
  2. โอกาสในการตกอบายภูมิน้อยลงหรือไม่มี
  3. เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า หรือพระนิพพานได้โดยง่าย
  4. ทำให้ดวงจิตอยู่ในความดีตลอดเวลา
  5. งานเพื่อพระศาสนาสามารถสำเร็จลุล่วงได้โดยง่ายหรือเกิดกำลังมากขึ้น

ข้อเสียของการฝากกระแสไม่ถูกทาง

  1. หากฝากกระแสผิดทางอาจทำให้หลงอบาย อย่างกรณีผู้ติดตามท่านฮิตเลอร์ ก็เป็นเหตุให้เเล่นไปตามท่านฮิตเลอร์ เป็นต้น
  2. การเข้าสู่พระนิพพานอาจช้าลง ในกรณีของผู้ติดตามโดยแท้(ไม่ละไปตามผู้อื่น)ของพระโพธิสัตว์ผู้ทำบารมีอัน ยาวนาน แทนที่ท่านนั้นจะได้ไปพระนิพพานเป็นเวลาอันช้านานล่วงมาแล้ว ก็คงต้องรอจนกว่าพระโพธิสัตว์ท่านนั้นจะถึงเวลาลงมาตรัส จึงจะยอมเข้าพระนิพพานโดยสมัครใจ….ซึ่งมูลเหตุนี้เองพระโพธิสัตว์ใหญ่บาง ท่านจึงได้ถวายพระโพธิญานเป็นพุทธบูชา ลาพุทธภูมิ เพื่อผลต่างๆ มากมายที่จะตามมา….ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ครับ

ปกิณกะเทคนิคการฝากกระแส

การตามรอยพระพุทธบาท เพื่อตามกระแส..และฝากกระแส เทคนิคหนึ่งในการสร้างบารมี… ในรูปคือพระพุทธบาทที่มีธรรมจักรเป็นรูปใบโพธิ์ ที่ภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก ซึ่ง “สหายมีนา” เล่าให้ฟังว่าค้นพบตั้งแต่ในยุคความขัดแย้ง

  1. การฝากตนเองเป็นลูก หรือลูกศิษย์แก่ พระฯหรือ เทพ-พรหม หรือครูบาอาจารย์นับถือ
  2. การฝากกระแสสร้างบารมีต่อผู้มีกำลังท่านอื่นๆ (ที่บางสายเรียกว่าการแบ่งภาค)
  3. การฝากกระแสไว้กับวัด พระพุทธรูป พระเครื่อง
  4. การฝากกระแสไว้กับธาตุ เส้นเกษา หรือพระธาตุ
  5. การฝากกระแสไว้ที่พระนิพพาน
  6. การฝากกระแสไว้ที่ดุสิต
  7. การฝากกระแสไว้เพื่อค้ำเมือง
  8. การฝากกระแสไว้กับอักขระ คาถา
  9. การฝากระแสไว้ในอากาศ หรือวิญญานธาตุ หรือองค์สัญญา
  10. การฝากกระแสเพื่อการจุติใหม่โดยไม่ผ่านภูมิสวรรค์ หรือพรหมโลก (ตายแล้วเข้าท้องเลย)
  11. การฝากกระแสไว้ที่อาทิสมานะกาย หรือเจตภูติ หรือเทพผู้ที่มีศักดา เพื่อการทำหน้าที่แทน อย่างการรับบน ตลอดจนเพื่อเป็นกำลังกั้นตัวเองมิให้ตกอบาย หรือกลับมาสอนสรรพวิชาให้แก่ตนเอง
  12. การฝากกระแสไว้ที่สรรพว่านยาของพระฤาษี
  13. การฝากกระแสไว้ที่ธาตุวัตถุที่ประกอบไปด้วยความเชื่อ เช่น เหล็กไหล ดวงแก้ว
  14. การประทับรอยพระพุทธบาท การอธิษฐานพระธาตุ
  15. การฝากกระแสไว้เพื่อสร้างบารมียามหลับ หรือทุกขณะเวลาทั้งยามหลับยามตื่น ยามรู้ตัว ยามมิรู้ตัว
  16. การฝากกระแสเพื่อปรนนิบัติ และเรียนรู้สรรพวิชาจากครูบาอาจารย์ แม้มิมีโอกาสได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ก็เหมือนอยู่ใกล้ เพราะไม่ว่าท่านจะสอนใครเราก็รับรู้ ได้ยิน หรือสามารถเข้าใจได้โดยง่าย เมื่อมีคนมาเล่าให้ฟัง (มุขหากินผมล่ะ อย่างนี้โบราณท่านเรียกครูพักลักจำครับ)
  17. อื่นๆ

จาก ที่อธิบายมาข้างต้นนั้น หากผู้เข้าใจในเรื่องของกระแส-เรื่องของพลังงานได้ระดับหนึ่งแล้ว ได้อ่านปกิณกะเทคนิคการฝากกระแสตามตัวอย่างข้างต้น ก็คงพอจะทดลองทำ หรือพัฒนาให้ปลีกย่อยพิสดารยิ่งๆขึ้นไปได้

อนึ่งหากยังไม่เข้าใจ ประเด็นใดหรืออยากทราบเทคนิควิธีพิเศษเพื่อการทดลองทำดูนั้นก็ให้ถามมาได้ เพื่ออธิบายเป็นประเด็นจุดๆไปอย่างละเอียดอีกทีครับ

อันวิชาของพระฯ วิชาของหลวงปู่นั้นมีมากมายกว่า 108 ประการขอเพียงมีจิตเปิดกว้างรับสิ่งใหม่ๆ หมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ที่สำคัญให้หาเป้าหมาย หาที่ลงให้เจอเพื่อมิให้หลงทาง(พระนิพพาน) การปฏิบัติของท่านก็จะก้าวหน้าลึกซึ่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆไป จนเมื่อถึงจุดสูงสุด จะพบความลงตัว ย่อมพบกับความสามัญอีกครั้งหนึ่ง…

หมวดอรรถ

ปล.ฝากถึงญาติธรรมเก่าๆที่เคยเก็บบทความผมไว้อ่าน หากพอมีต้นฉบับช่วยส่งกลับมาให้หน่อยครับ ผมจะเรียบเรียง รีรันและเพิ่มเติมอีกครั้งครับ ^^ 

อ้างอิง

http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=873.0

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

ฝอยการใช้ลูกแก้วมหาจักรพรรดิ ปรับภพภูมิ-แต่งเมือง (เพิ่มเติม ๒๕๖๒)

ที่มา

ราวๆ ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ข้าพเจ้าได้ศึกษา “ศาสตร์หลวงปู่ดู่หลวงตาม้า  และได้ทยอยๆ เขียนบทความที่มีประโยชน์ในศาสตร์นี้มอบให้เพื่อนนักปฏิบัติทั้งหลาย โดยเนื้อหาได้จากการ “เสี่ยงครู” จากการทดลองปฏิบัติและเห็นว่ามีผลจริง (แม้อาจไม่เต็มที่นักด้วยเพราะผมเองก็เป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่งที่ยังต้องฝึกไปเรื่อยๆและอีกมาก..) บทความหลายบทความก่อนเผยแพร่ ได้ขึ้นกราบเรียนขออนุญาตและเช็คความถูกต้องกับหลวงตาก่อน หรือได้รับการสอบทานจากหลายศาสตร์ว่า “ตรงกัน” ไม่นอกลู่นอกทาง

แนวคิดบทความนี้ได้มาจาก

ยันต์ อิติปิโสแปดทิศและตรีนิสิงเหใหญ่ ที่ผู้เขียนเขียนขึ้น โดยวิชานี้มีแนวคิดในการปรับชัยภูมิที่ดิน (แต่งเมือง) ซึ่งบางที่ก็ใช้ยันค์ หรือเครื่องรางอย่างอื่น เช่น วัวธนูพื้นเวียง ฯลฯ ฝังในที่ดินเพื่อปรับสภาพพื้นดินเช่นกัน 

  • การเรียนสอบถามเกี่ยวกับลักษณะของ “พระสูตรหลวงปู่ดู่” ซึ่งมีจุดเด่นที่บุญฤทธิ์และแสงสว่างบุญที่เจิดจ้ามาก เป็นประโยชน์แก่ภพภูมิ ซึ่งควรกระจายไปในที่ต่างๆให้มากที่สุด แต่ด้วยรูปลักษณ์ของ “พระ” ย่อมไม่เหมาะสม จึงควรเป็น รูปลักษณ์อื่น เช่น “ลูกแก้ว” มากกว่า ข้าพเจ้าและหมู่คณะเคยได้ถามท่านในเรื่องนี้ที่บ้านสวนของ “พี่โด่งวัดถ้ำ” จ.ขอนแก่น หลวงตาท่านยืนยันว่าทำได้ ขอให้ “อธิษฐาน” ให้เป็น
  • เมื่อคราวข้าพเจ้าไปร่วมงาน “งานมหาสโมสรสันนิบาตพุทธภูมิฯ” ข้าพเจ้าขึ้นไปติดตั้ง “ธงธรรมจักร” บนยอดเขา และอยู่ๆหมาก็หอนขึ้นกลางวันแสกๆ โดยหาสาเหตุไม่ได้ จนสหธรรมิกท่านหนึ่ง(ซึ่งนับถือกันในหมู่คณะว่ามีตาใน)ท่านตะโกนทัก “หมวด… สวดคาถาอะไร?” ในตอนนั้น(ตอนที่หมาหอนพอดีๆนั้น)ผมสัพเพฯ และกำหนดเป็นตาข่ายเพชรคุ้มครองบริเวณภูเขาและปริมณฑล… เรื่องนี้ผมถือเป็นเครื่องยืนยันในหลักแนวคิดของวิชา..
  • จริงๆก่อนหน้า ข้าพเจ้าเห็นแนวคิดวิชานี้จากการไปนมัสการรอยพระหัตถ์ที่ประทับโดยกสินไฟ ที่ จ.กาญจนบุรี ฝนฟ้ากำลังมา “หลวงปู่ดิน” ท่านเอาพัดโบกไปมา ท่านว่า “ทำตาข่ายฟ้า” ป้องกันฝน…
  • คำว่า “แต่งเมือง” คล้ายกับหลักแนวคิดในการ “แต่งคน” หรือ “แต่งทัพ” ที่แม่ทัพนายกองสมับโบราณจะต้องเรียนเพื่อให้กองทัพรบชนะหรือป้องกันมีดปืนในระหว่างสู้รบ แนวคิดนี้ยังคล้ายกับการปรับ “ชัยภูมิที่ดิน” โดยใช้ “ยันต์ตุโร” หรือ “ยันต์ตรีนิสิงเหใหญ่” ในการรองกระถางปลูกต้นว่านเพื่อให้ว่านมีอิทธิฤทธิ์มากขึ้นจากชัยภูมิที่ปรับแล้ว

ธงที่ยอดเขาที่ปรียนันท์ธรรมสถาน จ.นครสวรรค์ เมื่อครั้งข้าพเจ้าขึ้นไปปักธง (สังเกต มุมบนด้านขวาภาพมีริ้วแสงสีรุ้ง)

หลักการ

ตามปกติแล้วพระเครื่องที่สร้างด้วยผงจักรพรรดิ หรืออธิษฐานจิตด้วยเน้นในแนวบุญฤทธิ์ (พุทธบารมี-โพธิสัตว์บารมี-คุณพระบารมี ) พระเครื่องนั้นจะมีรังสี-ฉัพพรรณรังสีที่สว่างไสว แม้ในบางวาระสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อทีเดียว แสงสว่างนี้จึงเป็นเสมือนแหล่งดึงดูดความสนใจให้แก่ภพภูมิทั้งหลาย ด้วยเพราะในโลกทิพย์นั้น อย่างเทวดาในชั้นต่างๆ ท่านวัดกำลัง วัดศักดา วัดมหิทธานุภาพ กันด้วยแสงสว่างเป็นหลัก ด้วยเพราะรูปสมบัติ และทรัพย์สมบัตินั้นสมบูรณ์พร้อมกันแล้ว แสงสว่างนี้นอกจากเป็นแหล่งดึงดูดความสนใจแล้ว ยังเป็นเสมือนแหล่งบุญ หรืออาหารบุญที่เหล่าภพภูมิต้องการพึ่งบารมี (เช่นเดียวกับผู้ที่รักษาศีล ปฏิบัติธรรมนั้น ย่อมมีความผ่องใส มีความสว่างในตัว เทวดาท่านมักจะให้การปกปักษ์รักษาดูแล และมาร่วมโมทนาบุญด้วยเสมอ)

หากผู้ที่ถือคล้อง เข้าใจเรื่องของพลังงานบุญ และได้อธิษฐานพระเป็นเครื่องสื่อกำลังคุณพระทั้งหมดทั้งมวล ในการโน้มบุญบารมีในคุณพระและมอบอุทิศให้ภพภูมิ ไม่ว่าจะเป็นรูปนิมิตเช่นใด เช่น ฝนทิพย์บ้าง ดวงแก้วมณีทิพย์บ้าง อาหารทิพย์บ้าง แต่ที่แนะนำให้อธิษฐานกันในแนวปฏิบัติของหลวงปู่ดู่ คือ “รูปลักษณ์วิมานแก้ว” ด้วยเพราะมีความสมบูรณ์พร้อมทุกอย่างในตัวแล้วนั่นเอง ภพภูมินั้นก็จะประกอบด้วยความสุขตามกำลังที่ได้รับ หรือตามกำลังที่จะสามารถรับได้(บางภพภูมิอยู่ในภาวะที่ลำบากมาก ไม่มีแม้ขณะเสี้ยวเวลาจิตที่จะอนุโมทนารับบุญ อย่างในนรกที่ลึกๆ ก็มิสามารถรับบุญได้ คือกำลังบุญนั้นถึง แต่ผู้รับมิสามารถเข้าถึงได้นั่นเอง)

จะเห็นได้ว่า พระเครื่องโดยทั่วไป (ที่สร้างด้วยสูตรเฉพาะของหลวงปู่ดู่ วัดสะแกนี้) จะอธิษฐานครอบวิมานได้ก็ต่อเมื่อ มีผู้เข้าใจ เข้าถึง ได้ทำการอธิษฐานให้ (คนถือครองต้องกำหนดจิตเอง) ซึ่งมักจะเฉพาะมนุษย์ภูมิ ด้วยเพราะเป็นภพกลาง เป็นภพรอยต่อระหว่างดี-เลว และเป็นภพธาตุหยาบซึ่งเป็นที่ สร้าง ฟอก โน้มนำ กระแสพลังงานต่างๆได้โดยง่าย ภพภูมิอื่นๆอย่างเทวดา เป็นภพที่เสวยผลบุญ เป็นภพธาตุละเอียด จึงเป็นการลำบากที่จะทำการฟอกหรือโน้มบุญได้อย่างมนุษย์ภพ

การฟอกบุญ-โน้มบุญนี้ต้องถึงพร้อมด้วยรูป-นาม คือธาตุ-พลังงาน ซึ่งภพอื่นๆเช่น เทวดา นามนั้นพร้อมแต่ขาดรูปที่เหมาะสม…

ลักษณะของพระสูตรหลวงปู่ดู่-หลวงตาม้า พร้อมลูกแก้วจักรพรรดิที่มีการแพร่หลายกันพร้อมใบฝอยสั้นๆ

แต่ดวงแก้วจักรพรรดิชุดพิเศษที่สร้างขึ้นนี้ ได้อธิษฐานพิเศษเพื่อการปรับภพภูมิ รวมถึงแต่งเมืองเอาไว้ แม้โดยมิกำหนดจิต ด้วยอำนาจพุทธบารมี-โพธิสัตว์บารมี-คุณพระบารมี ที่ได้อธิษฐานเอาไว้ ตัวธาตุรู้-จิตรู้-พลังงานรู้ จะทำการดังอธิษฐานโดยอัตโนมัติ โดยทุกครั้งที่มีการสัพเพฯ พลังงานจะมีกระแสผ่านตรงไปยังดวงแก้วจักรพรรดิชุดนี้ด้วย ทำให้เกิดการปรับภพปรับภูมิในบริเวณอาณาเขตนั้น และผลอีกประการหนึ่ง เมื่อภพภูมิละแวกนั้นดีขึ้น ธาตุบริเวณนั้นจะเริ่มปรับไปในทางที่ดีขึ้น ความแห้งแล้ง ภัยธรรมชาติ การแปรปรวนทางสภาพอากาศจะเบาบาง จนถึงจุดสมดุล….ทั้งนี้ก็แล้วแต่มนุษย์ละแวกนั้นด้วย หากยังพร่องในศีล มีแต่มิจฉาทิฐิ กระแสดีและไม่ดีจะคานดุลกัน-หักล้างกัน ถ้าคุณธรรมความดีแพ้ พลังงานเสียมีมากกว่า คนเลวมีจำนวนมาก สร้างกรรมเวรจำนวนมาก ตรงที่นั้นไม่ช้านาน ก็ถึงกาลกลียุค เพื่อให้เกิดการล้างบาง นำไปสู่การปฏิรูปพลังงานใหม่ ตามวัฏจักรวงจรแห่งการตั้งอยู่-ดับไป… ซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีเป็นที่ประจักษ์ให้เห็นกันชัดเจนแล้ว ประเทศใดที่ยังมีคุณธรรมอยู่บ้าง มักจะไม่โดนภัยพิบัติต่างๆทั้งมนุษย์ภัย และธรรมชาติภัย หนักหน่วงเหมือนกับประเทศที่มีแต่มิจฉาทิฐิ….ซึ่งจุดที่พลังงานมีกำลังขนาดปรับธาตุให้สมดุลได้นี้ เรียกว่า “แต่งเมือง”

ตัวอย่างคำอธิษฐานและวิธีการอธิษฐานจิต

๑. กำลูกแก้วในมือ จิตใจตั้งมั่นผ่องใส โน้มใจสื่อถึงพระตามถนัด จากนั้นกล่าวคำ อธิษฐานว่า (เป็นรูปแบบที่ “ผูกเป็นคาถา” ขึ้นเพื่อช่วยเกลี่ยจิตให้โน้มตาม ใครจะขยาย ใครจะย่อ ใครจะใช้เพียง “กำหนด” ย่อมได้ครับ)

“ลูก ขออาราธนาพระบารมีแห่งองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดทั้งมวลตั้งแต่องค์ปฐมบรมมหาจักรพรรดิ จนถึงองค์ปัจจุบัน และตราบจนถึงพระฯองค์สุดท้าย บรมมหาจักรพรรดิทุกๆพระองค์ พระบารมีรวมพระปัจเจกพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทุกชั้นภูมิ ตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน-และอนาคต โดยมีบารมีรวมของหลวงปู่ทวด-หลวงปู่ดู่-หลวงตาม้าท่านอันเป็นที่สุด

ขอหลวงปู่ได้โปรดมีพระเมตตา ให้ดวงแก้วพระจักรพรรดินี้ เป็นดวงแก้วมหาจักรพรรดิปรับภพภูมิ-แต่งเมือง ขอพระฉัพพรรณรังสีแห่งพระรัตนตรัยทั้งหมดทั้งมวลจงแผ่จากดวงแก้วมณีนี้ไปใน พื้นที่ ที่เป็นอนันต์ เพื่อยังการปรับภพภูมิ ครอบวิมานแก้ว ให้แก่เหล่าดวงจิต ดวงวิญญาณทั้งหลาย ตลอดจนถึงการปรับสภาวะธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ ฤดูกาล สรรพสัตว์ พืชพรรณธัญญาหาร ทั้งหมดทั้งมวล ให้สมดุลบริบูรณ์พร้อม ให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์เจริญงอกงามปราศจากสิ่งรบกวน ให้บ้านเมืองมีแต่ความร่มเย็น เป็นพื้นฐานอาวาสเป็นที่สบาย เพื่อเอื้อต่อการปฏิบัติธรรม เอื้อต่อการก้าวย่างสู่สัมมาทิฐิแห่งภพภูมิทั้งหลาย

โดยขอให้ทรงไว้ตลอดทุกขณะเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน ต่อเนื่องสืบไป ขอให้กระแสแห่งดวงแก้วนี้จงมีผลกับดวงจิตทุกดวงทั่วทั้งแสนโกฐจักรวาลอนันตจักรวาล จงเชื่อมประสานกัน เมื่อดวงจิตใดภพภูมิใด กล่าวสัพเพอัญเชิญพระเข้าตัว ขอกระแสพระบารมีจงเชื่อมมายังดวงแก้วจักรพรรดิเหล่านี้ เพื่อเพิ่มกำลัง โดยแม้ผู้นั้นจะรู้ก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม เจตนาก็ตาม มิเจตนาก็ตาม สาธุ ด้วยพระพุทโธ นะโมพุทธายะฯ

๒. ให้โน้มใจศรัทธาตั้งมั่น ผ่องใสเบิกบาน กล่าวคาถามหาจักรพรรดิจำนวนกี่รอบก็ได้ ตามความพอใจ หรือจนกว่าจิตจะเป็นสมาธิ มีอารมณ์ผ่องใสเบิกบาน ทรงภาพพระได้ชัดเจน

” นะโมพุทธายะ พระพุทธะไตรรัตนะญาณ มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะสุธรรมา พุ ทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีทานังวะรังคันธัง สีวลีจะมหาเถรัง อะหังวันทามิทูระโต อะหังวันทามิธาตุโย อะหังวันทามิสัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ “

๓. จากนั้นจึงกล่าว คำอัญเชิญพระเข้าตัว เพื่ออธิษฐานจิตฝากและเชื่อมกระแสว่า

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพลัง อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส

(ในระหว่างนี้ให้วางจิตเบา ๆ โน้มนำบารมีพระเข้าตัว และรวมกำลังมาอยู่ที่ดวงแก้วมหาจักรพรรดินี้ จากนั้นให้ปิดด้วยบทคาถาอธิษฐานจิตว่า)

พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ

๔. หลังจากนั้นให้กล่าวอธิษฐานต่อภพภูมิ ฝากให้ภพภูมิดูแลดวงแก้วนี้ ขออย่าได้ตกอยู่ในสถานที่หรือผู้ที่ไม่เหมาะสม เพื่อป้องกันการปรามาสโดยไม่ตั้งใจของผู้ไม่รู้ ด้วยเพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่มองดูเหมือนลูกแก้วที่ใส่ตามตู้ปลา หรือที่ใช้ดีดเล่นมาก เด็กอาจจะนำไปดีดเล่น หรือคนไม่รู้อาจจะไปเหยียบย่ำไม่รู้คุณค่าได้โดยกล่าวว่า

” ขอเทพไท้เทวดาทั้งหลาย ภพภูมิทั้งหลายทั้งหมดทั้งมวล อนันตจิตอนันตธาตุทั้งหมดทั้งมวลที่เกี่ยวของกับธาตุ-อณูธาตุของดวงแก้วนี้ ไม่ว่าจะเป็นแสนโกฐอสงไขย หรืออนันตอสังไขยใดก็ตาม ขอจงมาร่วมอนุโมทนาบุญ มาช่วยกันปกปักษ์รักษาดูแล และร่วมเพิ่มกำลังแก่ดวงแก้วนี้ ขออย่าได้ตกอยู่ในสถานที่ หรือบุคคคลที่ไม่เหมาะสม เพื่อมิให้เกิดการปรมาสในพระรัตนตรัยโดยมิเจตนา แก่หมู่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนี้จนถึงอนาคตกาลอันสมควรโน้นด้วยเทอญ”

จากนั้นจึงกล่าวสัพเพอัญเชิญพระเข้าตัวอีกครั้ง

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพลัง อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส  พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ

อนึ่ง เรื่องนี้หลวงตาม้าท่านเคยตอบคำถามกับผู้เขียนไว้ในบริบทว่า “ไม่ต้องห่วง…ถ้ามีคนไปปรามาส ไปเหยียบ อะไรอย่างนี้ พลังงานจะ ฟรึบ!! หายไป หายไปรวมกับแก้วลูกอื่น” พอสัพเพไปมากๆ หลายๆคนสวดหลายๆคนกำหนดจิต หลายๆคนสัพเพ พลังงานก็กลับมาใหม่…

๕. การปฏิบัติหลังจากอธิษฐานประดิษฐานดวงแก้วจักรพรรดิแล้ว : ให้หมั่นสัพเพกระแสพลังงานไปยังดวงแก้วทั้งหลาย โดยอธิษฐานเชื่อมกระแสดวงแก้วทุกดวงเป็นดั่งเครือข่ายเชื่อมต่อถึงกัน นิมิตเป็นสายฉัพพรรณรังสี โยงใยถึงกัน และให้เกิดความสว่างไสวครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทย หรือทั่วโลกอย่างสม่ำเสมอ (รูป-ธาตุได้วางไว้แล้ว ให้หมั่นอธิษฐานนามคือพลังงานบุญ ประจุเพิ่มพลังงานอยู่สม่ำเสมอ) โดยเฉพาะเมื่อเวลาสวดมนต์ใหญ่ 20.30 น.ของทุกวัน

เทปหลวงตาเทศน์เกี่ยวกับลูกแก้วจักรพรรดิที่ใช้ในการวางเครือข่ายจักรพรรดิ

การเลือกสถานที่จะทำการปรับภพภูมิแต่งเมือง

หลักการในการคัดเลือกสถานที่ ที่จะอธิษฐานประดิษฐานดวงแก้วพระจักรพรรดิชุดนี้ไว้ก็คือ

  1. เป็นสถานที่ยากแก่การเข้าถึง เป็นสถานที่ห่างไกล เช่นตามเทือกเขา ลำเนาไพร ป่าลึก ยอดภู ยอดเขา ท้องทะเลลึก ลำธาร แม่น้ำ เถื่อนถ้ำ เพื่อเป็นการโปรดภพภูมิต่างๆ สรรพสัตว์ สรรพวิญญาณต่างๆในที่ห่างไกล
  2. เป็นสถานที่พลุกพล่านไปด้วยคน ด้วยวิญญาณต่างๆ ที่ รอการสงเคราะห์ เพื่อการแต่งวิญญาณ แต่งคน แต่งเมือง ให้สมดุลกัน ให้กระแสต่างๆดีขึ้น เช่นตามห้างสรรพสินค้า ตลาดสด โรงอาหาร ป่าช้า โรงพยาบาล ค่ายทหาร โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ศาลากลางจังหวัด สถานที่ราชการที่สำคัญต่างๆ
  3. เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อเป็นการเสริมกำลังแก่ภพภูมิระดับชั้นหัวหน้า เพื่อให้ภพภูมินี้คอยปกปักษ์รักษาหรือทำตามหน้าที่ของตนได้อย่าง คล่องตัว มีกำลัง เช่น ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เมืองเก่า เมืองโบราณ ศาลพระพรหม ศาลพระภูมิ วัด วัดร้าง รอยพระหัตถ์ รอยพระพุทธบาท รอยประทับนั่ง รอยวางไม้เท้า รอยวางบาท อนุสาวรีย์ (ซึ่งในสมัยที่ข้าพเจ้าเคยร่วมเดินทางไปกับคณะของหลวงตาในการจาริกไปสร้างบุญที่ต่างๆ หลายต่อหลายครั้งพอถึงเขตจังหวัดต่างๆ หรือผ่านศาลต่างๆที่คนนับถือ หลวงตาจะให้สัพเพฯ เพื่อฝากกระแส เพิ่มกำลังบุญแก่ภพภูมิหรือสถานที่แห่งนั้น โดยเฉพาะท่านให้กำหนดไปยังศาลหลักเมืองเพราะเป็นผู้ดูแลเมืองโดยตรง…)
  4. บรรจุในองค์พระ เช่น ที่ “หัวใจพระ” พระเศียร ใต้ฐานพระที่หล่อแล้ว หรือบรรจุในกรุ ในเจดีย์ เพื่อเพิ่มกำลังแก่พระ และเป็นสื่อกระแสถึงผู้มากราบไหว้พระหรือเจดีย์นั้น
  5. ประดิษฐานไว้ที่รถ เพื่อเป็นกองบุญเคลื่อนที่ โดยเฉพาะรถประจำทาง หรือรถของผู้ที่ทำงาน ที่ต้องใช้รถเดินทางอยู่สม่ำเสมอ เช่น ผู้แทนยา พนักงานขายประกัน พนักงานขาย

โดยควรนำไปไว้ในสถานที่ ที่อันควรด้วย และเป็นสถานที่คนจะไม่ไปรบกวน หรือคนจะไปหาเจอ แล้วนำไปกระทำการปรามาสโดยไม่เจตนา เช่น หากจะประดิษฐานไว้ที่ยอดเขาก็ควรฝากโคนไม้ใหญ่ฝังดินฝากแม่พระธรณีเอา ไว้ นำไปประดิษฐานในสระ หรือบ่อ-อ่างเก็บน้ำ ก็ควรนำไปไว้ที่กลางสระน้ำ การไปไว้ที่ห้างหรือร้านตลาดก็ควรนำไปไว้ที่ศาลตามห้างหรือร้านตลาด อาจจะมอบให้แก่พ่อค้าแม่ค้าที่เข้าถึงธรรม เข้าใจและศรัทธาในหลวงปู่ดู่-หลวงตาม้า

คือให้มองหารูปนามอันควรแก่สิ่งอันควรยิ่งนี้ด้วย เพราะตามปกติแล้วการสร้างดวงแก้วนี้ถึงรูปลักษณ์จะเป็นดวงแก้ว แต่ภายในดวงแก้วท่านจะอธิษฐานพระอยู่ภายในด้วยเสมอ ก็ลองตรองพิจารณาดูละกันครับ ว่าเราจะนำพระ ไปประดิษฐานไว้ในที่อันควรแห่งใด…

อย่างไรเมื่ออธิษฐานประดิษฐานดวงแก้วไว้ในที่ใดก็อย่าลืมขอขมาพระรัตนตรัยด้วยบทขอขมาพระรัตนตรัยที่มีอยู่หลายบทที่นิยมกัน เช่น

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต

ขอพระองค์ได้อดโทษทั้งปวง แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด

อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง

ข้าพระพุทธเจ้า ขอวโรกาส ที่ได้พลั้งพลาดด้วยกาย วาจา ใจ

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต

ขอพระองค์ได้อดโทษทั้งปวง แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด

อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

ข้าพระพุทธเจ้า ขอวโรกาส ขอขมาโทษทั้งปวง ต่อคุณพระพุทธเจ้าด้วยเถิด

“หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธ เจ้าทุกๆ พระองค์ พระธรรม และ พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยทางกาย หรือวาจาก็ดี และด้วยเจตนา หรือไม่เจตนาก็ดี รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่าน ได้โปรดอดโทษ ให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน ด้วยเทอญ …”

หรืออาจจะใช้บทขอขมาพระตามแบบของหลวงปู่ดู่ วัดสะแกก็ได้ดังนี้(บทสวดดั้งเดิมของ วัดประดู่ทรงธรรม ที่ศิษย์ทุกท่านจะต้องสวดมนต์ก่อนนั่งกัมมัฏฐาน)

โยโทโสโมหะจิตเต นะพุทธัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ

การกระทำ อันหลงผิดอันใด ซึ่งกระทำล่วงเกินแล้วในคุณพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าขอกล่าวคำขอขมา เพื่อการบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวงจงสูญสิ้นไป

โยโทโสโมหะจิตเต นะธัมมัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ

การกระทำอันหลงผิดอันใด ซึ่งกระทำล่วงเกินแล้วในคุณพระธรรมเจ้า ข้าพเจ้าขอกล่าวคำขอขมา เพื่อการบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวงจงสูญสิ้นไป

โยโทโสโมหะจิตเต นะสังฆัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ

การกระทำอันหลงผิดอันใด ซึ่งกระทำล่วงเกินแล้วในคุณพระสงฆ์เจ้า ข้าพเจ้าขอกล่าวคำขอขมา เพื่อการบาปกรรมทั้งหลายทั้งปวงจงสูญสิ้นไป

หมายเหตุ

บทความดังกล่าวเขียนขึ้นเพื่อมอบให้กลุ่ม ศูนย์วางลูกแก้วจักรพรรดิทั่วโลก ในยุคแรกเริ่ม (เป็นไอเดียในการปรับใช้) ซึ่งต่อมาถือเป็นกลุ่มใหญ่และสร้างประโยชน์กับวิญาณและโลกมากมาย ขออนุโมทนาครับ … โดยหลักๆของการวางลูกแก้วได้ประโยชน์หลัก ๒ ประการคือ

  • เป็นกองบุญช่วยปรับภพภูมิ
  • ปรับชัยภูมิ ตกแต่งบ้านเมือง ตลอดจนยังยั้ง บรรเทา เยียวยา ภัยพิบัติ

ตอนนี้เครือข่ายแก้วจักรพรรดิถือว่าไปได้ไกลมากแล้ว ที่เหลือเป็นเรื่องของการปฏิบัติและช่วยกันสัพเพฯ เพื่อโลกของเราจะค่อยๆดีขึ้น และดีขึ้นครับ… ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่เคยสิ้นหวัง หวังว่าโลกที่สวยงามน่าอยู่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้…

หมวดอรรถ

ปรับปรุงเพิ่มเติมบทความ ๓ ม.ค.๖๒

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

การถอยหลังเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า

หลายต่อหลายครั้งความสำเร็จของคนเราไม่จำเป็นต้องสวยงามในทุกย่างก้าว ขอให้ผลรวมมันออกมาดีก็พอ เปรียบเหมือนการเทรดหุ้น คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกเกมส์ ของให้ผลรวมคุณอยู่ในแดนบวกอย่างสม่ำเสมอก็พอ

บางคราวเมื่อหมากเกมส์ชีวิตมันจนแต้ม การถอยจึงนับเป็นยุทธวิธีอันยอด หลายคนยอมจมไม่เป็น ยอมแพ้ในเรื่องเล็กน้อยไม่ได้ หวังจะชนะทุกเกมส์ ทำให้สูญเสียการควบคุมจิตใจ สุดท้ายกลายเป็นว่ากลับแพ้ในเกมส์นั้นเสียราบคาบ

ผ่อนสั้นผ่อนยาวเสียบ้าง ยอมถอยหลังบ้างเพื่อตั้งหลักและก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบเสียทุกเรื่อง ขอให้ภาพรวมสวยงาม โอเค ก็เพียงพอแล้ว

จากใจทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]