ว่านสาวหลง ว่านที่ตีค่าเท่าแสนตำลึงทอง

เมื่อกล่าวถึงว่านที่ใช้ในทางเมตตา โดยเฉพาะในเชิงชู้สาว คงไม่มีนักเลงว่านทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่คนไหนไม่เคยได้ยินชื่อ “ว่านสาวหลง” กันนะครับ วันนี้เราจะมาแกะตำราโบราณที่กล่าวถึงว่านตัวนี้กัน

ว่านสาวหลงนี้มีกล่าวในตำราว่านโบราณหลายเล่ม ได้แก่

  • ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด : พยอม วิไลรัตน์ หน้า ๑๓๖-๑๓๘
  • ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์ : อาจารย์ชั้น หาวิธี หน้า ๑-๒
  • ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน : นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ หน้า ๓๘๙-๓๙๐
  • กบิลว่าน ๑๐๘ : สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร หน้า ๔๗

ว่านสาวหลงตัวผู้ (ต้นเขียว)

ว่านสาวหลง หรือ ว่านฤาษีสร้าง หรือ ฤาษีผสม

ว่านนี้โบราณท่านตีค่าไว้เท่าแสนตำลึงทองทีเดียว (เป็นอติพจน์ แปลว่าราคาประเมินค่าไม่ได้ อย่างคำว่าพ่อค้า ๕๐๐ ที่แปลว่าพ่อค้ามากมายครับ)  เพราะเป็นว่านที่หวงแหนปิดมาแต่โบราณ บรรดาท่านผู้ทรงวิทยาคุณในทางเสน่ห์ หวงแหนปิดบัง ไม่ยอมเปิดเผยให้ใคร ๆ รู้จักว่านนี้ ฉะนั้นในสมัยก่อน ที่การเล่นว่านยังไม่แพร่หลายและไม่ค่อยมีตำราที่ชัดเจนเช่นในทุกวันนี้ จึงหาคนรู้จักว่านนี้ได้น้อย แม้แต่ชื่อของว่านก็พากันงงกัน

ลักษณะ ใบเหมือนใบข่า แต่ปลายใบแหลมมากกว่าใบข่า ใบมีขนอ่อนนุ่ม หัวเหมือนหัวตะไคร้ รากเหมือนรากหญ้าคา หรือหัวคล้ายหญ้าชันกาด รากนั้นยาวมากเลื้อยไปตามผิวดิน ว่านนี้หายากมาก (สมัยก่อน) มีอยู่ทางกบินทรบุรี (เป็นอำเภอหนึ่งใน จ.ปราจีนบุรี) ดอกเป็นพวง ๆ เหมือนช่อพริกไทย(ตอนดอกตูม) ดอกสีเหลือง กลิ่นหอมมาก ว่านนี้มีกลิ่นทั้งที่ใบ ที่ต้น และที่ราก มีกลิ่นหอมตลอดทั่วทั้งต้น

ประโยชน์ เป็นว่านทรงคุณค่าในทางเมตตามหานิยมอย่างสูงสุด หากได้ว่านชนิดแท้มาแล้ว เพียงเอารากมาฝนหรือบดเป็นผงผสมกับสีผึ้ง หรือแช่น้ำมันจันทน์ หรือเพียงแต่เอารากถือติดตัวไป ผู้คนทั้งปวงก็จะงงงวยหลงรักใคร่ผู้มีว่าน หรือทาน้ำมันที่เข้าว่านจนหมดสิ้น ถ้าผู้ใดมีว่านนี้ปลูกไว้กับบ้านก็เป็นศิริมงคลเป็นยอดเสน่ห์แก่บ้านเรือน

เมื่อจะเอาหัวว่านนี้ผสมกับขี้ผึ้งสีปาก ให้เศกด้วยคาถาดังนี้ “มะอะอุ พุทธะสังมิ จิเจรุนิ นะชาลีติ ปิยังมะมะ” รวม ๗ ครั้ง

การปลูก ว่านนี้ท่านกำหนดให้ปลูกได้เฉพาะในวันจันทร์วันเดียวเท่านั้น วันอื่น ๆ ท่านห้ามมิให้ปลูก ขณะปลูกให้หันหน้าไปทางตะวันออก  แล้วจงอธิษฐานตามความประสงค์ของผู้ปลูกเถิด ดินที่ใช้ปลูกเอาดินเผาไฟแล้วทุบให้ละเอียดนำไปตากน้ำค้างทิ้งไว้คืนหนึ่งจึงเอามาเป็นดินปลูก เมื่อล้างกระถางจนปลูกสะอาดดีแล้ว นำดินที่เตรียมไว้ใส่ลงไปครึ่งกระถาง นำหัวว่านมาวางเอาดินกลบ และเกลี่ยให้ดินพอดีกับหัวว่าน น้ำที่ใช้รดเศกด้วย “อิติปิโสภควา ถึงภควาติ” เสีย ๓ จบก่อน จึงนำมารดพอเปียกทั่ว.

ว่านสาวหลงตัวเมีย (ต้นแดง)

ว่านชนิดนี้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amomum biflorum Jack วงศ์ Zingiberaceae มี ๒ ชนิดด้วยกัน คือ “ว่านสาวหลงตัวผู้” ต้นจะสีเขียวล้วนเชื่อกันว่าสรรพคุณดีกว่า และหายากกว่า อีกต้นคือ “ว่านสาวหลงตัวเมีย” ต้นสีแดง จะหาง่ายกว่าและฤทธิ์อ่อนกว่าชนิดตัวผู้ โดยแต่ละชนิดมีลักษณะแยกคือ ๑.มีขนเฉพาะใต้ใบ(ต้นที่พบโดยทั่วไป) ๒.มีขนทั้งบนใบและใต้ใบ(พบได้ทางอีสาน) โดยสรุปว่านนี้จึงมีอยู่ ๔ ต้นด้วยกันครับ

ว่านนี้ที่ยากคือการปลูก เนื่องจากหัวว่านมีขนาดเล็ก หากถอนต้นว่านแล้วต้องรีบเอาลงดินปลูกภายใน ๑๒ ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นหัวว่านและต้นว่านจะแห้งทำให้ปลูกไม่ติด ซึ่งอาจแก้โดยใส่ดินติดรากเล็กน้อยและใส่ถุงพลาสติกมัดปากถุงไว้หลวมๆเก็บกักความชื้นไว้ ก็จะอยู่ได้หลายวัน สำคัญคืออย่าให้ต้นและหัวแห้งเป็นใช้ได้ ว่านนี้ต้องให้น้ำตลอดปี เพราะไม่ลงหัว หากปล่อยไม่รดน้ำในฤดูแล้งโอกาสตายยกกอสูงมาก ดังนั้นการซื้อหาควรซื้อชนิดที่ใส่กระถางไม่ควรซื้อชนิดที่ถอนต้นขายเป็นมัดๆ

ช่อดอกว่านสาวหลง กลีบดอกขาวไส้ดอกเหลือง มีกลื่นหอมอ่อนๆ

ว่านนี้ออกดอกยากสักหน่อย ถึงยากมากก็ว่าได้ เคล็ดลับคือควรใช้กระถางดินเผาและเป็นกระถางขนาดใหญ่ ออดดอกปีละครั้ง ราวๆเดือนพฤษภาคม คือช่วงก่อนฤดูฝนเล็กน้อยหรือในช่วงต้นฤดูฝน ดอกเป็นช่อบานทีละดอก บานเพียง ๑ วันก็โรย หากจะเก็บทำมวลสารหรือสำหรับแช่น้ำมันต้องหมั่นดูทุกวันในช่วงออกดอก ดอกจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ

สำหรับต้น จะหอมที่สุดในช่วงฤดูแล้ง ฤดูฝนไม่หอมเท่าไร ถ้าจะเก็บเป็นมวลสารแนะนำให้เก็บในฤดูแล้งหรือเก็บต้นแก่ที่แห้งก็ได้ ต้นแก่จะให้กลิ่นหอมมาก ชนิดต้นแดงและต้นเขียวหอมพอๆกันแต่บางตำราว่าชนิดต้นเขียวหอมกว่า

ว่านนี้ชอบร่มรำไร งอกงามในดินที่ร่วนสักหน่อย และค่อนข้างชอบดินที่ชุ่มชื้น ตามป่าธรรมชาติพบได้ตามริมลำธาร บางแห่งเรียก “เร่วหอม” ซึ่งเร่วก็็็มีหลายตัวด้วยกัน เช่น เร่วใหญ่ เร่วน้อย เร่วหอม(ว่านสาวหลง) บางพื้นที่นำทั้งต้น มัดต้มในหม้อก๋วยเตี๋ยว ทำให้น้ำก๋วยเตี๋ยวมีกลิ่นหอมชื่นใจ

ว่านต้นนี้มีฤทธิ์ในทางเสน่ห์เมตตามหานิยมเป็นแบบนิ่มนวล ไม่รุนแรงและอันตรายอย่างกลุ่มพวกดอกทอง ว่านนี้จึงมีนามอีกประการว่า “ฤาษีสร้าง”  ซึ่งมีนัยยะว่าระดับฤาษีสร้างแล้ว ไม่ให้มีโทษอย่างแน่นอน จึงเป็นว่านอีกตัวที่ผมแนะนำครับ

ว่านนี้ทางเหนือหรือล้านนา เรียก “แหน่งหอม”โดยชาวล้านนาเชื่อว่าแหน่งหอมเป็นพืชมงคลที่ให้คุณทางเมตตามหานิยม จึงมักมีไว้เขตรั้วบ้าน และมีการเอาใจใส่ที่ค่อนข้างพิถีพิถันตั้งแต่การปลูก ดูแลรักษาตลอดจนเก็บเกี่ยวนำไปใช้งาน ซึ่งจะค่อนข้างลึกซึ้งกว่าทางภาคกลางเสียอีก

ยันต์อิ่นแก้ว

การปลูกตามคติทางล้านนา

โดยทั่วไปนิยมปลูกไว้บริเวณมุมรั้วทิศตะวันออกเฉียงใต้(ทิศอาคเนย์) ก่อนปลูกจะล้อมรั้วรอบบริเวณด้วยรั้วราชวัตรที่ค่อนข้างแข็งแรงเพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยง เช่น ไก่ สุนัข หรือ แมว เข้าไปรบกวน ทั้งนี้ ที่มุมรั้วยังพบว่ามีการฝังแผ่นยันต์โลหะที่ทรงคุณทางเมตตา อาทิ ยันต์โภคาสีวลี ยันต์อ้อมโหสถ ยันต์พญาแหน่งและ ยันต์อิ่นแก้ว เป็นต้น

ยันต์โภคาสีวลี ใช้ทางโชคลาภ

สำหรับดินที่ปลูกต้องเป็นดินที่ได้จาก “นาพระเจ้า” คือดินจากผืนนาของวัด ผสมทรายเสกที่ผ่านพิธีสวดพุทธมนต์จากสงฆ์ วันที่ปลูกมักเลือกเอาวันที่มีจันทรุปราคาที่ตรงกับวันจันทร์ คนปลูกต้องเกิดวันจันทร์ เดือนจันทร์ คือ เดือนยี่เหนือ ปีจันทร์ คือ ปีฉลู เวลาที่ปลูกต้องปลูกในยามจันทร์ คือ เวลาเช้าเจ็ดนาฬิกา และน้ำที่รดต้องเสกด้วยคาถา อิธะคะมะ อิสวาสุ จะภะกะสะ นะโมพุทธายะ 108 คาบ (ชาวล้านนาเชื่อกันว่าคนที่มีชะตาเกิดเกี่ยวข้องกับจันทน์จะทำวิชาเมตตาได้ขลัง เช่น บุคคลใดเกิดเมื่อวันเดือนปีคูณกันได้ ผล ๑๐๐ พอดี หรือวันเดือนปี เป็นจันทร์ นามจันทร์ เหมาะจะสร้างเสกอิ่นนัก…)

ยันต์มหาแหน่ง ที่ใช้ปลูกต้นแหน่ง (ว่านสาวหลง) คติเช่นนี้ข้าพเจ้าเคยพบในการปลูกว่านนางคุ้มสายวิชาหนึ่งที่จะมียันต์โดยเฉพาะ

การดูแลรักษา(ตามคติทางล้านนา)

การรดน้ำแต่ละครั้งมักเสกน้ำด้วยคาถาอย่างน้อยต้องเป็นบท “นะโมพุทธายะ” และคอยระมัดระวังมิให้สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะไก่ สุนัขหรือแมวเข้าไปในบริเวณที่ล้อมรั้วไว้ และแม้รั้วก็มีการห้ามนำเสื้อผ้าไปตากโดยเด็ดขาด

การเก็บเกี่ยว

วันที่จะกู้(เก็บเกี่ยว)ต้นหรือรากแหน่งหอมควรเป็นวันที่อยู่ในลักษณะเหมือนวันเวลาที่ปลูก รวมทั้งคนเก็บกู้ควรอยู่ในลักษณะนั้นด้วย เมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้วต้องนำไปตากในที่สูงจนแห้งสนิท

ยันต์จันทสุริยา 

การนำไปใช้

ส่วนของดอกและรากนิยมแช่ไว้ในน้ำมันจันทน์ เพื่อใช้ทาตัว ทาผม แตะหน้าผาก รากส่วนหนึ่ง มักบดเป็นผงหรือฝนผสมขี้ผึ้งเก็บไว้ในตลับที่ลงยันต์ “จันทสุริยา” ไว้ รากบางรากพบว่ากลายสภาพเป็นหินซึ่งพบน้อยมาก หากพบมักนิยมนำไปแกะเป็นรูป “อิ่น” คือ รูปชายหญิงกอดกันเก็บไว้บูชาเป็นเครื่องรางประเภทมหานิยม ส่วนของต้นหรือใบจะนำไปใส่ในหีบเสื้อผ้าเพื่อให้มีกลิ่นหอมมีเสน่ห์เมื่อมีคนได้กลิ่น

ยันต์อ้อ มโหสถ ดีทางปัญญา

 

จากความเชื่อด้านเมตตามหานิยมดังที่ได้กล่าวมา ชาวล้านนานิยมปลูกแหน่งหอมไว้กับบ้าน อย่างน้อยผู้คนในบ้านก็จะได้เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย และในด้านการค้าขาย ถ้านำใบสด ๆ ไปรองภาชนะใส่เงิน จะทำให้ค้าง่ายขายคล่อง และแม้กระทั่งจะเดินทางไปแห่งไหนก็มีการพกพาต้นหรือรากติดตัวไปด้วย เชื่อกันว่าจะประสบแต่สิ่งที่ปรารถนาทุกคราไป

อ้างอิง

เรียบเรียงโดย อรรถวัติ กบิลว่าน

๒๕ ส.ค. ๒๕๕๖ เพิ่มเติมและ รีรัน ม.ค. ๒๕๖๒

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

ว่านกลุ่ม Eucharis grandiflora (กวัก. และมหาโชค) (ตอนที่ ๒ ตอนจบ)

๓) “กวักพุทธเจ้าหลวง” มีกล่าวในตำราเก่า ได้แก่

  • “ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น หน้า ๑-๒
  • “กบิลว่าน ๑๐๘” โดย สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร หน้า ๑๑

กวักพุทธเจ้าหลวง จากตำราว่าน๑๐๘ และสมุนไพร เล่ม ๑ โดย แสวง เพชรศิริ

กล่าวลักษณะโดยรวมคือ ต้น ก้าน ใบ คล้ายกวักนางพญามหาเศรษฐี แต่ใบจะย่นๆ บิดๆ พื้นใบไม่เรียบ ปลายใบงุ้มเหมือนปากนก พื้นใบมีสีเขียวๆเหลืองๆ ก้านดอกมีลายเขียวๆเหลืองๆทั่วก้าน ดอกมีสีขาวมีกลีบ ๖ กลีบ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ว่านนี้เชื่อกันว่าเป็นว่านที่ดีกว่าว่านกวักทั้งหลาย ทำให้เกิดเมตตามหานิยม โชคลาภ คุ้มครองป้องกันภัยพิบัติต่างๆ เป็นว่านที่หายากเจ้าของมักหวงแหนนัก

เชื่อกันว่าว่านต้นนี้เกิดจากพระบารมีของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ ๕) ที่พระองค์ทรงเลี้ยงว่านกวักนางพญามหาเศรษฐีแล้วเกิดการกลายสายพันธ์ขึ้นเป็นลักษณะใบบิดพริ้วมองดูสวยงาม และว่ากันว่าทรงโปรดว่านต้นนี้มาก โดยทรงรดน้ำด้วยพระองค์เองโดยตลอด ปัจจุบันสายพันธ์ว่านต้นดังกล่าวสืบทอดมายังเจ้าดารารัสมี ซึ่งว่านต้นดังกล่าวมีลักษณะแตกต่างจาก กวักพุทธเจ้าหลวงที่พบอยู่ทั่วไปคือ มีความเงามันของใบและดูแข็งแรงเป็นพิเศษกว่ากวักพุทธเจ้าหลวงต้นอื่น

ดอกว่านกวักพุทธเจ้าหลวงต้นแท้(อีกต้น๑) คู่กับต้นสายเจ้าดารารัศมี แต่ดอกว่านของสายเจ้าดารารัศมี ดอกไม่บิด

และว่านกวักพุทธเจ้าหลวงนี้ถ้าปลูกรวมกับกวักตัวอื่นๆจะทำให้กวักตัวอื่นเหล่านั้นกลายลักษณะเป็นดั่งกวักพุทธเจ้าหลวงด้วยคือใบหงิกบิดพริ้ว และแม้จะแยกกันคนละที่แล้วก็ตาม ก็ยังคงลักษณะบิดงอไปได้เป็นปีๆ ซึ่งความเป็นจริงแล้วทางวิทยาศาสตร์ ระบุเป็นการติดโรคไวรัสพืชนิดหนึ่ง ซึ่งติดต่อถึงกันได้ทั้งทางลมและทางน้ำ เช่นเดียวกับไวรัสมะละกอครับ

ดังนั้นที่มาของกวักพุทธเจ้าหลวงและกวักพุทธเจ้าหลวงกลายเหล่านี้จึงอนุมานถึงที่มาได้ ๒ สาย คือ ๑.สายที่มาจากวังจริงๆ ซึ่งจะมีลักษณะเด่นแตกต่างคือ ใบมัน และดูแข็งแรงกว่าต้นอื่นๆ ดอกไม่ย่นบิดพลิ้ว(ต้นแข็งแรงเหมือนไม่ติดโรค) อีกสายหนึ่งน่าจะเป็นกวักนางพญามหาเศรษฐีต้นเดิม(ซึ่งถือกันว่าเอกอุอยู่แล้ว) ที่ติดโรคพืชจนเข้ากินลึกถึงดอกจนกระทั่งดอกที่ออกเข้ามามีลักษณะบิดพริ้ว และด้วยความที่ติดโรคจนลงลึกนี่เองที่เป็นเหตุให้ว่านนี้เลี้ยงแล้วให้หัวยากมาก

ดอกว่านกวักนางพญาใหญ่แปลง ที่ดอกขนาดใหญ่ขอบใบไม่บิด แต่ก้านใบมีรอยกระสีจางสลับเข้มที่เกิดจากการติดโรค

ดังนั้นด้วยความที่โรคนั้นติดกันได้จึงทำให้มีกวักพุทธเจ้าหลวงกลายมากมายในท้องตลาด เพราะส่วนใหญ่เกิดจากกวักนางพญาใหญ่ที่ติดโรค ซึ่งหากเลี้ยงไปเรื่อยๆหรือทิ้งให้ลงหัวใบที่แตกมาใหม่ก็จะค่อยๆหายจากโรคได้กลายกลับเป็นกวักนางพญาใหญ่ตามเดิม ซึ่งต้นนี้ อ.หล่อ ขันแก้ว เรียกว่า “กวักนางพญาใหญ่แปลง” หรือ “ว่านกวักพุทธเจ้าหลวงอันดับสอง” จุดเด่นถ้าไม่ดูดอกต้องดูฟอร์มต้นที่ใหญ่ และมีหูใบชิด ใบด้านไม่มัน ถ้าฟอร์มต้นใหญ่มากๆให้สงสัยว่าจะเป็นกวักนางพญาใหญ่กลายไว้ก่อนได้เลย แล้วค่อยมาตัดกันที่ดอกอีกทีหนึ่ง

๔) ว่านนางมาควดี หรือ ว่านมหาโชค ว่านนี้มีกล่าวในตำราว่านเก่าหลายเล่มด้วยกัน คือ

  • “ลักษณะว่าน” โดย นายชิต วัฒนะ หน้า ๕-๖ เรียก ว่านนางมาคะวดี
  • “ตำหรับ กระบิลว่าน” โดย หลวงประพัฒสรรพากร หน้า ๒๔
  • “คู่มือนักเล่นว่าน” โดย ล.มหาจันทร์ หน้า ๕๙-๖๐
  • “ตำราสรรพคุณยาไทย ว่าด้วยลักษณะกบิลว่าน” โดย นายไพทูรย์ ศรีเพ็ญ หน้า ๘๐ เรียก ว่านนางมาควะลี
  • “ตำราดูว่านและพระเครื่องพระบรมธาตุ” โดย ชัยมงคล อุดมทรัพย์ หน้า ๓๐
  • “ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด” โดย พยอม วิไลรัตน์ หน้า ๕๗-๕๘
  • “ตำราปลูกและดูลักษณะว่าน” โดย อุตะมะ สิริจิตโต หน้า ๕๔-๕๕
  • “ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์” โดย อาจารย์ชั้น หาวิธี หน้า ๑๗ เรียก มหาโชค
  • “ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน” โดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ หน้า ๑๘๗-๑๘๘
  • “ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น หน้า ๓
  • “กบิลว่าน ๑๐๘” โดย สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร หน้า ๑๙ เรียก มหาโชค

มหาโชค ใบหนาแข็งและเป็นเงาวาว ร่องใบลึกเป็นเส้นจากโคนถึงปลายใบ

ตามตำรากล่าวถึงลักษณะโดยรวมคือ ว่านนี้เป็นว่านสำคัญและหายากมากอีกว่านหนึ่ง  ปลูกเลี้ยงเอาไว้ก็ยาก  เข้าใจว่าคงจะนิยมเลี้ยงกันมาตั้งแต่สมัยพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่เหมือนกัน แล้วจึงเป็นมรดกตกทอดกันต่อ ๆ มาจนทุกวันนี้

ลักษณะ ใบเขียวเป็นมัน ก้านเขียว ใบคล้ายใบพลูหรือใบโพธิ์ฤาษี หัวกลมๆ เนื้อในหัวสีขาว ออกดอกในเวลาต้นปี คือในเดือนอ้าย หรือเดือนยี่ ครั้งเดียว ต้นและใบเท่ากัน เงาก็เท่าต้น ดอกสีขาวคล้ายสำลี

ประโยชน์ทางยา มีคุณเป็นยาบำรุงโลหิตให้งาม เอาหัวฝนกับเหล้าทาฝีต่าง ๆ ดีนัก หายขาดทุกอย่างเลย
ถ้าจะทำเป็นของในทางเสน่ห์ ให้เอาหัวว่านมาแกะเป็นพระภควัมอุ้มท้อง แล้วเอาคาถาต่อไปนี้เศก “สุขะยะ โคขะคันธานัง ศุขะโตสุขะทะรัง ปัจจะคำปาลีลัง พิจะกะ พะโรวะสิวัง พิกะพะ โรวัน นะมามินะ คะมะโต” เศกให้ได้ ๑,๐๐๐ ครั้ง แล้วเอารูปนั้นตั้งไว้ในที่สูง เป็นเสน่ห์ดีนัก บูชาไว้กับบ้านหรือร้านค้าขายของดีมาก

ถ้าเอาหัวว่านนี้มาแกะเป็นรูปนางกวัก ลงเลขยันต์อย่างว่านนางกวัก ก็ใช้ได้ดีในทางค้าขายเหมือนกัน และถ้าจะทำในทางเสน่ห์ ก็ให้เศกด้วยคาถานี้ “นะเมตตา โมกรุณา พุทธะปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู ผู้ใดเห็นหน้ากู เมตตานะเมตตา สีติพระสีวาจะ มหาเถโร ลาภะลาภัง เวทะนานัง นะเมตตา โอมประสิทธิเม” ให้ครบ ๑๐๘ คาบ ไปที่ใดเอาติดตัวไปด้วย หาคนเกียจชังได้ยากมาก มีแต่ผู้นิยมรักใคร่นับถือ เหมาะสำหรับนักธุรกิจการค้าทั่ว ๆ ไป ควรหามาปลูกทิ้งไว้

อีกตำราหนึ่งกล่าวว่า ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไป ให้เอาหัวมาแกะเป็นรูปนางกวัก เศกด้วยคาถาดังนี้ “อาระหังลาภี จะลาภานัง ลาภะ สักกาโร ชุติโต สัพเพเทวา สัพพะมะนุสสา ปิยังรักขันตะมัง มะนุสสาเทวา ทีปูชิโต อิติ” เศกให้ได้ ๑๐๘ คาบ ย่อมใช้เป็นเสน่ห์ทั้งแก่มนุษย์และเทวดาทั้งปวง

การปลูก ใช้ดินสะอาดกลางแจ้ง เอามาปลูกในวันอันเป็นมงคล อย่ากลบดินให้มิดหัวว่าน เหลือหัวโผล่ไว้นิดหน่อย อย่ากดดินให้แน่นหัวว่านนัก เวลารดน้ำเศกด้วย “นะโมพุทธายะ” ๓ จบ แล้วจึงรดพอดินเปียกทั่ว

ดอกว่านมหาโชคที่จะตูมๆไม่บานเท่าพวกกวักนางพญาใหญ่ และออกดอกยากมาก บางทีออกดอกมามี ๕ กลีบ

ชื่อว่านมหาโชคนี้เป็นชื่อใหม่ความจริงแล้วอยากให้นักเลงว่านเรียกชื่อเดิมของเขาคือ “นางมาควดี” จะดีกว่า ว่านนี้ตำราของบัวปากช่องกล่าวถึงว่ามีชนิดที่ดอกออก ๕ กลีบด้วย ผู้เขียนเคยเห็นครั้งหนึ่ง เสียดายถ่ายรูปไม่ทัน จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นอีกเลย เพราะว่านชนิดนี้ออกดอกยากมาก และดอกก็ไม่สมบูรณ์จึงทำให้ในบางครั้งดอกจะติดๆกันมองดูเป็น ๕ กลีบได้

ว่านมหาลาภ ออกดอกในฤดูแล้วหรือราวๆต้นฝน

นอกจากนี้ยังมีว่าน อีกตัวที่มองดูคล้ายๆว่านในกลุ่มนี้แต่พบได้ง่ายกว่าเพราะให้หัวได้ง่ายนั่นคือ “ว่านมหาลาภ”

ว่านนี้มีกล่าวในตำราว่านเก่า หลายเล่มด้วยกันได้แก่

  • “ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด” โดย พยอม วิไลรัตน์ หน้า ๖๓-๖๔
  • “ตำราปลูกและดูลักษณะว่าน” โดย อุตะมะ สิริจิตโต หน้า ๑๐๘-๑๐๙
  • “ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์” โดย อาจารย์ชั้น หาวิธี หน้า ๑๗-๑๘
  • “ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน” โดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ หน้า ๓๑๕
  • “ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น หน้า ๓-๔
  • “กบิลว่าน ๑๐๘” โดย สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร หน้า ๑๒

ว่านมหาลาภ หรือว่านหงสาวดี นี้กล่าวถึงลักษณะโดยรวมคือ ลักษณะ ต้นและใบสีเขียว ใบคล้ายใบขมิ้นเล็ก ๆ หัวมีลักษณะเหมือนหัวหอม

ประโยชน์ ใช้เป็นว่านเสี่ยงทายโชคลาภดีนัก เป็นว่านหายากมาก(ในสมัยแรกๆ)

การปลูก ใช้ดินร่วน ๆ ปนทรายบ้างเป็นดินปลูก การรดน้ำ ก่อนรดต้องเศกด้วยคาถาดังนี้

“มหาลาโภ โหตุ ภวันตุเม” ๓ ครั้งแล้วจึงรด ระวังอย่าให้น้ำมากนัก หัวจะแฉะน้ำเน่าเสียก่อน ว่านนี้ไม่ชอบน้ำมาก

อีกตำราหนึ่งกล่าวว่า หัว, ต้น, ใบ, ก้าน, ดอก คล้ายว่านมหาโชคทุกอย่าง ผิดแต่ใบสั้นกว่า กลมกว่าเล็กน้อย

ประโยชน์ ปลูกไว้กับบ้านหรือร้านค้าใด ๆ ย่อมเกิดลาภผลทุกประการ เป็นว่านคู่กับว่านมหาโชค ถ้าหามาปลูก ทั้งมหาโชคและมหาลาภได้ทั้งคู่ จะนำลาภผลมาสู่บ้านนั้นไม่ขาดเลย.

ต้นนี้คือ Eucrosia bicolor มีดอกสีส้มแดง ลักษณะใบจะสีเขียวอ่อนและใบจะกลมๆป้อมๆก้านสั้นๆ แตกหน่อให้หัวง่าย จึงมีแพร่หลายมากในปัจจุบัน ว่านนี้จึงมีราคาถูกกว่าพวกทำให้บางครั้งนำมาขายเป็นว่านกลุ่มกวักที่มีราคาแพงก็ให้ระวังไว้ด้วยครับ

เรียบเรียงโดย อรรถวัติ กบิลว่าน

  ๑๗ ธ.ค. ๒๕๕๖ รีรัน ม.ค.๒๕๖๒

ทีมงาน: ssbedu.com 

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

ว่านกลุ่ม Eucharis grandiflora (กวัก. และมหาโชค) (ตอนที่ ๑)

ว่านที่จัดเป็นไม้ใบ หรือไม้ประดับที่เล่นกันในยุคหลังๆแล้วนั้นมีอยู่กลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจและมักจะมีการเล่นหาสลับชื่อกันบ้าง สลับต้นกันบ้าง ด้วยลักษณะทางภายนอกที่ยากแก่การแยกแยะ เว้นแต่ผู้นั้นจะมีครบทุกต้นแล้วปลูกเทียบดู(พร้อมทำป้ายให้ชัดเจน) ก็พอจะเกิดความชำนาญในการแยกแยะได้ แต่อย่างไรว่านกลุ่มนี้ที่แนะนำอย่างยิ่งคือจะขาดป้ายไม่ได้ เพราะบางคราวบางจังหวะเขาจะหน้าตาเหมือนๆกันเอามากๆ จนบางทีเจ้าของเองอาจจะงงเอาได้

ว่านตัวนี้ในทางพฤกษศาสตร์จัดว่าเป็นชนิดเดียวกันทั้งหมด หลักการเดียวกับพริก ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู หรือพริกชี้ฟ้า ฝรั่งจัดเป็นชนิดเดียวกันหมด ในทางพฤกษศาสตร์นอกจากจะจำแนกกลุ่มจากลักษณะโดยรวมแล้ว จะตัดประเภทกันที่ดอก ฝรั่งมักใช้ใช้ดอกเป็นหลักในการแยกประเภท ซึ่งว่านกลุ่มนี้ดอกมีลักษณะคล้ายคลึงกันครับ สำหรับคนไทยจะแยกละเอียดกว่าเพราะแยกจากลักษณะต่างๆที่ต่างกันเล็กน้อย ตลอดจนแยกไปถึงการใช้ประโยชน์ในทางความเชื่อกันเลยทีเดียว

ว่านในกลุ่มนี้เป็นกลุ่ม Amazon Lily  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eucharis grandiflora  มีด้วยกัน ๔ ชื่อคือ

  • กวักนางพญาใหญ่
  • กวักนางพญามหาเศรษฐี
  • กวักพุทธเจ้าหลวง
  • มหาโชค (นางมาควดี)

๑) ว่าน “กวักนางพญาใหญ่” มีกล่าวในตำราว่านเก่า ได้แก่

  • “ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น หน้า ๒
  • “กบิลว่าน ๑๐๘” โดย สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร หน้า ๑๔

กวักนางพญาใหญ่ ต้นจะโตที่สุดในกลุ่ม ก้านใบยาวกว่าตัวอื่นๆ

ตามตำราได้บรรยายลักษณะโดยรวมว่า ใบสีเขียวจัด เป็นมันคล้ายใบผักตบชวา แต่มีขนาดใหญ่กว่าใบผักตบชวามาก ช่อก้านเขียวเป็นมัน อาจยาวได้ถึง ๑ เมตร ดอกมีสีขาว หัวคล้ายหัวหอมใหญ่ สรรพคุณ เลี้ยงไว้ทำให้เกิดโชคลาภ เป็นศิริมงคล เมตตามหานิยม ว่านนี้ มีอีกชื่อคือ “กวักนกกระยาง”

ขนาดของใบกวักนางพญาใหญ่เมื่อเทียบกับมือ (ยังใหญ่ได้กว่านี้)

ต้นนี้ความจริงเป็นไม้เมืองนอกแต่เข้ามาในประเทศไทยนานแล้ว การที่ใบมีสีเขียว และเป็นพืชอวบน้ำ เมื่อให้น้ำตลอดจะไม่ลงหัว เมื่อปลูกไว้จะดูสดชื่นมีสง่าราศี ความเชื่อที่บ่มเพาะกันเป็นเวลานาน จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ไม้นอกตัวนี้เลื่อนเข้าสู่ชั้น “ว่าน” โดยปริยาย เพราะความจริง คำว่าว่านที่นำหน้าต้นไม้นั้น เป็นการให้ยศให้ตำแหน่งพืชที่มีความพิเศษโดดเด่นบางประการ บ้างก็ในทางความเชื่อ บ้างก็ในทางยา นี่คือลูกเล่นและความแยบคายของโบราณเขาครับ

ใบที่มีขนาดใหญ่จนเบียดให้หูใบชิดของกวักนางพญาใหญ่

ว่านชนิดนี้ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบดอกมี ๖ กลีบลักษณะเด่นชัดที่แยกว่านตัวนี้คือ ต้นจะมีขนาดใหญ่สุดในกลุ่ม โดยการแยกนั้นควรแยกที่การปลูกอย่างน้อยแล้ว ๒ ปีขึ้นไปจึงจะแยกได้ชัดเจน ใบของกวักนางพญาใหญ่จะมีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ ในขณะที่ต้นอื่นๆจะเล็กกว่าฝ่ามือ และใบของกวักนางพญาใหญ่จะมีขนาดใหญ่จนทำให้หูใบชิดกัน และด้วยใบที่ใหญ่นี้เอง จึงมองดูคล้ายกับปีกนกกระยาง จึงได้มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “กวักนกกระยาง” และถึงแม้ตำราจะบอกว่าใบสีเขียวจัดก็ตาม แต่กวักนางพญาใหญ่นี้สีเข้มไม่สู้มหาโชคหรือกวักนางพญาเล็ก สีใบจะดูเขียวด้านๆไม่เขียวและมันเท่าตัวอื่น

๒) กวักนางพญามหาเศรษฐี หรือกวักนางพญาเล็ก หรือกวักใบพลู ว่านนี้มีกล่าวในตำราของ

  • “ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน” โดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ หน้า ๑๗๙ เรียก ว่านนางกวัก
  • “ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น หน้า ๒-๓ เรียก กวักนางพญาเล็ก หรือ กวักใบพลู
  • “กบิลว่าน ๑๐๘” โดย สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร หน้า ๑๓ เรียก ว่านสมเด็จนางพญามหาเศรษฐี

ในตำราบรรยายโดยรวมว่า เป็นว่านหายากมากอีกชนิดหนึ่ง  มีในป่าทางภาคเหนือ  เข้าใจว่านิยมเล่นกันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททอง  เพราะเมื่อท่านดำรงตำแหน่งเจ้าพระยากลาโหมนั้นได้นิยมเล่นว่านต่าง ๆ มาก  พอได้ทรงครองราชย์พวกข้าราชการและขุนนางทั่วไปจึงนิยมตามอย่างพระมหากษัตริย์ไปด้วยทั่วกัน  จึงเป็นระยะที่ว่านถูกสืบเสาะหามาเลี้ยงมากมาย

ลักษณะ  หัวคล้ายหัวกระเทียม  แต่หัวโตกว่าลำต้นและใบคล้ายขมิ้นอ้อย  สีเขียวเข้มและมีเส้นใยมาก  แต่มีครีบตามใบและตามลำต้นเป็นสีแดงหม่น ๆ  เมื่อยอดแตกออกมาจะมีสีแดง ใบม้วนลงเข้าหาลำต้น  ตอนกลางใบขอบหยุกหยิกเป็นครีบเล็กน้อย  ก้านใบเป็นร่อง  ดอกมีสีขาว

กวักนางพญามหาเศรษฐีก้านสั้น ใบพลิ้ว หน้าใบและฟอร์มทั้งต้นมีขนาดเล็กกว่ากวักนางพญาใหญ่มาก

ประโยชน์  เมื่อพบว่านนี้แล้ว  ต้องทำกระทงสามมุม  ใส่เหล้า  ข้าว  เนื้อปลา  หมาก ๓ คำ  พลีกรรมเสียก่อน  แล้วเศกคาถา “นะโมพุทธายะ” ๓ ถึง ๗ คาบทำน้ำพรมให้ทั่วรอบต้น  แล้วจึงขุดเอาหัวมาแกะเป็นรูปนางกวัก  และเมื่อแกะเสร็จแล้ว  ต้องการจะปลุกเศกรูปให้มีอิทธิฤทธิ์ขลังศักดิ์สิทธิ์แล้ว  จะต้องถือศีล ๕ ศีล ๘ ถือเป็นความสุจริตทำน้ำมนต์ด้วยคาถา “อิติปิโสภควาถึงภควาติ” เสีย ๗ คาบ ชำระตัวให้สะอาดบริสุทธิ์ดีเสียก่อน ๓ วัน  แล้วจึงเข้าพิธีปลุกเศกในพระอุโบสถด้วยคาถา “นะโมพุทธายะ” ๑๐๘ คาบ  เสร็จแล้วจึงนำเอาหัวว่านที่แกะเป็นรูปนางกวักนั้นมาตั้งบูชาไว้ในที่สูงภายในหน้าร้านค้า  จะทำให้ขายสินค้าต่าง ๆ ได้ง่ายดาย

ถ้าจะทำให้เกิดเสน่ห์มหานิยมแก่ตนให้เอาหัวว่านมาฝนทาหน้าทาตัว  แล้วเศกด้วย “นะโมพุทธายะ” ๑๐๘ คาบเหมือนกัน  ถ้าจะทำให้เป็นล่องหนหายตัวได้ให้เอาหัวว่านมาห่อด้วยผ้าเช็ดหน้า  แล้วเอาโพกหัว  จะทำให้เป็นผู้ล่องหนหายตัว  ไม่มีใครแลเห็นได้ด้วยอำนาจว่านนั้นปิดบังเอง  ปรารถนาสิ่งหนึ่งประการใด  ก็มักจะได้สมปรารถนาทุกสิ่งทุกประการเลย ว่านนี้ยังมีอำนาจบังตามิให้พูดบอกใครว่า  พบเห็นตัวเราที่ไหนต่อไหนอีกด้วย

เพียงเอาว่านนี้ปลูกไว้ในร้านขายของ  ก็อาจสามารถเป็นเสน่ห์ชักจูงให้มีคนเข้ามาอุดหนุนในร้านนั้น ๆ วันละมาก ๆ เสมอ

* คำบรรยายข้างต้นทำให้เกิดการตีความและแยกพืชได้เป็นสองต้น คือ

๑. ว่านนางกวักต้นขมิ้น ซึ่งในภายหลังเรียกกันว่า “ปัดตลอดตัวผู้” ซึ่งต้นนี้จะใช้เป็นเครื่องยาในการเขียนผงพุทธคุณ

๒. ว่านนางกวักต้นหัวหอม หรือกวักนางพญามหาเศรษฐี ซึ่งเป็นต้นที่ทาง อ.ชุม ไชยคีรี แห่งสำนักกุญแจไสยศาสตร์ใช้ผสมในน้ำมันโสฬส

ขนาดของใบที่ฝ่ามือปิดได้มิดของกวักนางพญาเล็ก หรือกวักนางพญามหาเศรษฐี

ว่านนี้โดยทั่วไปคล้ายกวักนางพญาใหญ่มากเพียงแต่ใบมีขนาดเล็กและก้านสั้นกว่า นอกนั้นดูเหมือนกันหมดแทบแยกไม่ออก

การปลูก  ว่านนี้ปลูกยากอยู่สักหน่อย  เพราะจะต้องเอาใจใส่ตรวจตราระวังมิให้มีสิ่งโสโครกสกปรก  หรือลามกเข้าไปใกล้กรายได้จึงจะดี  เวลาจะรดน้ำต้องเศกด้วย “นะโมพุทธายะ” เสีย ๓ ครั้งก่อน  และว่าตามด้วย “อิติปิโสภควาถึงภควาติ” อีก ๓ ครั้งด้วยเสมอไป  แล้วจึงรดน้ำได้  ดินที่ใช้ปลูกต้องเอาดินกลางแจ้งเป็นดินร่วนปนทราย  ไม่มีสิ่งปฏิกูลอย่างใดเจือปน    และถ้าใช้ดินเผาไฟแล้วเอามาทุบให้แตกได้ก็จะดีมาก

กวักนางพญามหาเศรษฐีชนิดขอบใบไม่ค่อยพลิ้ว(หายากกว่า) ตัวนี้เองที่อาจเรียกว่า “กวักใบพลู”

ว่านนี้ถ้าเทียบชั้นตามความเชื่อแล้วถือว่าเอกอุกว่ากวักนางพญาใหญ่ แต่ประเด็นคือว่านนี้ต้องตั้งใจปลูกและทำวิชาให้ถึง จึงจะเป็นไปดังฝอยที่บรรยายเอาไว้ เรียกกันว่าแล้วแต่คนเลี้ยงมากกว่า หรือแล้วแต่วาสนาของคนเลี้ยงก็ไม่เชิง เพราะแปลกแต่จริงว่านกลุ่มนี้มักมีประสบการณ์การถูกหวยรวยเบอร์ช่วงว่านออกดอกกันเสมอๆ และว่านต้นนี้เป็นว่านสำคัญตัวหนึ่งในการทำ “น้ำมันว่านโสฬส” ของอาจารย์ชุม ไชยคีรี สำนักกุญแจไสยศาสตร์ (สายวิชาเขาอ้อ)ครับ การแยกนอกจากเทียบขนาดแล้วอาจดูความมันของใบที่จะมันกว่ากวักนางพญาใหญ่ แต่ใบไม่ดูหนาและแข็งเท่ามหาโชค คือขอบใบจะพลิ้วกว่า แต่ก็มีอีกต้นที่ขอบใบไม่พลิ้วซึ่งหายากกว่า และต้นนี้เองที่น่าจะเรียกแยกไปว่า “กวักใบพลู”

โปรดติดตามตอนที่ ๒

อรรถวัติ กบิลว่าน

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

ว่านที่เรียกว่าไพล (ตอนที่ ๓ ตอนจบ)

“ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น

๗. ว่านไพรชมพู(๖) ลักษณะลำต้นใบเหมือนไพรธรรมดา หัวเนื้อในสีชมพู กลิ่นฉุนน้อยกว่าไพรธรรมดา สรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ

ว่านไพรชมพู(๑๕) เนื้อในหัวสีชมพูอ่อน ดอกเป็นช่อติดดิน และมีแต้มกระสีชมพู

พืชชนิดนี้เป็นพืชตระกูลไพล ผิดแต่ว่าสีเนื้อในหัวเป็นสีชมพู ที่แพร่หลายทั่วไปเป็นแบบหัวสีชมพูอ่อนๆ พบว่ายังมีอีกต้นที่เนื้อในหัวมีสีชมพูเข้มซึ่งหาได้ยากกว่า เรียกแยกไปว่า “ไพลแดง” ครับ

ว่านไพรป่า(๖,๑๑)

๘. ว่านไพรป่า(๖) ลักษณะลำต้น ใบ เล็กกว่าไพลธรรมดา หัวเล็กกว่า เนื้อในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นฉุนจัดกว่าไพลธรรมดา เมื่อหักหัวออกจะมีน้ำของหัวซึมออกมามากกกว่าหัวไพลธรรมดา สรรพคุณเป็นแบบพืชพวกไพลคือใช้หัวทุบพอแหลก พอกทาแก้เคล็ด ขัดยอก บวม

ดอกว่านไพรป่า(๑๔) ช่อดอกแก่จะมีแดงจัดกว่าไพรบ้านมองดูคล้ายดอกปุดเพียงแต่ดอกปุดออกดอกติดดิน

จุดเด่นอีกประการของว่านนี้คือสีของช่อดอกที่เมื่อแก่แล้วจะแดงเข้มกว่า ไพลบ้านครับ

ทั้งแปดชนิดข้างต้นคือว่าน/ยาที่เรียกว่า “ไพล” ที่มีกล่าวในตำรับกบิลว่านภาคกลาง ในตำราเก่า ๑๒ เล่ม ซึ่งต่อมาในยุคหลังๆที่วงการว่านเริ่มคึกคัก ก็มีผู้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับว่านต่างๆเพิ่มมากขึ้น บ้างก็เป็นว่านสายพันธ์ไทยที่มีตัวตนจริง คือพบได้ในป่าเมืองไทย ซึ่งตกสำรวจในตำรายุคแรกๆ บ้างก็เป็นว่านเฉพาะท้องถิ่น บ้างก็เป็นว่าน “ข้าตั้งเอง” โดยจับเอาไม้เมืองนอกมาตั้งชื่อว่าเป็นว่านเพื่อหวังผลทางการค้า และบ้างเป็นตัวที่มีการหวงแหนปกปิดกันมากและมาเปิดเผยชัดเจนกันภายหลัง ข้อมูลเกี่ยวกับว่านไพรดำนั้นแยกออกมาเป็นอย่างน้อย ๕ ต้น คือ

๑)ต้นที่เรียกว่าไพลดำ ที่กล่าวตามตำราว่านเก่า คือต้น กระทือดำ : Zingiber ottensii  Valeton. (สาย อ.หล่อ เรียกว่าว่านไพลม่วง) ลักษณะเด่นคือต้นใหญ่กว่าไพลธรรมดากว่าเท่าตัว ต้นนี้เป็นต้นที่แพร่หลายในตลาดว่านยุคปัจจุบันนั่นเอง เนื่องจากขยายพันธ์ได้ง่ายกว่าและเซียนว่านไม่หวงแหนเก็บไว้ เพราะรู้ว่าต้นที่ใช้ทางไสยศาสตร์จริงๆคืออีกต้นหนึ่งนั่นเอง

ไพลดำ(๑๔) Zingiber spectabile Griff. ต้นที่เรียกดากเงาะหรือไพลใจดำ ต้นของหมอ วุฒิ วุฒิธรรมเวช ซึ่งได้จากอุดรธานี

๒)ไพลดำอีกต้นซึ่งเผยแพร่ออกมาอย่างชัดเจนในยุคหลัง หลังจากที่หวงแหนปิดบังกันมานาน ซึ่งตามข้อมูลสรุปได้ว่ามีเล่นกันมานานแล้วแต่ไม่ค่อยมีการเผยแพร่ อาจจะมาก่อนต้น “กระทือดำ”ด้วยซ้ำไป นั่นคือไพรดำชนิดต้นแท้ที่เข้ากับไพลดำในตำนานคู่เหล็กไหล-ไพลดำมากที่สุดที่พอจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ที่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นนิทานจนเกินไป ไพลดำต้นนี้เป็นชนิดต้นเล็ก ขนาดราวๆกับไพลธรรมดาหรือเล็กกว่า(๑๓,๑๔) ทางใต้คือต้นที่เรียกว่าดากเงาะ ทางอีสานคือต้นที่เรียกว่าไพลใจดำ ทางพฤกษศาสตร์คือ Zingiber spectabile Griff. ดังที่กล่าวในข้างต้นแล้ว

ว่านไพลดำ(๑๙) ต้นของ อ.หล่อขันแก้ว จากตำรา “คู่มือดูว่าน” ของสมาคมว่านแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นชนิดต้น ดากเงาะ หรือไพลใจดำนี้นั่นเอง โดยสาย อ.หล่อ ก็มีการเล่นหาไพลดำต้นกระทือดำด้วย โดยท่านเรียกว่า “ว่านไพลม่วง” ครับ

 

รูปไพลดำต้นที่กล่าวใน ๑๐๘ ว่านมหัศจรรย์ เล่ม ๒ โดย ส. เปลี่ยนศรี

ต้นนี้แตกหน่อน้อยมาก มีรากเก็บอาหารพองออกเหมือนกระชาย เนื้อในเหง้าและกระโปกสีดำ กลิ่นทั้งต้นและเหง้าเหมือนไพรบ้าน นิยมนำมาทำเป็นยาสักหรือฝังในร่างกาย ถือว่าทำให้อยู่ยงคงกระพัน ถ้ากินเหง้าจะอยู่คงได้ ๗ วัน แต่ถ้าฝังจะอยู่ได้ตลอด เชื่อกันว่าของแสลงของผู้ฝังไพลดำคือห้ามกินข้าวเหนียวดำและเป็ดเทศ เพราะจะทำให้จืดคือเสื่อม โดยว่านจะสลายตัวซึมออกมาทางผิวหนังเป็นสีดำๆ เล่นหากันในหมู่นักแสวงหาเหล็กไหล จึงมักเรียกคู่กันว่า “เหล็กไหลไพลดำ”(๑๔)

ไพลดำชนิดนี้ลักษณะดอกจริงมีสีขาว เมื่อดอกสีขาวร่วงหล่นแล้วกลีบเลี้ยงดอกจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงแต่ไม่ถึงกับแดงคล้ำแล้วสีจะค่อยๆจางไป ลำต้นของว่านชนิดนี้โตไม่มากกว่าขนาดของแท่งดินสอ ว่านชนิดนี้เมื่อนำหัวมาขีดฝนกับฝาละมีหม้อข้าว เมื่อหุงข้าวแล้วข้าวจะมีสีดำทั้งหม้อตามดั่งตำราโบราณว่า(๑๓)

ต้นนี้ฟอร์มมีทั้งต้นใบใหญ่และใบแคบเล็ก โดยหากอ้างอิงตามตำรา อ.หล่อและ อ. ส.เปลี่ยนสี จะเป็นชนิดใบใหญ่ครับ

๓)ไพลดำต้น “ไพลขาวไพลดำ” Zingiber kerrii Craib. ชื่อท้องถิ่นว่า ขิงดา หรือขิงแมงดา ต้นนี้เดิมทีเข้าใจว่าอาจจะเป็นความคลุมเครือของตำรา แต่ต่อมาพบว่ามีต้นตามบรรยายในตำราของ อ.พยอม วิไลรัตน์ นี้อยู่จริง ทาง อ.เลื่อน กัณหะกาญจนะ เรียกและใส่ชื่อวิทยาศาสตร์ไว้ในส่วนของว่านไพลขาว แต่ไพลขาวที่ลงในบทความนี้ผมขอยึดตามสายของ อ.หล่อ ขันแก้ว ซึ่งเป็นพืชพวกขิงแห้ง เครือเดียวกับไพลชมพู ซึ่งมีลักษณะเด่นคือช่อดอกสั้นติดดินครับ

๔)ยังมีไพลในตำนานอีกต้นหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นพืชอาถรรพ์ ตำนานนิทานเล่าว่าอยู่ทางฝั่งลาวหัวโตดังตุ่มน้ำ มีใบเดียวขึ้นสลับกันไปปีละข้าง ใช้ยางที่มีสีดำในทางอยู่คง หากเอาข้ามลำน้ำโขงมาจะหมดอิทธิฤทธิ์ ด้วยเพราะเป็นคำสาปของพระยาศรีโคตระบอง

๕)ไพลดำอีกต้นอยู่ที่ชัยภูมิเรียกว่า “ไพรดำต้นลุงสัมฤทธิ์”(๑๘) เจ้าของกล่าวว่าเป็นต้นที่เป็นมรดกตกทอดจากตระกูลปลูกต่อๆกันมาถึง ๖ ชั่วอายุคน พิสูจน์โดยใช้ผ้าขาวรูดจับที่ใบ ผ้าขาวก็มีคราบสีดำติด เนื้อในหัวสีดำมาก ใช้เพียงก้านธูปจุ่มลงในผงไพลดำเล็กน้อยแล้วไปจุ่มในน้ำ ทำให้น้ำเปลี่ยนสีคล้ำขึ้นมาได้ เจ้าของกั้นเขตเอาไว้ ห้ามคนเข้าใกล้โดยกล่าวว่าว่านมีฤทธิ์แรงจะตอดทำอันตรายคนได้ ดินที่ปลูกจะมีสีดำจัดและแข็งดังหิน  การกู้ต้องมีวิธีการและฤกษ์ในการกู้เฉพาะ ต้นนี้ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นต้นสายพันธุ์เดียวกับไพลดำต้นวัดเพี๊ยะไซ ซึ่งพิสูจน์โดยนำผ้าขาวมารูดจับใบเช่นเดียวกัน และผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าต้นนี้น่าจะเป็นต้นที่เรียกว่าไพลใจดำ หรือดากเงาะหรือไม่ก็เป็นมิวแตนที่หาได้ยาก และคงเลี้ยงด้วยเทคนิคกรรมวิธีพิเศษจนทำให้มีคุณลักษณะพิเศษขึ้น

ลูกประคำทำจากดินข้างไพรดำ ต้นของปู่ฤาษีไพรดำ

๖)ไพลดำต้นของปู่ฤาษีไพรดำ จ.ชัยภูมิ ผู้บำเพ็ญในแนวโพธิสัตว์ ท่านออกจะปิดตัวสักหน่อย จึงไม่ขอลงรายละเอียดอะไรมากถือว่าเป็นไพรดำต้นกายสิทธิ์ต้นหนึ่งเนื่องจากมีตำนานที่มาค่อนข้างโลดโผนทีเดียว

สุดท้ายเรื่องราวของไพลดำในตำนานนั้นบางสิ่งก็ยังเป็นเรื่องราวที่รอการพิสูจน์ต่อไป โดยผู้เขียนเองก็ไม่อยากให้สนใจเป็นจริงเป็นจัง จน “ศรัทธา” เลยขอบเขตของคำว่า “ปัญญา” นัก เพราะบ่อยครั้งทีเดียว ที่พบว่ามีคนได้เลือดจนกระทั้งเสียชีวิตจากการ “ลองของ” ว่านที่เรียกว่าไพลดำนี้

ขอให้ตระหนักว่าอันของดีภายนอกนั้นมิอาจสู้ของดีภายในคือ คุณธรรมศีลธรรมไปได้ เพราะสมบัติภายในนั้นเป็นที่พึ่งและกำจัดภัยได้จริง และเป็นสมบัติที่ติดตัวไปหลายภพหลายชาติ จนอาจถึงที่สุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิดครับ ขอฝากคำครูส่งท้ายของคนโบราณที่ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยคือ

 ” เหล็กไหลไพลดำ  พูดพล่ามเป็นบ้า

           เล่นแร่แปรธาตุ    ผ้าขาดตั้งวา  “

เรียบเรียงโดย อรรถวัติ กบิลว่าน

๔ ต.ค. ๒๕๕๔๒๒ พ.ย. ๒๕๕๔
——————————————————-

อ้างอิง

๑. “คู่มือนักเล่นว่าน” โดย ล.มหาจันทร์

๒. “ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด” โดย พยอม วิไลรัตน์

๓. “ตำราปลูกและดูลักษณะว่าน” โดย อุตะมะ สิริจิตโต

๔.“ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์” โดย อาจารย์ชั้น หาวิธี

๕. “ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน” โดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ

๖. “ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น

๗. “กบิลว่าน ๑๐๘” โดย สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร

๘. คาถาพระเจ้า 16 พระองค์ http://www.e-sarnsakyan.com/webboard/index.php?topic=213.0

๙. ยันต์พระเจ้า๑๖พระองค์ : ๑๐๘ ยันต์ ฉบับพิสดาร ของ อ. อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ. http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=791&Itemid=5&limit=1&limitstart=98

๑๐. คัมภีร์ไสยศาสตร์ ฉบับสมบูรณ์ : อาจารย์ โหรญาณโชติ(ชัยมงคล อุดมทรัพย์)

๑๑. ว่าน ในตระกูลไพล : โดย นพคุณ คุมา ; http://www.magnoliathailand.com/webboard/index.php?topic=0

๑๒. ตะลุยดงว่าน เล่ม 1 โดย เชษฐา พยากรณ์

๑๓. 108 ว่านมหัศจรรย์ เล่ม 2 โดย ส. เปลี่ยนศรี , ศุภกิจ บุตรหงส์

๑๔. สารานุกรมสมุนไพร โดย วุฒิ วุฒิธรรมเวช

๑๕. ว่านอะไรค่ะ โดย lois และ nobile_nok : http://www.magnoliathailand.com/webboard/index.php?topic=10223.msg283141#msg283141

๑๖. สารานุกรมพืชในประเทศไทย เรื่อง กำลังช้างสาร http://web3.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsLinkno=1092&words=%A1%D3%C5%D1%A7%AA%E9%D2%A7%CA%D2%C3&typeword=word

๑๗. หิรัญญิการ์ : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=endless9&month=01-2009&date=30&group=13&gblog=9

๑๘. สักไพรดำกับหลวงปู่เณรครับ โดย ธรรมปุ้ย http://www.jomvet.com/forum/index.php?topic=0

๑๙. “คู่มือดูว่าน” ของสมาคมว่านแห่งประเทศไทย โดย นายโอภาส ขอบเขตต์ และ หล่อ ขันแก้ว

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

ว่านที่เรียกว่าไพล (ตอนที่ ๒)

บรรยายลักษณะ “ว่านไพลขาวไพลดำ” ตามตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด โดย พยอม วิไลรัตน์

๔. ว่านไพลขาวไพลดำ(๒) ต้นนี้ตรงกับต้นในตำรา ของ พยอม วิไลรัตน์ ในสำนวนนั้นระบุว่า เป็นได้ทั้งสองต้นขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมในการปลูก คือเป็นได้ทั้งไพลขาว และไพลดำ ภายหลังพบว่าต้นนี้มีอยู่จริง เป็นชนิดที่ถ้าย้ายสถานที่ปลูกแล้ว ต้นจะกลายไปจนชนิดว่าอาจเข้าใจผิดว่าเป็นคนละต้นกันเลยทีเดียว จากที่ปลูกในที่แห้งกลางแดดสีต้นสีเนื้อในหัวจะเป็นสีขาว เมื่อย้ายไปปลูกในที่ร่ม ที่มีความชุ่มชื้นสูง ทั้งต้นและหัวจะเป็นสีคล้ำดำจนเห็นได้ชัด และเพื่อป้องกันการสับสนจะขอเรียกแยกต้นไปเลยว่า “ว่านไพลขาวไพลดำ”

ว่านไพลขาวไพลดำ : Zingiber kerrii Craib. หรือ ขิงดา โดย ชื่อวิทยาศาสตร์นี้ มีระบุไว้ในส่วนของว่านไพรขาว ตามตำราของ นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ

ต้นนี้ทางพฤกษศาสตร์เรียกว่า Zingiber kerrii Craib. ชื่อท้องถิ่นว่า ขิงดา หรือขิงแมงดาเนื่องจากมีกลิ่นฉุนมาก ต่างจากไพลขาว(เฉยๆ)ตรงดอกเป็นช่อลอยขึ้นจากพื้นดินครับ  ต้นนี้ถ้าขึ้นกลางแจ้ง จะสีมีนวลพลายปรอททั้งต้นและใบ แต่ถ้าขึ้นที่ร่มครึ้ม ทั้งต้นและใบจะมีสีเขียวเข้มไม่มีนวล ถ้าใครจะหาว่านไพลขาว ที่มีพลายปรอททั้งต้นและใบ ก็คือต้นนี้นั้นเอง จุดเด่นอีกอย่างของไพลขาวไพลดำนี้คือ ขอบกลีบเลี้ยงดอกมีสีแดงตั้งแต่ดอกยังอ่อนๆครับ

ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์ : อาจารย์ชั้น หาวิธี

๕. ว่านไพลปลุกเสก(๒-๖) ลักษณะต้น ก้าน ใบ หัวและเนื้อในมีสีเหลืองเหมือนกับไพลธรรมดา แต่พื้นใบมีป้ายขาวเป็นทางคล้ายว่านข่าจืด และหัวมีขนาดเล็กกว่าหัวไพล(๗)เชื่อว่าว่านชนิดนี้คือไพลธรรมดาที่ฤาษีปลุกเสกแล้วเกิดอภินิหารบังเกิดเป็นทางขาวขึ้นที่ใบ นับเป็นของกายสิทธิ์แก้ได้สารพัดโรค ที่เรียกว่ายาวิเศษ ผู้ใดนำมาปลูกไว้จะบังเกิดลาภผล โภคทรัพย์ จะทำการใดๆย่อมสำเร็จโดยทุกประการ ใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆตามอธิษฐาน หากจะใช้ขับภูตผีปีศาจหรือแก้คุณไสยต่างๆให้ใช้หัวฝนกันน้ำสุราทั้งกินและทา ถ้าจะให้แคล้วคลาดให้นำหัวพกติดตัวและเสกด้วย “อิติปิโส จนถึงภควาติ” ๓ จบเสียก่อน(๕)

รูปไพลปลุกเสก จากหนังสือ ตะลุยดงว่าน เล่ม 1 โดย เชษฐา พยากรณ์(๑๒)

ถ้าจะให้คงกระพันให้เสกหัวกินด้วย “นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะพะกะสะ” ๓ จบ(๔) หรือใช้หัวตำกินกับเหล้าเสกด้วย “กอออนออะ นะอะกะอัง” ๑๐๘ ครั้ง ถ้าจะแก้คุณไสยให้เสกด้วย กรณียเมตตสูตร คือ “เมตตัญจะสัพพโรกัสมิง มานะ สัมภาวะเย อะปริมานัง อัทธังอะโท จริยันจะ อะสัมภาทัง อะเวรัง อัสสะปัตตัง ติจถันจะรัง นิสินโนวา สะยาโนวา ยาวะตัสสะฯ” ๙ ครั้ง เอาหัวตำให้ละเอียด ละลายกับน้ำฝนทาตามตัว และคั้นน้ำให้กิน(๓) ว่านนี้บางตำรากล่าวว่าสรรพคุณนั้นดีกว่าไพลดำเสียอีก(๒)  อนึ่งก่อนจะทำการรักษาโรคใดๆให้ทำการจุดูธูปเทียนบูชาระลึกถึงพระฤาษีที่ประสิทธิ์ว่านยานี้ก่อน(๕)

โดยข้างต้นเป็นคาถาจากตำราเดิม คัดลอกตัวต่อตัวไม่ได้แก้ไข หากจะใช้คาถาเต็มตามตำราที่ชำระแล้วตัวคาถาจะมีดังนี้

“เมตตัญจะ สัพพะโลกัส๎มิง       มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง,
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ           อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง.
ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา             สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ,
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ            พ๎รัห๎มะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ.
ทิฎฐิญจะ อะนุปะคัมมะ             สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน,
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง                 นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ.ฯ”

ชื่อที่เรียกอื่น ว่านฤาษีสร้าง ว่านไพลเสก ว่านไพลด่าง(๖)

ไพลปลุกเสก :  พืชตระกูลไพลนี้ลักษณะเด่นคือ ดอกแทงออกจากหัวใต้ดิน ใบมักทำมุม ๙๐ องศากับลำต้น(๑๑)

ว่านชนิดนี้แต่โบราณนับถือและตีค่าไว้มาก แต่ไม่ค่อยจะดัง หรือเป็นที่กล่าวขานเท่าว่านไพรดำสักเท่าไรนัก อาจจะเป็นเพราะชื่อมิได้เข้าคู่ผูกไว้กับเหล็กไหลก็เป็นได้ เป็นหนึ่งในว่านที่อยากจะแนะนำให้หามาไว้ติดบ้านครับ

ว่านข่าจืด Alpinia vittata Bull. : มองผิวเผินคล้ายว่านไพลปลุกเสก จุดตัดอยู่ที่หัวว่านข่าจืดหัวจะเป็นแบบหัวข่า ดอกออกที่ยอด และใบทำมุมกับต้นราวๆ ๓๐-๔๕ องศา

อนึ่งผู้อ่านพึงทราบว่าวิชาโบราณนั้นหากจะเรียนกันจริงๆ ต้องมีการครอบครู ต้องมีการยกครูเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว เพราะคาถาหรือเคล็ดบางอย่างจะมีการบังกันไว้ ให้เฉพาะศิษย์ที่ยกครูเรียนอย่างถูกต้องเท่านั้น เพื่อรักษาความดีงามและความบริสุทธิ์ของวิชาเอาไว้มิให้ผู้ทุศีลนำไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนจนทำลายคุณค่าของวิชา ดังนั้นเราจึงจะพบว่าในตำราโบราณ สมุดข่อย ปั๊บสา มักจะมีการบังวิชา มีการลงวิชาไม่ครบ (ผู้รู้บางท่านชี้แจงว่า ตำเราเขาเอาไว้กันลืม ดังนั้นอะไรที่เขารู้ๆกันอยู่แล้ว หรือไม่ลืมเขาก็ไม่ลงกัน) แม้แต่ในตำราว่านเอง ผู้เขียนก็พบว่าคาถาบางบทก็ขาดหายไป หรือบางทีก็พบว่ามีอักขระคลาดเคลื่อนไป ทั้งนี้คงเป็นเพราะ

๑)ความคลาดเคลื่อนผิดพลาดจากการคัดลอกต่อๆกันมา ด้วยเพราะเทคโนโลยีทางการพิมพ์ที่ไม่ทันสมัยเท่ายุคปัจจุบัน และตำราโบราณมักจารเขียนด้วยตัวธรรม/ตัวขอมจึงเกิดความผิดพลาดในการคัดลอกง่ายๆ

๒)อาจเกิดจากการบังวิชาเอาไว้

๓)เป็นวิชาสายนั้นๆเองซึ่งพบไม่น้อยเหมือนกันโดยเฉพาะสายที่เน้นแรงครูเป็นหลัก

๔)ตั้งใจให้ผิดเพื่อเป็นเคล็ดวิชา เช่น บทสัพพาสี ตอนท้ายของบท “…ปะริตตันตัมภะณามะ เห” เป็น ภะณามะ หายฯ เป็นต้น

ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่าคาถาบางบทนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเห็นว่าใช้ในทางโทษมิใคร่ได้ จึงได้ตั้งข้อสังเกตและแนะนำเพิ่มเติมจากตำราเดิมไว้ให้เฉพาะคาถาบางอย่างที่เห็นว่าควรเปิดเผยได้ครับ

คำบรรยายลักษณะของ “พระยาไพล” จาก ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด : พยอม วิไลรัตน์

๖. พระยาไพล(๒) พืชนี้ไม่ใช่ว่านแต่จัดเป็นต้นยาวิเศษ ซึ่งหมายถึงพืชที่มีอาถรรพ์หรือสรรพคุณทางยาสูงมาก จึงมักมีการบังเอาไว้และรู้กันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น บางครั้งจะเป็นพืชที่มิวแตนคือกลายพันธุ์ไปจนมีลักษณะพิเศษต่างจากสายพันธุ์ปกติ พืชนั้นจึงมักเป็นหมัน ทำให้เป็นพืชที่มีจำนวนน้อยหรือหายาก บางตัวเป็นพืชที่ใช้ในทางไสยศาสตร์ บางตัวใช้ในการเล่นแร่แปรธาตุ ปัจจุบันพืชพวกนี้จึงแทบเรียกได้ว่าสูญพันธุ์ไปจากสารบบองค์ความรู้ของสยามประเทศไปเสียแล้ว นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ในตำราว่านเก่าทั้ง ๑๒ เล่มนั้นมีเพียงเล่มเดียวที่กล่าวถึงว่านยาวิเศษคือเล่ม ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด ของ พยอม วิไลรัตน์ เท่านั้น

ตามข้อมูลนั้นในสมัยก่อน การสร้างพระพิมพ์นั้นจะต้องแสวงหาเกสรดอกไม้นานาชนิด มาบดผสมกับว่านและแร่ธาตุสำคัญ แล้วยังต้องนำพฤกษาชาติอันเป็นโอสถที่สำคัญมาผสมเป็นพระพิมพ์ด้วย(๑๐)  ซึ่งพฤกษาวิเศษ หรือต้นยาวิเศษนี้มีด้วยกันประมาณ ๔๗ ชนิด(๒) ซึ่งจะได้ทยอยๆกล่าวในภายหลังครับ

ลักษณะของพระยาไพล คือ “ต้นดังเคลือสะบ้าเหล็ก ลูกดังลูกกะลิงปิง ใบดังใบท้าวยายม่อม ยานี้ใช้กินเป็นอายุวัฒนะ” อ่านแล้วงงดีไหมครับ การแกะตำราต้นยาวิเศษนั้นต้องถอดรหัสหลายชั้นมาก รหัสแรกคือภาษา ซึ่งเป็นภาษาโบราณ เด็กยุคใหม่ที่ไม่คุ้นเคยไม่ได้คลุกคลีกับคนโบราณคือผู้เฒ่าผู้แก่ตามชนบทก็เมินข้อนี้ไปได้เลย รหัสต่อมาคือการเทียบเคียง อย่าง “ลูกดังกะลิงปิง” คนรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักลูกตะลิงปิงมาถึงตรงนี้ก็จบข่าวครับ ไปต่อไม่ได้แน่นอน ไม่งั้นก็ต้องไปเสียเวลาค้นต่ออีก ซึ่งจะค้นถูกตัวหรือไม่ก็ว่ากันอีกที รหัสต่อมาคือชนิดไหนกันแน่ที่พูดถึง อย่าง “ท้าวยายม่อม” ก็มีสองอย่าง อย่างหนึ่งคือไม้หัวพวกหัวบุก อีกอย่างหนึ่งคือไม้ต้น นอกจากนั้นก็มีรหัสบัง มีการซ่อนกลชื่อพ้องชื่อคล้าย ชื่อกล หรืออื่นๆ อย่าง “น้ำประสานทอง” กับ “ทองน้ำประสาน” ในเครื่องยาจินดามณี ผู้รู้บางท่านก็กล่าวว่าเป็นคนละตัวกัน เป็นต้น

ผู้เขียนลองค้นคว้าถอดรหัสดู จึงได้ตั้งข้อสังเกตว่า ต้นที่ตรงกับบรรยายข้างต้นมากที่สุดก็คือ ต้นที่เรียกในปัจจุบันว่า “ต้นกำลังช้างสาร” ซึ่งมันพ้องกับคำว่า “พระยาไพร” ซึ่งช้างคือพระยาแห่งพงศ์ไพรนั่นเอง…

ต้นกำลังช้างสาร(๑๖, ๑๗) Beaumontia murtonii Craib ชื่ออื่น : เครือง้วนเห็น (อุตรดิตถ์), เถาจักรลาช (ประจวบคีรีขันธ์), ศาลาน่อง (อุดรธานี), ไส้ตันใหญ่ (ปราจีนบุรี)

พืชชนิดนี้คือพืชกลุ่มหิรัญญิการ์ ซึ่งมีลักษณะผลดังลูกแตงกวาหรือคล้ายลูกตะลิงปิง เป็นพืชเถาไม้เลื้อย คือพืชจำพวกเครือ ใบมีลายเส้นใบคล้ายๆกับ ใบท้าวยายม่อมคือใบแบบพืชใบเลี้ยงคู่ แต่เท่าที่พบเห็นไม่ได้เรียวยาวแคบขนาดเท้ายายม่อม(อาจจะมีชนิดที่ใบแคบก็ได้ ถ้ามีจริงก็ตรงตำราเป๊ะ)

ที่สำคัญ สรรพคุณ : เมล็ด ใช้เมล็ด นำมาปรุงเป็นยาบำรุงหัวใจ และกำลัง แต่มีความเป็นพิษด้วย หากใช้เกินขนาดอาจเสียชีวิตได้(๑๗) เป็นการตั้งข้อสังเกตไว้นะครับ ซึ่งผู้รู้ท่านใดทราบต้นที่ตรงกว่านี้ผมก็น้อมรับในเหตุผลครับ

โปรดติดตามตอนที่ ๓…

อรรถวัติ กบิลว่าน

ทีมงาน: ssbedu.com สร้างสรรค์โลกแห่งการศึกษาในยุคอนาคตเพื่อคนในอนาคต…

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 2 คะแนนเฉลี่ย: 3.5]