ว่านกลุ่ม Eucharis grandiflora (กวัก. และมหาโชค) (ตอนที่ ๑)

ว่านที่จัดเป็นไม้ใบ หรือไม้ประดับที่เล่นกันในยุคหลังๆแล้วนั้นมีอยู่กลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจและมักจะมีการเล่นหาสลับชื่อกันบ้าง สลับต้นกันบ้าง ด้วยลักษณะทางภายนอกที่ยากแก่การแยกแยะ เว้นแต่ผู้นั้นจะมีครบทุกต้นแล้วปลูกเทียบดู(พร้อมทำป้ายให้ชัดเจน) ก็พอจะเกิดความชำนาญในการแยกแยะได้ แต่อย่างไรว่านกลุ่มนี้ที่แนะนำอย่างยิ่งคือจะขาดป้ายไม่ได้ เพราะบางคราวบางจังหวะเขาจะหน้าตาเหมือนๆกันเอามากๆ จนบางทีเจ้าของเองอาจจะงงเอาได้

ว่านตัวนี้ในทางพฤกษศาสตร์จัดว่าเป็นชนิดเดียวกันทั้งหมด หลักการเดียวกับพริก ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู หรือพริกชี้ฟ้า ฝรั่งจัดเป็นชนิดเดียวกันหมด ในทางพฤกษศาสตร์นอกจากจะจำแนกกลุ่มจากลักษณะโดยรวมแล้ว จะตัดประเภทกันที่ดอก ฝรั่งมักใช้ใช้ดอกเป็นหลักในการแยกประเภท ซึ่งว่านกลุ่มนี้ดอกมีลักษณะคล้ายคลึงกันครับ สำหรับคนไทยจะแยกละเอียดกว่าเพราะแยกจากลักษณะต่างๆที่ต่างกันเล็กน้อย ตลอดจนแยกไปถึงการใช้ประโยชน์ในทางความเชื่อกันเลยทีเดียว

ว่านในกลุ่มนี้เป็นกลุ่ม Amazon Lily  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eucharis grandiflora  มีด้วยกัน ๔ ชื่อคือ

  • กวักนางพญาใหญ่
  • กวักนางพญามหาเศรษฐี
  • กวักพุทธเจ้าหลวง
  • มหาโชค (นางมาควดี)

๑) ว่าน “กวักนางพญาใหญ่” มีกล่าวในตำราว่านเก่า ได้แก่

  • “ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น หน้า ๒
  • “กบิลว่าน ๑๐๘” โดย สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร หน้า ๑๔

กวักนางพญาใหญ่ ต้นจะโตที่สุดในกลุ่ม ก้านใบยาวกว่าตัวอื่นๆ

ตามตำราได้บรรยายลักษณะโดยรวมว่า ใบสีเขียวจัด เป็นมันคล้ายใบผักตบชวา แต่มีขนาดใหญ่กว่าใบผักตบชวามาก ช่อก้านเขียวเป็นมัน อาจยาวได้ถึง ๑ เมตร ดอกมีสีขาว หัวคล้ายหัวหอมใหญ่ สรรพคุณ เลี้ยงไว้ทำให้เกิดโชคลาภ เป็นศิริมงคล เมตตามหานิยม ว่านนี้ มีอีกชื่อคือ “กวักนกกระยาง”

ขนาดของใบกวักนางพญาใหญ่เมื่อเทียบกับมือ (ยังใหญ่ได้กว่านี้)

ต้นนี้ความจริงเป็นไม้เมืองนอกแต่เข้ามาในประเทศไทยนานแล้ว การที่ใบมีสีเขียว และเป็นพืชอวบน้ำ เมื่อให้น้ำตลอดจะไม่ลงหัว เมื่อปลูกไว้จะดูสดชื่นมีสง่าราศี ความเชื่อที่บ่มเพาะกันเป็นเวลานาน จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ไม้นอกตัวนี้เลื่อนเข้าสู่ชั้น “ว่าน” โดยปริยาย เพราะความจริง คำว่าว่านที่นำหน้าต้นไม้นั้น เป็นการให้ยศให้ตำแหน่งพืชที่มีความพิเศษโดดเด่นบางประการ บ้างก็ในทางความเชื่อ บ้างก็ในทางยา นี่คือลูกเล่นและความแยบคายของโบราณเขาครับ

ใบที่มีขนาดใหญ่จนเบียดให้หูใบชิดของกวักนางพญาใหญ่

ว่านชนิดนี้ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบดอกมี ๖ กลีบลักษณะเด่นชัดที่แยกว่านตัวนี้คือ ต้นจะมีขนาดใหญ่สุดในกลุ่ม โดยการแยกนั้นควรแยกที่การปลูกอย่างน้อยแล้ว ๒ ปีขึ้นไปจึงจะแยกได้ชัดเจน ใบของกวักนางพญาใหญ่จะมีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ ในขณะที่ต้นอื่นๆจะเล็กกว่าฝ่ามือ และใบของกวักนางพญาใหญ่จะมีขนาดใหญ่จนทำให้หูใบชิดกัน และด้วยใบที่ใหญ่นี้เอง จึงมองดูคล้ายกับปีกนกกระยาง จึงได้มีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “กวักนกกระยาง” และถึงแม้ตำราจะบอกว่าใบสีเขียวจัดก็ตาม แต่กวักนางพญาใหญ่นี้สีเข้มไม่สู้มหาโชคหรือกวักนางพญาเล็ก สีใบจะดูเขียวด้านๆไม่เขียวและมันเท่าตัวอื่น

๒) กวักนางพญามหาเศรษฐี หรือกวักนางพญาเล็ก หรือกวักใบพลู ว่านนี้มีกล่าวในตำราของ

  • “ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน” โดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ หน้า ๑๗๙ เรียก ว่านนางกวัก
  • “ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น หน้า ๒-๓ เรียก กวักนางพญาเล็ก หรือ กวักใบพลู
  • “กบิลว่าน ๑๐๘” โดย สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร หน้า ๑๓ เรียก ว่านสมเด็จนางพญามหาเศรษฐี

ในตำราบรรยายโดยรวมว่า เป็นว่านหายากมากอีกชนิดหนึ่ง  มีในป่าทางภาคเหนือ  เข้าใจว่านิยมเล่นกันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททอง  เพราะเมื่อท่านดำรงตำแหน่งเจ้าพระยากลาโหมนั้นได้นิยมเล่นว่านต่าง ๆ มาก  พอได้ทรงครองราชย์พวกข้าราชการและขุนนางทั่วไปจึงนิยมตามอย่างพระมหากษัตริย์ไปด้วยทั่วกัน  จึงเป็นระยะที่ว่านถูกสืบเสาะหามาเลี้ยงมากมาย

ลักษณะ  หัวคล้ายหัวกระเทียม  แต่หัวโตกว่าลำต้นและใบคล้ายขมิ้นอ้อย  สีเขียวเข้มและมีเส้นใยมาก  แต่มีครีบตามใบและตามลำต้นเป็นสีแดงหม่น ๆ  เมื่อยอดแตกออกมาจะมีสีแดง ใบม้วนลงเข้าหาลำต้น  ตอนกลางใบขอบหยุกหยิกเป็นครีบเล็กน้อย  ก้านใบเป็นร่อง  ดอกมีสีขาว

กวักนางพญามหาเศรษฐีก้านสั้น ใบพลิ้ว หน้าใบและฟอร์มทั้งต้นมีขนาดเล็กกว่ากวักนางพญาใหญ่มาก

ประโยชน์  เมื่อพบว่านนี้แล้ว  ต้องทำกระทงสามมุม  ใส่เหล้า  ข้าว  เนื้อปลา  หมาก ๓ คำ  พลีกรรมเสียก่อน  แล้วเศกคาถา “นะโมพุทธายะ” ๓ ถึง ๗ คาบทำน้ำพรมให้ทั่วรอบต้น  แล้วจึงขุดเอาหัวมาแกะเป็นรูปนางกวัก  และเมื่อแกะเสร็จแล้ว  ต้องการจะปลุกเศกรูปให้มีอิทธิฤทธิ์ขลังศักดิ์สิทธิ์แล้ว  จะต้องถือศีล ๕ ศีล ๘ ถือเป็นความสุจริตทำน้ำมนต์ด้วยคาถา “อิติปิโสภควาถึงภควาติ” เสีย ๗ คาบ ชำระตัวให้สะอาดบริสุทธิ์ดีเสียก่อน ๓ วัน  แล้วจึงเข้าพิธีปลุกเศกในพระอุโบสถด้วยคาถา “นะโมพุทธายะ” ๑๐๘ คาบ  เสร็จแล้วจึงนำเอาหัวว่านที่แกะเป็นรูปนางกวักนั้นมาตั้งบูชาไว้ในที่สูงภายในหน้าร้านค้า  จะทำให้ขายสินค้าต่าง ๆ ได้ง่ายดาย

ถ้าจะทำให้เกิดเสน่ห์มหานิยมแก่ตนให้เอาหัวว่านมาฝนทาหน้าทาตัว  แล้วเศกด้วย “นะโมพุทธายะ” ๑๐๘ คาบเหมือนกัน  ถ้าจะทำให้เป็นล่องหนหายตัวได้ให้เอาหัวว่านมาห่อด้วยผ้าเช็ดหน้า  แล้วเอาโพกหัว  จะทำให้เป็นผู้ล่องหนหายตัว  ไม่มีใครแลเห็นได้ด้วยอำนาจว่านนั้นปิดบังเอง  ปรารถนาสิ่งหนึ่งประการใด  ก็มักจะได้สมปรารถนาทุกสิ่งทุกประการเลย ว่านนี้ยังมีอำนาจบังตามิให้พูดบอกใครว่า  พบเห็นตัวเราที่ไหนต่อไหนอีกด้วย

เพียงเอาว่านนี้ปลูกไว้ในร้านขายของ  ก็อาจสามารถเป็นเสน่ห์ชักจูงให้มีคนเข้ามาอุดหนุนในร้านนั้น ๆ วันละมาก ๆ เสมอ

* คำบรรยายข้างต้นทำให้เกิดการตีความและแยกพืชได้เป็นสองต้น คือ

๑. ว่านนางกวักต้นขมิ้น ซึ่งในภายหลังเรียกกันว่า “ปัดตลอดตัวผู้” ซึ่งต้นนี้จะใช้เป็นเครื่องยาในการเขียนผงพุทธคุณ

๒. ว่านนางกวักต้นหัวหอม หรือกวักนางพญามหาเศรษฐี ซึ่งเป็นต้นที่ทาง อ.ชุม ไชยคีรี แห่งสำนักกุญแจไสยศาสตร์ใช้ผสมในน้ำมันโสฬส

ขนาดของใบที่ฝ่ามือปิดได้มิดของกวักนางพญาเล็ก หรือกวักนางพญามหาเศรษฐี

ว่านนี้โดยทั่วไปคล้ายกวักนางพญาใหญ่มากเพียงแต่ใบมีขนาดเล็กและก้านสั้นกว่า นอกนั้นดูเหมือนกันหมดแทบแยกไม่ออก

การปลูก  ว่านนี้ปลูกยากอยู่สักหน่อย  เพราะจะต้องเอาใจใส่ตรวจตราระวังมิให้มีสิ่งโสโครกสกปรก  หรือลามกเข้าไปใกล้กรายได้จึงจะดี  เวลาจะรดน้ำต้องเศกด้วย “นะโมพุทธายะ” เสีย ๓ ครั้งก่อน  และว่าตามด้วย “อิติปิโสภควาถึงภควาติ” อีก ๓ ครั้งด้วยเสมอไป  แล้วจึงรดน้ำได้  ดินที่ใช้ปลูกต้องเอาดินกลางแจ้งเป็นดินร่วนปนทราย  ไม่มีสิ่งปฏิกูลอย่างใดเจือปน    และถ้าใช้ดินเผาไฟแล้วเอามาทุบให้แตกได้ก็จะดีมาก

กวักนางพญามหาเศรษฐีชนิดขอบใบไม่ค่อยพลิ้ว(หายากกว่า) ตัวนี้เองที่อาจเรียกว่า “กวักใบพลู”

ว่านนี้ถ้าเทียบชั้นตามความเชื่อแล้วถือว่าเอกอุกว่ากวักนางพญาใหญ่ แต่ประเด็นคือว่านนี้ต้องตั้งใจปลูกและทำวิชาให้ถึง จึงจะเป็นไปดังฝอยที่บรรยายเอาไว้ เรียกกันว่าแล้วแต่คนเลี้ยงมากกว่า หรือแล้วแต่วาสนาของคนเลี้ยงก็ไม่เชิง เพราะแปลกแต่จริงว่านกลุ่มนี้มักมีประสบการณ์การถูกหวยรวยเบอร์ช่วงว่านออกดอกกันเสมอๆ และว่านต้นนี้เป็นว่านสำคัญตัวหนึ่งในการทำ “น้ำมันว่านโสฬส” ของอาจารย์ชุม ไชยคีรี สำนักกุญแจไสยศาสตร์ (สายวิชาเขาอ้อ)ครับ การแยกนอกจากเทียบขนาดแล้วอาจดูความมันของใบที่จะมันกว่ากวักนางพญาใหญ่ แต่ใบไม่ดูหนาและแข็งเท่ามหาโชค คือขอบใบจะพลิ้วกว่า แต่ก็มีอีกต้นที่ขอบใบไม่พลิ้วซึ่งหายากกว่า และต้นนี้เองที่น่าจะเรียกแยกไปว่า “กวักใบพลู”

โปรดติดตามตอนที่ ๒

อรรถวัติ กบิลว่าน

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

๐๐๒ การสัพเพอาหาร และการถวายข้าวพระฯ โดยพิศดาร

หลักการโดยทั่วไป 

ประเพณีนิยมของไทยโบราณประการหนึ่งคือการถวายข้าวพระพุทธ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อพระมหากรุณาที่พระพุทธองค์ทรงโปรดสอน มรรค ผล นิพพานให้แก่ผู้ที่ยังข้องอยู่ในวัฏสงสาร อีกประการหนึ่งยังถือได้ว่าเป็นพุทธานุสติกรรมฐาน ซึ่งโบราณจารย์(หลวงปู่ดู่ วัดสะแก)ท่านกล่าวว่า “ใส่บาตรจนขันลงหินทะลุ ยังได้บุญไม่เท่าภาวนาจนเห็นแสงเท่าก้านไม้ขีด”(แปลว่าผลขอทานไม่สู้ผลของกรรมฐาน) และถือว่าเป็นฌานด้วย เพราะจิตเราห่วงอยู่เสมอว่า วันพรุ่งนี้เราจะเอาอะไรถวาย ตัวคิดในกุศลตัวนี้หากตัวทรงตัวก็เป็นฌาน อันนี้เป็นการปฏิบัติกรรมฐานในพุทธานุสสติกรรมฐาน(หลวงพ่อพระราชพรหมญาน วัดท่าซุง)

เทปคำสอนเกี่ยวกับการสัพเพอาหาร โดย หลวงตาม้า วัดถ้ำเมืองนะ

ก่อนทานอาหารนั้น หลวงตาม้า วัดถ้ำเมืองนะ ท่านแนะนำให้ ส่งวิญญาณให้บรรดาสัตว์ตายเหล่านั้นที่ต้องตกมาเป็นอาหารของเรา ให้ทำจนเป็นนิสัย แม้แต่บะหมี่หมูสับ น้ำปลา หรือของเล็กของน้อยก็ให้สัพเพฯส่งวิญญาณด้วย หลวงตาบอกว่าเนื้อไม่ว่าชิ้นเล็กชิ้นน้อย จะเป็นชิ้นหรือเป็นน้ำก็มีกระแสเชื่อมโยงถึงวิญญาณเจ้าของธาตุนั้นได้ ส่งให้เนื้อ กระแสบุญจะส่งถึงวิญญาณเอง คนที่ชอบทานมังสวิรัติ นอกจากไม่ทานเนื้อแล้วน่าจะทรงวิชานี้ด้วย

โดยให้โน้มจิตกลั่นอาหารให้เป็นของทิพย์ให้มีความใสสว่างดังแก้วมณีโชติ แล้วขึ้นไปกราบขอขมาพระฯ แล้วน้อมถวายภัตตาหารทิพย์นั้นแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามแบบอย่างที่หลวงปู่ดู่ท่านแนะนำ(หากยังขึ้นไปไม่ได้ให้นึกถึงหลวงปู่ดู่ก่อน ขอให้หลวงปู่ดู่นิมิตพาไป แล้วนึกน้อมเอาตาม) การทำเช่นนี้เป็นประจำขึ้นชื่อว่าได้ทำจาคานุสติกรรมฐาน พุทธานุสติกรรมฐาน ธรรมมานสติกรรมฐาน และสังฆานุสติกรรมฐาน ซึ่งจะทำให้เกิดผลบุญหลายประการตามมา แล้วอย่าลืมส่งผลบุญนี้ อุทิศบุญกลับไปให้แก่บรรดาสรรพสัตว์และผู้เกี่ยวข้องกับอาหารทั้งหลาย ไม่ว่าจะคนปรุง คนฆ่า หรือคนปลูก คนซื้อมาให้ ผู้เกี่ยวพันเกี่ยวข้องทั้งหมด ตลอดจนสายใยอาหารทั้งหมดทั้งมวลด้วย โดยประโยชน์คือ

  • ตัดเวรกรรมจากความอาฆาต
  • เป็นกรรมฐานหลายกอง 
  • บุญบังเกิดถึงผู้เกี่ยวข้องกับอาหารทั้งปวง
  • อาหารมีรสอร่อยขึ้น

ตัวอย่างวิธีการ(สามารถปรับปรุงได้ตามจริตครับ)

1. โน้มจิตเข้าสมาธิตามวิธีการที่ถนัดให้ได้สูงสุดตามกำลัง และเวลาอำนวย

2. ถอยจิตกลับมาที่อุปจารสมาธิให้จิตใจเบาสบาย (สภาวะที่คิดได้) อธิษฐานนึกถึงคุณพระรัตนตรัย

3. สัพเพฯ เพื่อแผ่เมตตาอุทิศบุญ โดยอาศัยบุญของพระฯ ให้แก่สรรพสัตว์ที่ตายไปและมาเป็นอาหารของเรา โดยเป็นการปรับภูมิ ตัดอาฆาต

4. โน้มกลั่นเนรมิตอาหารหยาบทั้งหลายให้ใสดั่งแก้วประกายพฤกษ์ (ทริคในการเพิ่มมูลค่า ของของที่นำมาถวาย)

5. โน้มนำอาหารทิพย์นั้นถวายโดยตรงต่อพระพุทธ พระธรรม พร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งหลาย อาจกล่าวเป็นบาลี เพื่อ อนุรักษ์ขนบธรรมเนียมโบราณ ว่า อิมัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โภชะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ธรรมัสสะ สังฆัสสะ ปูเชมิ (ข้าพเจ้าขอบูชาด้วยโภชนะข้าวสาลี พร้อมด้วยแกงกับ และน้ำอันประเสริฐนี้แด่พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า)

6. อุทิศบุญอันเนื่องด้วยการถวายภัตตาหารทิพย์ ให้แก่ ผู้เกี่ยวพันเกี่ยวข้องกับอาหารทั้งหลาย สายใยอาหารทั้งหมดทั้งมวล ด้วยการโน้มนำพระไตรรัตนบารมี ด้วยบทสัพเพว่า สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา พะลัป ปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพลัง อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ (เป็นการแผ่เมตตาอุทิศบุญอีกเป็นครั้งที่ ๒)

7. กล่าวคำลาข้าวพระพุทธ ด้วยคำลาข้าวพระพุทธ ว่า เสสัง มังคะลัง ยาจามิฯ (ข้าพเจ้าขอคืนเศษอันเป็นมงคลนี้ ข้าพเจ้าขอภัตต์ที่เหลือที่เป็นมงคลด้วยเถิด)

8. รับประทานอาหารด้วยความสำรวม นึกกล่าวคำพิจารณาอาหาร “อาหารนี้ ข้าพเจ้าจะรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ให้มีชีวิตอยู่เพื่อกระทำความดี เพื่อปฏิบัติธรรมะ จะไม่รับประทานเพื่อบำรุงกิเลสตัณหา อุปาทาน ขอให้ผู้บริจาคทุกท่าน ผู้บริการทุกท่านและผู้รับประทานทุกท่าน จงมีอายุ วัณณะ สุขุ พละ ปราศจากโรคภัยอันตรายทั้งปวง เทอญ ..” (สามารถเพิ่มเติมการพิจารณาไปถึงอาหาเรปฏิกูลสัญญาได้ด้วย)

9. ตักอาหารมาแต่พอเพียง และทานอาหารอย่างรู้คุณค่าไม่ทิ้งไม่ขว้าง พึงระลึกเสมอว่า “ในขณะที่เราทานอาหารโดยสมบูรณ์พอเพียงอยู่นี้ ยังมีอีกลายคนในโลกที่กำลังอดอยากหิวโหย และอาจจะกำลังอดตาย…”

ภัตร แม้ดูหยาบ หากใจใสบริสุทธิ์ อธิษฐานให้ภัตร นั้นเป็นแก้วแล้วถวายฯ อานิสงส์ก็มากขึ้นตาม

โดยสรุป 

การถวายข้าวพระพุทธ สามารถกระทำได้ทุกครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร…แม้ในที่ทำงาน เพียงแต่อย่าทำให้โดดเด่นนักเมื่ออาหารอยู่ต่อหน้า ก็ทำความ “สงบใจ” “ตั้งจิต” น้อมถวายข้าวพระ ชั่วอึดใจ…ก็กำหนดจิตลาข้าวพระ แล้วเริ่มรับประทานอาหาร โดยอาจไม่ต้องพนมมือให้เป็นที่สังเกต คนเขาไม่รู้ ปรามาสเอาจะเป็นโทษต่อเขาได้

ทริคเพิ่มเติม

อาจทำการขอบารมีพระฯโน้มจิตแยกอาหารให้มีจำนวนมากมาย แล้วอัญเชิญภพภูมิทั้งหลาย ตลอดจนสัมภเวสีทั้งหลาย เปรตอสุรกายทั้งหลาย ฯลฯ ให้มาร่วมรับประทานอาหารทิพย์ด้วยกัน โดยถือเป็นกุศโลบายหนึ่งในการครอบวิมาน เพียงแต่เปลี่ยนรูปจากวิมานเป็นอาหารทิพย์ เนื่องจาก ภพภูมิบางภพภูมิ ก็ไม่ได้ต้องการวิมาน เพราะปัญญายังไม่ถึง โมหะยังบังตา ครอบวิมานไปก็หลุดหายไปง่ายๆ ถ้าให้พลังงานบุญในรูปแบบอย่างอื่น ก็จะเป็นที่ชอบใจ ตรงกับความต้องการมากกว่า….

** วิธีการแบบนี้ สมัยโบราณก็มีปฏิบัติกัน อย่างเช่น เมื่อต้องเดินทางรอนแรมไปในที่ห่างไกล เวลาเข้าป่าเข้าเขา ก่อนทานอาหาร ก็จะตักข้าวพร้อมกับข้าวประมาณคำหนึ่ง ปูใบตองวางไว้ ทางทีก็เสริมด้วยเหล้าจอกหนึ่ง จุดธูป 1 ดอกบอกกล่าว เป็นการเซ่นสรวง แสดงความเคารพ และแสดงเมตตาจิต ต่อเจ้าที่เจ้าทาง ตลอดจนสัมภเวสีทั้งหลาย โบราณท่านสอนให้เป็นคนอ่อนน้อม และเมตตาต่อทุกผู้ทั้งที่เห็นตัวตนและไม่เห็นตัวตนก็ตาม…(บางทีไม่สะดวกก็เอ่ยปากเรียกกินอาหารพร้อมๆกันด้วยเสียดื้อๆก็ได้)

อนึ่งวิธีเรียกภพภูมิหรือเทวดามาร่วมทานอาหารนี้เป็นวิธีที่ หลวงพอดำ จันทาโภ วัดท่ายาง จ.นครศรีธรรมราช (ศิษย์พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์) ท่านปฏิบัติอยู่เป็นนิจเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของจิต จากการช่วยเหลือของเทพเทวดา (ในทางกรรมฐานถือเป็นเทวตานุสสติ)

อนึ่งหากแม้นนึกออกในช่วงที่ทานข้าวอยู่ แม้จะทานไปหลายคำแล้ว ก็ให้กล่าวขอขมาพระรัตนตรัย ว่า สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ แล้วถวายข้าวพระพุทธได้ เพราะเราโน้มธาตุทิพย์มิได้นำธาตุหยาบไปถวายครับ อีกประการให้โน้มนึกย้อนเวลาตอนที่ข้าวยังสมบูรณ์ก็ได้ครับ เมื่อทำเป็นประจำแล้ว จะมีสติระลึกได้ก่อนจะทานอาหารเสมอๆเองครับ

เรียบเรียงโดย

หมวดอรรถ

แหล่งข้อมูล
1. หลวงปู่ดู่ สอนเรื่องการจบของทำบุญ-อธิษฐานรับพร เพื่อให้ได้รับบุญ(สบายใจ) หลวงปู่ดู่ สอนเรื่องการจบของทำบุญ-อธิษฐานรับพร เพื่อให้ได้รับบุญ(สบายใจ) โดย Samrotri2517
2. ศรัทธาปฏิบัติ พุทธพรหมปัญโญ ภาคปฐมบท ศรัทธาปฏิบัติ พุทธพรหมปัญโญ ภาคปฐมบท โดย Attawat_Rx
3. การถวายข้าวพระ เข้าสู่ระบบ โดย คุณสิทธิ์
4. อานิสงส์ถวายข้าวพระพุทธรูป �ҹ�ʧ����¢��Ǿ�оط��ٻ โดย พระราชพรหมญาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
5. ถวายข้าวพระพุทธ http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/003829.htm โดย อติ
6. บทสวดพิจารณาอาหารก่อนรับประทาน แสดงกระทู้ – ~ ํ~บทสวดพิจารณาอาหารก่อนรับประทาน~ ํ~ • ลานธรรมจักร โดย Bwitch

7. การสัพเพอาหารโดยพิศดาร สำหรับพุทธภูมิ 

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

ว่านที่เรียกว่าไพล (ตอนที่ ๓ ตอนจบ)

“ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น

๗. ว่านไพรชมพู(๖) ลักษณะลำต้นใบเหมือนไพรธรรมดา หัวเนื้อในสีชมพู กลิ่นฉุนน้อยกว่าไพรธรรมดา สรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ

ว่านไพรชมพู(๑๕) เนื้อในหัวสีชมพูอ่อน ดอกเป็นช่อติดดิน และมีแต้มกระสีชมพู

พืชชนิดนี้เป็นพืชตระกูลไพล ผิดแต่ว่าสีเนื้อในหัวเป็นสีชมพู ที่แพร่หลายทั่วไปเป็นแบบหัวสีชมพูอ่อนๆ พบว่ายังมีอีกต้นที่เนื้อในหัวมีสีชมพูเข้มซึ่งหาได้ยากกว่า เรียกแยกไปว่า “ไพลแดง” ครับ

ว่านไพรป่า(๖,๑๑)

๘. ว่านไพรป่า(๖) ลักษณะลำต้น ใบ เล็กกว่าไพลธรรมดา หัวเล็กกว่า เนื้อในสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นฉุนจัดกว่าไพลธรรมดา เมื่อหักหัวออกจะมีน้ำของหัวซึมออกมามากกกว่าหัวไพลธรรมดา สรรพคุณเป็นแบบพืชพวกไพลคือใช้หัวทุบพอแหลก พอกทาแก้เคล็ด ขัดยอก บวม

ดอกว่านไพรป่า(๑๔) ช่อดอกแก่จะมีแดงจัดกว่าไพรบ้านมองดูคล้ายดอกปุดเพียงแต่ดอกปุดออกดอกติดดิน

จุดเด่นอีกประการของว่านนี้คือสีของช่อดอกที่เมื่อแก่แล้วจะแดงเข้มกว่า ไพลบ้านครับ

ทั้งแปดชนิดข้างต้นคือว่าน/ยาที่เรียกว่า “ไพล” ที่มีกล่าวในตำรับกบิลว่านภาคกลาง ในตำราเก่า ๑๒ เล่ม ซึ่งต่อมาในยุคหลังๆที่วงการว่านเริ่มคึกคัก ก็มีผู้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับว่านต่างๆเพิ่มมากขึ้น บ้างก็เป็นว่านสายพันธ์ไทยที่มีตัวตนจริง คือพบได้ในป่าเมืองไทย ซึ่งตกสำรวจในตำรายุคแรกๆ บ้างก็เป็นว่านเฉพาะท้องถิ่น บ้างก็เป็นว่าน “ข้าตั้งเอง” โดยจับเอาไม้เมืองนอกมาตั้งชื่อว่าเป็นว่านเพื่อหวังผลทางการค้า และบ้างเป็นตัวที่มีการหวงแหนปกปิดกันมากและมาเปิดเผยชัดเจนกันภายหลัง ข้อมูลเกี่ยวกับว่านไพรดำนั้นแยกออกมาเป็นอย่างน้อย ๕ ต้น คือ

๑)ต้นที่เรียกว่าไพลดำ ที่กล่าวตามตำราว่านเก่า คือต้น กระทือดำ : Zingiber ottensii  Valeton. (สาย อ.หล่อ เรียกว่าว่านไพลม่วง) ลักษณะเด่นคือต้นใหญ่กว่าไพลธรรมดากว่าเท่าตัว ต้นนี้เป็นต้นที่แพร่หลายในตลาดว่านยุคปัจจุบันนั่นเอง เนื่องจากขยายพันธ์ได้ง่ายกว่าและเซียนว่านไม่หวงแหนเก็บไว้ เพราะรู้ว่าต้นที่ใช้ทางไสยศาสตร์จริงๆคืออีกต้นหนึ่งนั่นเอง

ไพลดำ(๑๔) Zingiber spectabile Griff. ต้นที่เรียกดากเงาะหรือไพลใจดำ ต้นของหมอ วุฒิ วุฒิธรรมเวช ซึ่งได้จากอุดรธานี

๒)ไพลดำอีกต้นซึ่งเผยแพร่ออกมาอย่างชัดเจนในยุคหลัง หลังจากที่หวงแหนปิดบังกันมานาน ซึ่งตามข้อมูลสรุปได้ว่ามีเล่นกันมานานแล้วแต่ไม่ค่อยมีการเผยแพร่ อาจจะมาก่อนต้น “กระทือดำ”ด้วยซ้ำไป นั่นคือไพรดำชนิดต้นแท้ที่เข้ากับไพลดำในตำนานคู่เหล็กไหล-ไพลดำมากที่สุดที่พอจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ที่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นนิทานจนเกินไป ไพลดำต้นนี้เป็นชนิดต้นเล็ก ขนาดราวๆกับไพลธรรมดาหรือเล็กกว่า(๑๓,๑๔) ทางใต้คือต้นที่เรียกว่าดากเงาะ ทางอีสานคือต้นที่เรียกว่าไพลใจดำ ทางพฤกษศาสตร์คือ Zingiber spectabile Griff. ดังที่กล่าวในข้างต้นแล้ว

ว่านไพลดำ(๑๙) ต้นของ อ.หล่อขันแก้ว จากตำรา “คู่มือดูว่าน” ของสมาคมว่านแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นชนิดต้น ดากเงาะ หรือไพลใจดำนี้นั่นเอง โดยสาย อ.หล่อ ก็มีการเล่นหาไพลดำต้นกระทือดำด้วย โดยท่านเรียกว่า “ว่านไพลม่วง” ครับ

 

รูปไพลดำต้นที่กล่าวใน ๑๐๘ ว่านมหัศจรรย์ เล่ม ๒ โดย ส. เปลี่ยนศรี

ต้นนี้แตกหน่อน้อยมาก มีรากเก็บอาหารพองออกเหมือนกระชาย เนื้อในเหง้าและกระโปกสีดำ กลิ่นทั้งต้นและเหง้าเหมือนไพรบ้าน นิยมนำมาทำเป็นยาสักหรือฝังในร่างกาย ถือว่าทำให้อยู่ยงคงกระพัน ถ้ากินเหง้าจะอยู่คงได้ ๗ วัน แต่ถ้าฝังจะอยู่ได้ตลอด เชื่อกันว่าของแสลงของผู้ฝังไพลดำคือห้ามกินข้าวเหนียวดำและเป็ดเทศ เพราะจะทำให้จืดคือเสื่อม โดยว่านจะสลายตัวซึมออกมาทางผิวหนังเป็นสีดำๆ เล่นหากันในหมู่นักแสวงหาเหล็กไหล จึงมักเรียกคู่กันว่า “เหล็กไหลไพลดำ”(๑๔)

ไพลดำชนิดนี้ลักษณะดอกจริงมีสีขาว เมื่อดอกสีขาวร่วงหล่นแล้วกลีบเลี้ยงดอกจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงแต่ไม่ถึงกับแดงคล้ำแล้วสีจะค่อยๆจางไป ลำต้นของว่านชนิดนี้โตไม่มากกว่าขนาดของแท่งดินสอ ว่านชนิดนี้เมื่อนำหัวมาขีดฝนกับฝาละมีหม้อข้าว เมื่อหุงข้าวแล้วข้าวจะมีสีดำทั้งหม้อตามดั่งตำราโบราณว่า(๑๓)

ต้นนี้ฟอร์มมีทั้งต้นใบใหญ่และใบแคบเล็ก โดยหากอ้างอิงตามตำรา อ.หล่อและ อ. ส.เปลี่ยนสี จะเป็นชนิดใบใหญ่ครับ

๓)ไพลดำต้น “ไพลขาวไพลดำ” Zingiber kerrii Craib. ชื่อท้องถิ่นว่า ขิงดา หรือขิงแมงดา ต้นนี้เดิมทีเข้าใจว่าอาจจะเป็นความคลุมเครือของตำรา แต่ต่อมาพบว่ามีต้นตามบรรยายในตำราของ อ.พยอม วิไลรัตน์ นี้อยู่จริง ทาง อ.เลื่อน กัณหะกาญจนะ เรียกและใส่ชื่อวิทยาศาสตร์ไว้ในส่วนของว่านไพลขาว แต่ไพลขาวที่ลงในบทความนี้ผมขอยึดตามสายของ อ.หล่อ ขันแก้ว ซึ่งเป็นพืชพวกขิงแห้ง เครือเดียวกับไพลชมพู ซึ่งมีลักษณะเด่นคือช่อดอกสั้นติดดินครับ

๔)ยังมีไพลในตำนานอีกต้นหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นพืชอาถรรพ์ ตำนานนิทานเล่าว่าอยู่ทางฝั่งลาวหัวโตดังตุ่มน้ำ มีใบเดียวขึ้นสลับกันไปปีละข้าง ใช้ยางที่มีสีดำในทางอยู่คง หากเอาข้ามลำน้ำโขงมาจะหมดอิทธิฤทธิ์ ด้วยเพราะเป็นคำสาปของพระยาศรีโคตระบอง

๕)ไพลดำอีกต้นอยู่ที่ชัยภูมิเรียกว่า “ไพรดำต้นลุงสัมฤทธิ์”(๑๘) เจ้าของกล่าวว่าเป็นต้นที่เป็นมรดกตกทอดจากตระกูลปลูกต่อๆกันมาถึง ๖ ชั่วอายุคน พิสูจน์โดยใช้ผ้าขาวรูดจับที่ใบ ผ้าขาวก็มีคราบสีดำติด เนื้อในหัวสีดำมาก ใช้เพียงก้านธูปจุ่มลงในผงไพลดำเล็กน้อยแล้วไปจุ่มในน้ำ ทำให้น้ำเปลี่ยนสีคล้ำขึ้นมาได้ เจ้าของกั้นเขตเอาไว้ ห้ามคนเข้าใกล้โดยกล่าวว่าว่านมีฤทธิ์แรงจะตอดทำอันตรายคนได้ ดินที่ปลูกจะมีสีดำจัดและแข็งดังหิน  การกู้ต้องมีวิธีการและฤกษ์ในการกู้เฉพาะ ต้นนี้ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นต้นสายพันธุ์เดียวกับไพลดำต้นวัดเพี๊ยะไซ ซึ่งพิสูจน์โดยนำผ้าขาวมารูดจับใบเช่นเดียวกัน และผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าต้นนี้น่าจะเป็นต้นที่เรียกว่าไพลใจดำ หรือดากเงาะหรือไม่ก็เป็นมิวแตนที่หาได้ยาก และคงเลี้ยงด้วยเทคนิคกรรมวิธีพิเศษจนทำให้มีคุณลักษณะพิเศษขึ้น

ลูกประคำทำจากดินข้างไพรดำ ต้นของปู่ฤาษีไพรดำ

๖)ไพลดำต้นของปู่ฤาษีไพรดำ จ.ชัยภูมิ ผู้บำเพ็ญในแนวโพธิสัตว์ ท่านออกจะปิดตัวสักหน่อย จึงไม่ขอลงรายละเอียดอะไรมากถือว่าเป็นไพรดำต้นกายสิทธิ์ต้นหนึ่งเนื่องจากมีตำนานที่มาค่อนข้างโลดโผนทีเดียว

สุดท้ายเรื่องราวของไพลดำในตำนานนั้นบางสิ่งก็ยังเป็นเรื่องราวที่รอการพิสูจน์ต่อไป โดยผู้เขียนเองก็ไม่อยากให้สนใจเป็นจริงเป็นจัง จน “ศรัทธา” เลยขอบเขตของคำว่า “ปัญญา” นัก เพราะบ่อยครั้งทีเดียว ที่พบว่ามีคนได้เลือดจนกระทั้งเสียชีวิตจากการ “ลองของ” ว่านที่เรียกว่าไพลดำนี้

ขอให้ตระหนักว่าอันของดีภายนอกนั้นมิอาจสู้ของดีภายในคือ คุณธรรมศีลธรรมไปได้ เพราะสมบัติภายในนั้นเป็นที่พึ่งและกำจัดภัยได้จริง และเป็นสมบัติที่ติดตัวไปหลายภพหลายชาติ จนอาจถึงที่สุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิดครับ ขอฝากคำครูส่งท้ายของคนโบราณที่ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยคือ

 ” เหล็กไหลไพลดำ  พูดพล่ามเป็นบ้า

           เล่นแร่แปรธาตุ    ผ้าขาดตั้งวา  “

เรียบเรียงโดย อรรถวัติ กบิลว่าน

๔ ต.ค. ๒๕๕๔๒๒ พ.ย. ๒๕๕๔
——————————————————-

อ้างอิง

๑. “คู่มือนักเล่นว่าน” โดย ล.มหาจันทร์

๒. “ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด” โดย พยอม วิไลรัตน์

๓. “ตำราปลูกและดูลักษณะว่าน” โดย อุตะมะ สิริจิตโต

๔.“ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์” โดย อาจารย์ชั้น หาวิธี

๕. “ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน” โดย นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ

๖. “ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์” โดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น

๗. “กบิลว่าน ๑๐๘” โดย สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร

๘. คาถาพระเจ้า 16 พระองค์ http://www.e-sarnsakyan.com/webboard/index.php?topic=213.0

๙. ยันต์พระเจ้า๑๖พระองค์ : ๑๐๘ ยันต์ ฉบับพิสดาร ของ อ. อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ. http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&task=view&id=791&Itemid=5&limit=1&limitstart=98

๑๐. คัมภีร์ไสยศาสตร์ ฉบับสมบูรณ์ : อาจารย์ โหรญาณโชติ(ชัยมงคล อุดมทรัพย์)

๑๑. ว่าน ในตระกูลไพล : โดย นพคุณ คุมา ; http://www.magnoliathailand.com/webboard/index.php?topic=0

๑๒. ตะลุยดงว่าน เล่ม 1 โดย เชษฐา พยากรณ์

๑๓. 108 ว่านมหัศจรรย์ เล่ม 2 โดย ส. เปลี่ยนศรี , ศุภกิจ บุตรหงส์

๑๔. สารานุกรมสมุนไพร โดย วุฒิ วุฒิธรรมเวช

๑๕. ว่านอะไรค่ะ โดย lois และ nobile_nok : http://www.magnoliathailand.com/webboard/index.php?topic=10223.msg283141#msg283141

๑๖. สารานุกรมพืชในประเทศไทย เรื่อง กำลังช้างสาร http://web3.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsLinkno=1092&words=%A1%D3%C5%D1%A7%AA%E9%D2%A7%CA%D2%C3&typeword=word

๑๗. หิรัญญิการ์ : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=endless9&month=01-2009&date=30&group=13&gblog=9

๑๘. สักไพรดำกับหลวงปู่เณรครับ โดย ธรรมปุ้ย http://www.jomvet.com/forum/index.php?topic=0

๑๙. “คู่มือดูว่าน” ของสมาคมว่านแห่งประเทศไทย โดย นายโอภาส ขอบเขตต์ และ หล่อ ขันแก้ว

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

ว่านที่เรียกว่าไพล (ตอนที่ ๒)

บรรยายลักษณะ “ว่านไพลขาวไพลดำ” ตามตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด โดย พยอม วิไลรัตน์

๔. ว่านไพลขาวไพลดำ(๒) ต้นนี้ตรงกับต้นในตำรา ของ พยอม วิไลรัตน์ ในสำนวนนั้นระบุว่า เป็นได้ทั้งสองต้นขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมในการปลูก คือเป็นได้ทั้งไพลขาว และไพลดำ ภายหลังพบว่าต้นนี้มีอยู่จริง เป็นชนิดที่ถ้าย้ายสถานที่ปลูกแล้ว ต้นจะกลายไปจนชนิดว่าอาจเข้าใจผิดว่าเป็นคนละต้นกันเลยทีเดียว จากที่ปลูกในที่แห้งกลางแดดสีต้นสีเนื้อในหัวจะเป็นสีขาว เมื่อย้ายไปปลูกในที่ร่ม ที่มีความชุ่มชื้นสูง ทั้งต้นและหัวจะเป็นสีคล้ำดำจนเห็นได้ชัด และเพื่อป้องกันการสับสนจะขอเรียกแยกต้นไปเลยว่า “ว่านไพลขาวไพลดำ”

ว่านไพลขาวไพลดำ : Zingiber kerrii Craib. หรือ ขิงดา โดย ชื่อวิทยาศาสตร์นี้ มีระบุไว้ในส่วนของว่านไพรขาว ตามตำราของ นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ

ต้นนี้ทางพฤกษศาสตร์เรียกว่า Zingiber kerrii Craib. ชื่อท้องถิ่นว่า ขิงดา หรือขิงแมงดาเนื่องจากมีกลิ่นฉุนมาก ต่างจากไพลขาว(เฉยๆ)ตรงดอกเป็นช่อลอยขึ้นจากพื้นดินครับ  ต้นนี้ถ้าขึ้นกลางแจ้ง จะสีมีนวลพลายปรอททั้งต้นและใบ แต่ถ้าขึ้นที่ร่มครึ้ม ทั้งต้นและใบจะมีสีเขียวเข้มไม่มีนวล ถ้าใครจะหาว่านไพลขาว ที่มีพลายปรอททั้งต้นและใบ ก็คือต้นนี้นั้นเอง จุดเด่นอีกอย่างของไพลขาวไพลดำนี้คือ ขอบกลีบเลี้ยงดอกมีสีแดงตั้งแต่ดอกยังอ่อนๆครับ

ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์ : อาจารย์ชั้น หาวิธี

๕. ว่านไพลปลุกเสก(๒-๖) ลักษณะต้น ก้าน ใบ หัวและเนื้อในมีสีเหลืองเหมือนกับไพลธรรมดา แต่พื้นใบมีป้ายขาวเป็นทางคล้ายว่านข่าจืด และหัวมีขนาดเล็กกว่าหัวไพล(๗)เชื่อว่าว่านชนิดนี้คือไพลธรรมดาที่ฤาษีปลุกเสกแล้วเกิดอภินิหารบังเกิดเป็นทางขาวขึ้นที่ใบ นับเป็นของกายสิทธิ์แก้ได้สารพัดโรค ที่เรียกว่ายาวิเศษ ผู้ใดนำมาปลูกไว้จะบังเกิดลาภผล โภคทรัพย์ จะทำการใดๆย่อมสำเร็จโดยทุกประการ ใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆตามอธิษฐาน หากจะใช้ขับภูตผีปีศาจหรือแก้คุณไสยต่างๆให้ใช้หัวฝนกันน้ำสุราทั้งกินและทา ถ้าจะให้แคล้วคลาดให้นำหัวพกติดตัวและเสกด้วย “อิติปิโส จนถึงภควาติ” ๓ จบเสียก่อน(๕)

รูปไพลปลุกเสก จากหนังสือ ตะลุยดงว่าน เล่ม 1 โดย เชษฐา พยากรณ์(๑๒)

ถ้าจะให้คงกระพันให้เสกหัวกินด้วย “นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะพะกะสะ” ๓ จบ(๔) หรือใช้หัวตำกินกับเหล้าเสกด้วย “กอออนออะ นะอะกะอัง” ๑๐๘ ครั้ง ถ้าจะแก้คุณไสยให้เสกด้วย กรณียเมตตสูตร คือ “เมตตัญจะสัพพโรกัสมิง มานะ สัมภาวะเย อะปริมานัง อัทธังอะโท จริยันจะ อะสัมภาทัง อะเวรัง อัสสะปัตตัง ติจถันจะรัง นิสินโนวา สะยาโนวา ยาวะตัสสะฯ” ๙ ครั้ง เอาหัวตำให้ละเอียด ละลายกับน้ำฝนทาตามตัว และคั้นน้ำให้กิน(๓) ว่านนี้บางตำรากล่าวว่าสรรพคุณนั้นดีกว่าไพลดำเสียอีก(๒)  อนึ่งก่อนจะทำการรักษาโรคใดๆให้ทำการจุดูธูปเทียนบูชาระลึกถึงพระฤาษีที่ประสิทธิ์ว่านยานี้ก่อน(๕)

โดยข้างต้นเป็นคาถาจากตำราเดิม คัดลอกตัวต่อตัวไม่ได้แก้ไข หากจะใช้คาถาเต็มตามตำราที่ชำระแล้วตัวคาถาจะมีดังนี้

“เมตตัญจะ สัพพะโลกัส๎มิง       มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง,
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ           อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง.
ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา             สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ,
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ            พ๎รัห๎มะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ.
ทิฎฐิญจะ อะนุปะคัมมะ             สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน,
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง                 นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ.ฯ”

ชื่อที่เรียกอื่น ว่านฤาษีสร้าง ว่านไพลเสก ว่านไพลด่าง(๖)

ไพลปลุกเสก :  พืชตระกูลไพลนี้ลักษณะเด่นคือ ดอกแทงออกจากหัวใต้ดิน ใบมักทำมุม ๙๐ องศากับลำต้น(๑๑)

ว่านชนิดนี้แต่โบราณนับถือและตีค่าไว้มาก แต่ไม่ค่อยจะดัง หรือเป็นที่กล่าวขานเท่าว่านไพรดำสักเท่าไรนัก อาจจะเป็นเพราะชื่อมิได้เข้าคู่ผูกไว้กับเหล็กไหลก็เป็นได้ เป็นหนึ่งในว่านที่อยากจะแนะนำให้หามาไว้ติดบ้านครับ

ว่านข่าจืด Alpinia vittata Bull. : มองผิวเผินคล้ายว่านไพลปลุกเสก จุดตัดอยู่ที่หัวว่านข่าจืดหัวจะเป็นแบบหัวข่า ดอกออกที่ยอด และใบทำมุมกับต้นราวๆ ๓๐-๔๕ องศา

อนึ่งผู้อ่านพึงทราบว่าวิชาโบราณนั้นหากจะเรียนกันจริงๆ ต้องมีการครอบครู ต้องมีการยกครูเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว เพราะคาถาหรือเคล็ดบางอย่างจะมีการบังกันไว้ ให้เฉพาะศิษย์ที่ยกครูเรียนอย่างถูกต้องเท่านั้น เพื่อรักษาความดีงามและความบริสุทธิ์ของวิชาเอาไว้มิให้ผู้ทุศีลนำไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนจนทำลายคุณค่าของวิชา ดังนั้นเราจึงจะพบว่าในตำราโบราณ สมุดข่อย ปั๊บสา มักจะมีการบังวิชา มีการลงวิชาไม่ครบ (ผู้รู้บางท่านชี้แจงว่า ตำเราเขาเอาไว้กันลืม ดังนั้นอะไรที่เขารู้ๆกันอยู่แล้ว หรือไม่ลืมเขาก็ไม่ลงกัน) แม้แต่ในตำราว่านเอง ผู้เขียนก็พบว่าคาถาบางบทก็ขาดหายไป หรือบางทีก็พบว่ามีอักขระคลาดเคลื่อนไป ทั้งนี้คงเป็นเพราะ

๑)ความคลาดเคลื่อนผิดพลาดจากการคัดลอกต่อๆกันมา ด้วยเพราะเทคโนโลยีทางการพิมพ์ที่ไม่ทันสมัยเท่ายุคปัจจุบัน และตำราโบราณมักจารเขียนด้วยตัวธรรม/ตัวขอมจึงเกิดความผิดพลาดในการคัดลอกง่ายๆ

๒)อาจเกิดจากการบังวิชาเอาไว้

๓)เป็นวิชาสายนั้นๆเองซึ่งพบไม่น้อยเหมือนกันโดยเฉพาะสายที่เน้นแรงครูเป็นหลัก

๔)ตั้งใจให้ผิดเพื่อเป็นเคล็ดวิชา เช่น บทสัพพาสี ตอนท้ายของบท “…ปะริตตันตัมภะณามะ เห” เป็น ภะณามะ หายฯ เป็นต้น

ดังนั้นผู้เขียนเห็นว่าคาถาบางบทนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเห็นว่าใช้ในทางโทษมิใคร่ได้ จึงได้ตั้งข้อสังเกตและแนะนำเพิ่มเติมจากตำราเดิมไว้ให้เฉพาะคาถาบางอย่างที่เห็นว่าควรเปิดเผยได้ครับ

คำบรรยายลักษณะของ “พระยาไพล” จาก ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด : พยอม วิไลรัตน์

๖. พระยาไพล(๒) พืชนี้ไม่ใช่ว่านแต่จัดเป็นต้นยาวิเศษ ซึ่งหมายถึงพืชที่มีอาถรรพ์หรือสรรพคุณทางยาสูงมาก จึงมักมีการบังเอาไว้และรู้กันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น บางครั้งจะเป็นพืชที่มิวแตนคือกลายพันธุ์ไปจนมีลักษณะพิเศษต่างจากสายพันธุ์ปกติ พืชนั้นจึงมักเป็นหมัน ทำให้เป็นพืชที่มีจำนวนน้อยหรือหายาก บางตัวเป็นพืชที่ใช้ในทางไสยศาสตร์ บางตัวใช้ในการเล่นแร่แปรธาตุ ปัจจุบันพืชพวกนี้จึงแทบเรียกได้ว่าสูญพันธุ์ไปจากสารบบองค์ความรู้ของสยามประเทศไปเสียแล้ว นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ในตำราว่านเก่าทั้ง ๑๒ เล่มนั้นมีเพียงเล่มเดียวที่กล่าวถึงว่านยาวิเศษคือเล่ม ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด ของ พยอม วิไลรัตน์ เท่านั้น

ตามข้อมูลนั้นในสมัยก่อน การสร้างพระพิมพ์นั้นจะต้องแสวงหาเกสรดอกไม้นานาชนิด มาบดผสมกับว่านและแร่ธาตุสำคัญ แล้วยังต้องนำพฤกษาชาติอันเป็นโอสถที่สำคัญมาผสมเป็นพระพิมพ์ด้วย(๑๐)  ซึ่งพฤกษาวิเศษ หรือต้นยาวิเศษนี้มีด้วยกันประมาณ ๔๗ ชนิด(๒) ซึ่งจะได้ทยอยๆกล่าวในภายหลังครับ

ลักษณะของพระยาไพล คือ “ต้นดังเคลือสะบ้าเหล็ก ลูกดังลูกกะลิงปิง ใบดังใบท้าวยายม่อม ยานี้ใช้กินเป็นอายุวัฒนะ” อ่านแล้วงงดีไหมครับ การแกะตำราต้นยาวิเศษนั้นต้องถอดรหัสหลายชั้นมาก รหัสแรกคือภาษา ซึ่งเป็นภาษาโบราณ เด็กยุคใหม่ที่ไม่คุ้นเคยไม่ได้คลุกคลีกับคนโบราณคือผู้เฒ่าผู้แก่ตามชนบทก็เมินข้อนี้ไปได้เลย รหัสต่อมาคือการเทียบเคียง อย่าง “ลูกดังกะลิงปิง” คนรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักลูกตะลิงปิงมาถึงตรงนี้ก็จบข่าวครับ ไปต่อไม่ได้แน่นอน ไม่งั้นก็ต้องไปเสียเวลาค้นต่ออีก ซึ่งจะค้นถูกตัวหรือไม่ก็ว่ากันอีกที รหัสต่อมาคือชนิดไหนกันแน่ที่พูดถึง อย่าง “ท้าวยายม่อม” ก็มีสองอย่าง อย่างหนึ่งคือไม้หัวพวกหัวบุก อีกอย่างหนึ่งคือไม้ต้น นอกจากนั้นก็มีรหัสบัง มีการซ่อนกลชื่อพ้องชื่อคล้าย ชื่อกล หรืออื่นๆ อย่าง “น้ำประสานทอง” กับ “ทองน้ำประสาน” ในเครื่องยาจินดามณี ผู้รู้บางท่านก็กล่าวว่าเป็นคนละตัวกัน เป็นต้น

ผู้เขียนลองค้นคว้าถอดรหัสดู จึงได้ตั้งข้อสังเกตว่า ต้นที่ตรงกับบรรยายข้างต้นมากที่สุดก็คือ ต้นที่เรียกในปัจจุบันว่า “ต้นกำลังช้างสาร” ซึ่งมันพ้องกับคำว่า “พระยาไพร” ซึ่งช้างคือพระยาแห่งพงศ์ไพรนั่นเอง…

ต้นกำลังช้างสาร(๑๖, ๑๗) Beaumontia murtonii Craib ชื่ออื่น : เครือง้วนเห็น (อุตรดิตถ์), เถาจักรลาช (ประจวบคีรีขันธ์), ศาลาน่อง (อุดรธานี), ไส้ตันใหญ่ (ปราจีนบุรี)

พืชชนิดนี้คือพืชกลุ่มหิรัญญิการ์ ซึ่งมีลักษณะผลดังลูกแตงกวาหรือคล้ายลูกตะลิงปิง เป็นพืชเถาไม้เลื้อย คือพืชจำพวกเครือ ใบมีลายเส้นใบคล้ายๆกับ ใบท้าวยายม่อมคือใบแบบพืชใบเลี้ยงคู่ แต่เท่าที่พบเห็นไม่ได้เรียวยาวแคบขนาดเท้ายายม่อม(อาจจะมีชนิดที่ใบแคบก็ได้ ถ้ามีจริงก็ตรงตำราเป๊ะ)

ที่สำคัญ สรรพคุณ : เมล็ด ใช้เมล็ด นำมาปรุงเป็นยาบำรุงหัวใจ และกำลัง แต่มีความเป็นพิษด้วย หากใช้เกินขนาดอาจเสียชีวิตได้(๑๗) เป็นการตั้งข้อสังเกตไว้นะครับ ซึ่งผู้รู้ท่านใดทราบต้นที่ตรงกว่านี้ผมก็น้อมรับในเหตุผลครับ

โปรดติดตามตอนที่ ๓…

อรรถวัติ กบิลว่าน

ทีมงาน: ssbedu.com สร้างสรรค์โลกแห่งการศึกษาในยุคอนาคตเพื่อคนในอนาคต…

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 2 คะแนนเฉลี่ย: 3.5]

ว่านที่เรียกว่าไพล (ตอนที่ ๑)

เมื่อกล่าวถึงทนสิทธิ์ตามธรรมชาติแต่โบราณ อันเป็นสุดยอดทนสิทธิ์ที่กล่าวกันว่าหาได้ยากยิ่ง ถึงกับบางท่านแย้งว่าเป็นเรื่องราวเพียงนิทานไร้สาระไม่มีอยู่จริง คู่หนึ่งคือคู่ “เหล็กไหล-ไพลดำ” วันนี้เราลองมาสืบค้นเรื่องราวจากตำราที่จับต้องได้ดูกันครับ ว่ามีการกล่าวถึงว่านทางความเชื่อที่เรียกว่าไพลดำนี้มากน้อยหรือพิสดารเพียงใด แต่ไหนๆก็จะพูดถึงว่านตัวนี้แล้ว ก็ขอกล่าวถึงกลุ่มของว่านที่เรียกว่าไพลทั้งกลุ่มเลยละกันเพื่อให้เกิดการแยกแยะเทียบเคียงถึงจุดเหมือนและจุดต่างของว่านตระกูลนี้ครับ

ไพล : Zingiber cassumunar  จุดเด่นคือ หัวสีเหลือง กลีบเลี้ยงดอกตูมดังประนมมือ ลายกลีบตัดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด

ว่านกลุ่มที่เรียกว่าไพลนี้ในตำราว่านยุคเก่าได้กล่าวถึงว่านกลุ่มชื่อนี้ได้แก่

๑. คู่มือนักเล่นว่าน : ล.มหาจันทร์ กล่าวถึงว่านไพรดำ(๑)

๒. ตำรากบิลว่าน และต้นยาวิเศษนานาชนิด : พยอม วิไลรัตน์ กล่าวถึง ว่านไพลดำและไพลขาว(ตำราระบุว่าเป็นต้นเดียวกัน ให้สีหัวต่างกันตามสภาพแวดล้อม), ว่านไพลปลุกเศก หรือว่านฤาษีสร้าง, และพระยาไพล(เป็นต้นยาวิเศษ)(๒)

๓. ตำราปลูกและดูลักษณะว่าน : อุตะมะ สิริจิตโต กล่าวถึง ว่านไพลดำ, และว่านไพลเสก(๓)

๔. ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์ : อาจารย์ชั้น หาวิธี กล่าวถึง ว่านไพรดำ, ว่านไพรขาว, และว่านไพรปลุกเสก(๔)

๕. ตำราคุณลักษณะว่าน และ วิธีปลูกว่าน : นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ กล่าวถึง ไพลขาว, ไพลดำ, และไพลปลุกเศก หรือว่านฤาษีสร้าง(๕)

๖. ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ : ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น กล่าวถึง ว่านไพลดำ, ว่านไพรชมพู, ว่านไพรป่า, และว่านไพรด่าง(ไพรปลุกเสก)(๖)

๗. กบิลว่าน 108 : สมาน คัมภีร์ และ ทัศนา ทัศนมิตร กล่าวถึง ไพรปลุกเศก, ไพรขาว, ไพรดำ(๗)

โดยสรุปเมื่อสังเคราะห์ข้อมูลออกมาจึงได้ว่านกลุ่มชื่อนี้มีจำนวน ๘ ชนิดด้วยกันคือ

ไพลดำ : Zingiber ottensii  Valeton.

๑. ว่านไพรดำ(๑-๗)(ต้นกระทือดำ) ทางภาคเหนือบางพื้นที่เรียก อีดำ ลักษณะเหมือนกับไพลธรรมดาทุกอย่างแต่หัวและต้นมีขนาดใหญ่กว่าประมาณสองเท่า ก้านใบมีสีดำ หัวมีสีลูกหว้า(ดำม่วง) สีหัวจะมีสี ดำอ่อน ดำเข้ม หรือออกแดงแบบดำม่วงแดง สุดแล้วแต่การปลูก ว่าปลูกในที่ร้อน-เย็น แดด-ร่ม แห้งแล้ง-ชุ่มชื้น โดยที่สำคัญคือสีดินปลูก

วิธีพิสูจน์ว่าเป็นไพลดำแท้หรือไม่ ให้เอาหัวว่านมาขีดกับฝาละมีหม้อข้าวที่เป็นหม้อดิน ข้าวที่หุงจะดำทั้งหม้อ

สรรพคุณ ใช้ในทางคงกระพัน และรักษาอาการบอบช้ำแบบหัวไพล แก้โรคอาหารเป็นพิษ ลำไส้เป็นแผล เป็นยามหากำลัง และเป็นยาอายุวัฒนะ

ซ้ายไพลดำ ขวากระทือ(Zingiber zerumbet ) ซึ่งมองดูคล้ายกันมาก ต้องแยกที่สีดอกและลักษณะของดอกจริง

การปลูกนิยมใช้ดินดำเป็นดินปลูก เพราะจะทำให้ได้หัวมีสีดำกว่าดินสีอื่น ถ้าไม่มีดินดำให้ทำดินดำเทียมคือใช้ดินธรรมดาผสมกับผงถ่าน บางตำรากล่าวว่าถ้าใช้ดินสีอื่นจะทำให้ต้นตายภายในสามวัน แต่ผู้เขียนทดลองแล้ว พบว่าไม่ถึงกับตาย เพียงแต่ทำให้หัวสีเปลี่ยนเป็นสีเหลืองๆนวลออกขาวเหลือบน้ำตาลเล็กน้อย เมื่อปลูกโดยเปลี่ยนดินเป็นดินดำสีของเนื้อในหัวจะเปลี่ยนเป็นสีดำออกม่วงอีกครั้ง

เทียบลักษณะดอก ซ้ายไพลดำ ขวากระทือ

ว่านต้นนี้ตรงกับต้นที่แพร่หลายในปัจจุบัน คือ Zingiber ottensii Valeton. แต่แท้จริงแล้วผู้เขียนว่าต้นนี้ น่าจะเรียกว่า “กระทือดำ” หรือ “กระทือม่วง”(๑๓) มากกว่าเพราะลักษณะของต้นคล้ายกับกระทือมากกว่าไพล โดยแตกต่างจากกระทือ เพียงดอกและสีเนื้อในหัวเท่านั้น ต่บางทีเมื่อปลูกในดินปนทรายที่สีดินออกขาวๆ ความม่วงของเนื้อในหัวจะจางเหลือขนาดสีของหัวกระทือเลยทีเดียว ลักษณะต้นก็คล้ายกันมากตัดกันที่ดอกอย่างเดียวคือลักษณะของกลีบดอกดังภาพครับ โดยไพลดำดอกจะมีแต้มกระสีคล้ำๆออกน้ำตาล ในขณะที่กระทือ ดอกจะสีเหลืองนวลๆไม่มีกระ

ไพลดำต้นนี้เป็นต้นที่ระบุไว้อย่างชัดเจนตรงกับตำราของ ล.มหาจันทร์, อุตะมะ สิริจิตโต, และสมาน คัมภีร์ และทัศนา ทัศนมิตร ที่ระบุว่าต้นโตกว่าไพรธรรมดาประมาณ ๒ เท่า

ว่านไพลดำ(๔,๕)(ต้นดากเงาะเล็ก) Zingiber spectabile Griff. ต้นเล็กนี้มักเจอทางเขตภาคเหนือและอีสาน(อีสานเรียกไพลใจดำ) ทางภาคใต้ต้นจะขนาดใหญ่กว่า

๒. ว่านไพลดำ(๔,๕)(ต้นดากเงาะเล็ก) ต้นนี้ตรงกับต้นในตำราของ นายเลื่อน กัณหะกาญจนะ ตามชื่อวิทยาศาสตร์คือ Zingiber spectabile พืชชนิดนี้ทางพฤกษศาสตร์เรียกว่า “กระทือพิลาส” มีหลายต้นด้วยกัน แต่ต้นที่จัดว่าเป็นไพลดำตามตำราว่านคือต้นที่มีขนาดต้นเล็ก หัวเล็ก เนื้อหัวสีดำ ใบเรียวแคบเหมือนไพล ช่อดอกเล็กไม่ยาวและไม่ใหญ่มาก โดยผู้เขียนขอเรียกว่า “กระทือพิลาสเล็ก หรือดากเงาะเล็ก” เพื่อให้แยกออกจากต้นอื่นๆ อีกหลายต้น ส่วนในทางอีสานต้นนี้จะเรียกว่า “ไพลใจดำ

ว่านไพลขาว(๑๑) Zingiber ligulatum Roxb. ดอกติดดิน เป็นพืชกลุ่มพวก ขิงแห้ง ถ้าเนื้อหัวสีขาว ทางว่านจะเรียก  ว่านไพลขาว ถ้าเนื้อม่วง ทางว่านจะเรียก ว่านเกราะเพชรไพฑูรย์ใหญ่ (ซึ่งว่านเกราะเพชรไพฑูรย์ใหญ่นี้ทางลาวจะเรียก ขิงดำ หรือ ไพลดำ)

๓. ว่านไพลขาว(๒,๔,๕,๗) ลักษณะ ต้น ใบ หัว กลิ่น รสเหมือนกับไพลดำ ผิดแต่เนื้อในเป็นสีขาวนวลๆ มีดอกดังไพล ว่านนี้เชื่อว่ากินแล้วอยู่คงได้เป็นเดือนๆ เวลากินให้เสกด้วยคาถาโสฬสพุทธะ หรือคาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์คือ “นะมะนะอะ นุกุนะกะ กุอุนุอะ นะอะกะอัง” เสกสามคาบกินให้ครบไตรมาส(๔) จะทำให้อยู่คงชั่วชีวิต มีสรรพคุณทางยาใช้แก้ปวดท้อง แก้โรคบิด

ผู้เขียนเข้าใจว่าคาถาชุดนี้เป็นชุดสายเดียวกับที่ปรากฏในยันต์ ลงเสื้อยันต์ ที่เผยแพร่โดย อ. อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ. (ในตำราที่ชำระแล้วกล่าวถึงตัวคาถาคือ  นะมะนะอะ  นอกอนะกะ กอออนออะ  นะอะกะอัง(๕,๘)(คาถาตัวผู้) อุมิอะมิ  มะหิสุตัง  สุนะพุทธัง อะสุนะอะ(คาถาตัวเมีย)(๘)) ซึ่งรวมกันได้ ๓๒ คืออาการ ๓๒ จากบทโสลก ๔x๒ วรรค อัน ๓๒ เป็นจำนวนที่เหมาะแก่การนำมาขับจักรทำสมาธิ  โดยคำจะพอดีต่อการตั้งจุดเพื่อการทำสมาธิแบบ “คณนา” (คำนี้นอกจากหมายถึงการนับแล้วยังหมายถึงการลำดับด้วย)

สำหรับต้นว่านไพลขาวต้นนี้ดอกจะติดดิน ดอกจริงสีขาวแซมเหลือง ถ้าดอกมีกระชมพูเนื้อในหัวจะเป็นสีชมพูด้วยเรียกว่า ไพรชมพู ต้นว่านไพลขาวชนิดดอกติดดินนี้คือต้นว่านไพรขาวที่สายของ อ.หล่อ ขันแก้ว เล่นหากันครับ

*ปัจจุบันพบว่านไพรขาวชนิดที่มีดอกดั่งไพล(ชูช่อเหนือดิน) แล้ว

ยันต์พระเจ้า๑๖พระองค์ : ๑๐๘ ยันต์ ฉบับพิสดาร ของ อ. อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ. ใช้คาถาในยันต์บทเดียวกับ “ตำราว่านวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์” โดย อาจารย์ชั้น หาวิธี(๙)

ว่านนี้มีข้อมูลแยกเป็นสองทางคือ บ้างก็ว่าจริงๆแล้วเป็นต้นเดียวกับไพลดำเพียงแต่ปลูกต่างสภาพแวดล้อมกัน(๒) จึงทำให้สีหัวจางลงจนถึงขาว อีกทางก็คือเป็นว่านคนละตัวกันเพียงแต่ว่ามองเผินๆอาจเห็นว่าคล้ายๆกันให้แยกจากสีของหัวครับ แต่ถ้าจะถามผู้เขียน ผู้เขียนพบว่าเป็นคนละต้นกันครับ ซึ่งอีกต้นหนึ่งนี้ผู้เขียนขอเรียกชื่อให้แยกแตกต่างออกไปว่า  “ว่านไพรขาวไพลดำ” ครับ

โปรดติดตามตอนที่ ๒…

อรรถวัติ กบิลว่าน

ทีมงาน: ssbedu.com

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]