หลักการวินิจฉัยชี้ขาดว่าน (Identification for Wan) ตอนที่ ๒ (ตอนจบ)

ต่อจากตอนที่แล้ว  ตอนก่อนหน้า คลิก

  • ข้อจำกัดทางด้านประสาทสัมผัส : การชี้ขาดชนิดของว่าน(identification)นั้น หากจะให้แม่นยำจริงๆ จำต้องอาศัยสัมผัสต่างๆอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ตา จมูก ลิ้น การสัมผัสทางกาย และ..ใจ !! ครับ
    • ตา เพื่อแยกแยะสีและลักษณะที่เป็นจุดเด่นของว่านแต่ละตัว ดังนั้นรูปถ่ายที่นำมาถามจึงต้องมีความชัดเจนของสีจริง ไม่ใช้ระบบแฟลช จนเกิดสีเพี้ยน และจำต้องถ่ายออกมาในมุมต่างๆที่ชัดเจนโดยเฉพาะกลุ่มขมิ้น จำต้องถ่ายฟอร์มหัวสมบูรณ์ และเนื้อในหัวด้วย ไม่ดูใบอย่างเดียวนะครับ ว่านกลุ่มขมิ้นใครดูใบขมิ้นแล้วแยกได้ทุกตัวก็เกินมนุษย์แล้ว…หึหึ…
    • จมูก เพื่อดมกลิ่นเฉพาะของว่านแต่ละตัว ซึ่งจะแตกต่างกันออกไป อย่างการแยกว่านตระกูลเสน่ห์จันทน์ออกจากไม้ประดับหรือไม้ป่าที่เข้าตระกูลว่านไม่ได้ การคัดแยกว่านตระกูลดอกทองกับไม้ป่า ที่มีลักษณะคล้ายว่านดอกทอง

ว่านคัณฑมาลา ว่านกลุ่มขมิ้น ที่ใช้รักษาโรคได้หลากหลาย เป็นหนึ่งในว่านที่นักเลงว่านควรรู้จักชิมให้จำกลิ่นรสได้เชี่ยวชาญ นอกนั้นได้แก่กลุ่มว่านพญาว่าน/จ่าว่าน กลุ่มว่านมหาเมฆ กลุ่มว่านพะตะบะ กลุ่มว่านปลาไหล เป็นต้น

  • ลิ้น คือการชิมรส เป็นสิ่งสำคัญมากในการแยกว่านที่แยกแยะได้ยากอย่างกลุ่มขมิ้นและกลุ่มไพลทีเดียว น่าเสียดายที่องค์ความรู้ในเชิงนี้มีไม่กี่คนในประเทศที่ชำนาญเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เพราะแม้แต่ในเชิงการแพทย์แผนไทยก็ให้ความสำคัญในการแยกแยะสรรพคุณทางยาจากรสของสมุนไพรแต่ละตัว…
  • กายสัมผัส ความนุ่มมือ ความสากมือ ความลื่นมือ ความอ่อนแข็งกระด้าง ของใบว่านแต่ละประเภท โดยเฉพาะว่านกลุ่มพะตะบะ ครับ
  • จิตสัมผัส (ใจ) พลังงานภายในก็เป็นเรื่องหนึ่งที่นักนิยมว่านบางกลุ่มใช้ในการเช็คว่านแท้ว่านปลอม หรือว่านที่ถึงขั้น กับว่านที่ยังไม่ถึงขั้น ตัวอย่างคือ การแยกว่านกลุ่มโพลงออกจากว่านทั่วไป…การแยกว่านนางกวัก-ปัดตลอดตัวผู้-ดอกทองปัดตลอด ออกจากกัน…ซึ่งประเด็นนี้ก็นานาจิตตัง และเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก หากมีโอกาสและแวดล้อมอำนวยจะได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้อ่านกันครับ

เหล่านี้เองที่เป็นข้อมูลที่จะต้องใช้ในการแยกแยะว่าน การถามข้อมูลด้วยภาพจึงจำกัดแต่เพียง สัมผัสทางตาเท่านั้น เหตุนี้เองนักเลงว่านถ้าไม่ชัวร์ต้นไหนแล้วจึงไม่อยากเอาตัวเขาไปเสี่ยงเท่าไรในการช่วยวินิจฉัยว่าน

ดังนั้น หากเซียนว่านท่านใดถามคำถามกลับหรือขอดูภาพเพิ่มเติม ท่านเหล่านั้น ย่อมมีเจตนาอันดีจะช่วยท่านดูด้วยความเต็มใจจริงๆ มิได้แสดง “ความเยอะ” หรือ “แทงกั๊ก” แต่ประการใด… ผู้ถามก็ต้องช่วยกันให้ข้อมูลกลับด้วยนะครับ….(แปลกแต่จริง เท่าที่เห็น คนถามก็ชอบทิ้งคำถามไว้พอถามกลับก็ไม่ได้ให้ข้อมูลต่อ ราวกับเราเป็นเทวดาเห็นแค่รูปว่านไม่กี่รูปก็แยกว่านได้ทุกต้น แบบนี้ไม่เอานะครับ ขนาดต้นจริงวางตรงหน้าบางต้นยังแยกไม่ได้เลย…)

  • ว่านบางชนิดจำเป็นต้องสัมผัสด้วยตนเอง : เพราะเป็นประสบการณ์ที่ถ่ายทอดกันได้อยาก หรือมิอาจบรรยายให้เข้าใจได้ง่ายด้วยภาษา อย่างเช่น รสเหมือนว่านมหาเมฆ… รสขมเอียน…กลิ่นคาว..สัมผัสนุ่มลื่น…อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องว่านจำต้องมีครูดีที่เชี่ยวชาญคอยชี้แนะอยู่ใกล้ๆเรียกว่า “เรียนตามพ่อ ก่อตามครู” จึงจะเรียนได้เร็วและไม่ผิดเพี้ยน จำต้องหมั่นดูว่านจากของจริง สัมผัสด้วยการดูสี สัมผัสด้วยมือ ดมกลิ่น ชิมรสจริงๆ จึงจะเชี่ยวชาญครับ

ดาบหลวงฟอร์มต้นขนาดเล็ก ความจริงยังโตได้มากกว่านี้อีก เพราะต้นนี้ใบยาวดั่งมีดดาบ(ดาบโบราณ)

  • ว่านบางตัวต้องอาศัยเวลาในการเช็ค : เพราะจะต้องเช็คแยกกันถึงดอก อย่างว่านในตระกูลไพลบางกลุ่ม หรือแม้แต่กลุ่มพลับพลึงกลุ่มหัวหอม การหลอกตาด้วยสภาพแวดล้อม อายุของต้นว่านทำให้แยกแยะว่านได้ยาก ว่านบางอย่างก็ต้องตัดกันจนกระทั่งว่านดอกออก อย่างเช่น ว่านดาบหลวง กับพลับพลึงหนู ๒ ต้นนี้เมื่อยังเล็กจะคล้ายกันมาก จะแยกได้ชัดเจนเมื่ออายุมากๆ เลยปีที่ ๓ ไปแล้ว ว่านดาบหลวงจะมีขนาดใหญ่โตกว่าพลับพลึงหนูมาก

พลับพลึงหนู มองดูคล้ายว่านดาบหลวงเมื่อยังเล็กมาก ๒ ต้นนี้อาจใช้เวลาแยกแยะหลายปีถึงจะแน่นอน

  • จำต้องส่งตัวอย่างมาพิสูจน์ : ว่านที่ชี้ขาดได้ยาก อย่างว่านในกลุ่มขมิ้น และไพล จำเป็นต้องส่งตัวอย่างที่สมบูรณ์มาให้ตรวจสอบ และอาจใช้เวลาตรวจสอบนานถึง ๓ ปี เนื่องจากต้องดูในทุกกระบวนการเจริญเติบโต การพิสูจน์บางอย่างต้องดูจนว่านออกดอก(ซึ่งว่านบางประเภทก็ออกดอกยากมากเสียอีก) หรือจนกว่าจะได้ต้นที่สมบูรณ์ ในบางครั้งอาจารย์ว่านหรือเซียนว่าน จะขอตัวอย่างมาทำการพิสูจน์หรือปลูกดู คนที่ไม่เข้าใจเจตนาหรือ “คิดลบ” ก็อาจมองเจตนาท่านเหล่านั้นในทางไม่ดีได้…ก็นานาจิตตังครับ ส่วนมากเซียนว่านเขาก็มีว่านของเขาที่ต้องดูแลมากพอแล้ว และก็ไม่ค่อยว่างอยู่แล้ว หากเสนอแล้วมิสนอง หนึ่งบวกศูนย์ก็ย่อมเท่ากับหนึ่งเท่าเดิมครับ จะมาหาว่าเซียนว่านชอบแทงกั๊ก ชอบหวงวิชา ชอบเอาแต่ได้ก็คงไม่ถูกครับ…ครูสมัยนี้ใจดียืดหยุ่นกว่าเมื่อก่อนเยอะแล้วนะครับ ครูสมัยเก่านี่ไม่ได้เลย ดุและหวงแหนวิชามาก ท่านเพียงต้องการรักษาความบริสุทธิ์ของวิชาเอาไว้ให้คนที่เหมาะสม ท่านว่า “…วิชามีค่าดั่งแก้วมณี… ใช่ประสงค์ตรงทรัพย์สิ่งสุวรรณ จะป้องกันมิให้ไพร่ได้วิชา..

สมัยตอนผมยังสะสมพระเครื่องอยู่นั้น เวลาเอาพระไปให้เซียนพระเครื่องช่วยเช็คพระนั้น ก็จะมีธรรมเนียมกำนัลด้วยพระในชุดนั้นด้วยเหมือนกัน ถือเป็นค่าครูค่าวิชา แต่เซียนจำนวนไม่น้อยก็จะเลือกเอาพระองค์ที่คิดว่าเราไม่เสียดาย เป็นมารยาทของวงการน่ะครับ…เล่าให้ฟังเฉยๆไว้เทียบเคียงนะครับ…

เรียบเรียงโดย อรรถวัติ กบิลว่าน

๑๘ – ๒๗ ส.ค.๕๗

อ้างอิง

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]

หลักการวินิจฉัยชี้ขาดว่าน (Identification for Wan) ตอนที่ ๑

เมื่อเล่นว่านได้สักระยะ เราอาจจะมีโอกาสต้องให้คำปรึกษาหรือตอบคำถามแก่นักเล่นว่านรุ่นใหม่ๆ เกี่ยวกับการวินิจฉัยชี้ขาดชื่อของว่านต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่นักเล่นว่านรุ่นพี่จะต้องใช้ความพินิจพิเคราะห์อย่างมาก

หลักการวินิจฉัยชี้ขาดว่านนั้น ค่อนข้างที่จะต้องรัดกุมกว่าการระบุชื่อต้นไม้ ประเภทไม้ประดับอย่างอื่น เนื่องจากว่านยังผูกพันกับข้อมูลทางยา ข้อมูลการใช้ทางความเชื่อและทางจิตศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะพลาดไม่ได้ เพราะถ้าพลาดอาจหมายถึงความเสียหายทั้งในด้านร่างกายและชีวิต ตลอดจนความเชื่อถือศรัทธาในว่านและหลักวิชาของว่าน

โดยส่วนมากสังคมออนไลน์ในปัจจุบันจะพบกลุ่มผู้สนใจต่างๆมากมายเกิดขึ้น ผู้เขียนเองก็พบกลุ่มคนเล่นว่านอยู่หลายกลุ่มในสังคมเฟสบุ๊ค ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนภาพว่านและข้อมูลกันและกัน ทำให้การเล่นว่านสมัยนี้ดูคึกคักและสนุกสนานมากขึ้นกว่าแต่เก่า ซึ่งแต่ก่อนนั้นมีเพียงบรรยากาศของผู้คนซื้อหาว่านและพบปะกันครั้งราวในตลาดว่าน หรือบรรยากาศในการบุกรังว่านของพรรคพวกเพื่อนฝูงซึ่งก็มีไม่บ่อยครั้งนัก

เพจกลุ่ม “ว่าน สมุนไพร ไม้มงคลไทย โดย ณรงค์ศักดิ์ ค้านอธรรม”

เพจกลุ่ม “ว่าน สมุนไพร ไม้มงคลไทย โดย ณรงค์ศักดิ์ ค้านอธรรม” ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกราว 14,061 คน (ข้อมูลเมื่อ ๑๔ พ.ย.๖๑) ที่ผมเป็นหนึ่งในผู้ดูแล นับว่าเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับว่านที่ใหญ่มากที่สุดในประเทศ ที่นี่เพื่อนๆสมาชิกจะได้แชร์ข้อมูลและรูปภาพเกี่ยวกับว่านให้แก่กันและกัน และแน่นอนสิ่งหนึ่งที่เพื่อนๆมักโพสต์ข้อมูลมาถามแก่สมาชิก นั่นคือการถามชื่อว่านที่ตนเองมี

จุดอ่อนของการเล่นว่านในสังคมออนไลน์

สังคมออนไลน์นั้นมีจุดอ่อน คือการขาดซึ่งอรรถรสของว่านจริง หัวว่านจริง ใบดอกว่านจริงๆไป เหตุนี้เองด้วยการจำกัดข้อมูลเพียงรูปภาพเพียงมุมแคบๆทำให้การวินิจฉัยชี้ขาดว่านนั้นยากกว่าการได้เห็นต้นจริงๆตามรังว่านหรือตลาดว่านมากมายนัก ผมเลยนำข้อมูลเทคนิคการวินิจฉัยชี้ขาดว่านมาฝากแฟนๆครับ เผื่อจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลว่านได้สนุกขึ้น ตรงประเด็นและไม่ผิดพลาด โดยสรุปหัวข้อที่จะต้องพิจารณาเป็นพิเศษคือ

เสน่ห์จันทน์เขียว ต้นที่ฟอร์มต้นคล้ายเสน่ห์จันทน์มหาโพธิ์(มองจากด้านบน)

  • ความชัดเจนของรูปภาพ ในมุมต่างๆ :เพราะภาพในมุมเดียวหรือภาพ ภาพเดียวจะไม่สามารถชี้ขาดได้ในว่านหลายๆชนิด เนื่องจากว่านแต่ละชนิดก็มีจุดตัดเฉพาะตัวๆไป ยิ่งคนที่ไม่รู้จักด้วยแล้วก็คงไม่รู้ว่าจะถ่ายภาพมุมไหนมาถาม ยกตัวอย่างเช่น “ว่านเสน่ห์จันทน์เขียว” ต้นดังภาพที่ครั้งหนึ่งเคยหลอกตาเซียนว่านมาแล้ว ด้วยภาพที่หลอกตาในมุมที่ไม่ได้เน้นจุดเด่นของว่านนี้ ประกอบกับว่านต้นที่ผมนำมาเสนอคาดว่าเป็นสายพันธ์ป่าที่เมื่อครั้งหนึ่ง เคยมีการนำมาตีมึนขายเป็นเสน่ห์จันทน์มหาโพธิ์อันเป็นต้นที่มีราคาสูงกว่าในสมัยนั้น

เสน่ห์จันทน์เขียว ต้นที่ฟอร์มต้นคล้ายเสน่ห์จันทน์มหาโพธิ์(มองจากด้านข้าง)

เทคนิคในการดูว่านนี้จึงต้องดูในมิติที่ละเอียดขึ้นคือดูที่ลำต้น ว่ามีลายประแต้มเขียวหรือไม่ และจุดตัดเลยจริงๆคือการพิสูจน์กลิ่น ต้องเด็ดใบดมดูครับ เสน่ห์จันทน์เขียวจะหอมเปรี้ยว ส่วนเสน่ห์จันทน์มหาโพธิ์จะหอมหวาน และต้องหอมมากปานสลบไสลเลยทีเดียว……(เสน่ห์จันทน์เขียวจะหอมพอประมาณพอสดชื่นโดยขยี้แล้วดมจึงพอได้กลิ่นฟุ้ง)

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่บรรดาเซียนว่านและ อาจารย์ว่านที่รู้จุดตัดนี้จึงต้องถามกลับในรายละเอียดของว่าน ตลอดจนขอดูภาพในมุมอย่างอื่นๆ ทั้งนี้เพราะการวินิจฉัยว่านให้คนอื่นนั้นมีแต่เจ๊งกับเจ๊า ถ้าวินิจฉัยถูกก็ถูกไป…แต่ถ้าวินิจฉัยผิดผลเสียหายเกิด ๒ ทางเลยทีเดียวคือ กับตนเอง กลายเป็นอาจถูกประณามว่าไม่แน่จริงนี่หว่า…ฯลฯ(นักเลงว่านสมัยเก่าเขาถือกันมากเลยเรื่องนี้)…เข้าตำราเนื้อมิได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ยังเอากระดูกมาแขวนคออีก…

ลาย ประแต้มสีเขียวที่โคนใบ เป็นจุดตัดหนึ่งในการวินิจฉัยว่านเสน่ห์จันทน์เขียว

แต่สิ่งที่เสียหายหนักกว่า ก็คือ “ความคลาดเคลื่อนของหลักวิชา” ซึ่งตามแต่เดิมว่านเป็นเรื่องที่ยากและจุกจิกอยู่แล้ว ถ้ามีการผิดพลาดในองค์ความรู้ต่อไปเรื่อยๆ เรื่องของว่านก็จะสับสนอลหม่านมากยิ่งขึ้น จนยากที่จะสังคายนาในอนาคต

เพราะมุมมิติหนึ่งของว่านคือ “ว่านบางต้นแม้มิใช่ว่านมาแต่เดิมแต่ด้วยถือเป็นมติชน(คนจำนวนมากยึดถือ) ไปแล้ว คือมีคนเชื่อกันมาก ก็จำต้องขนานนามว่า “ว่าน” ไปโดยปริยาย ยกตัวอย่าง “ว่านรางทอง(ใบด่าง)” ครับ จริงๆเป็นไม้นอก ที่ทำให้เกิดด่างขึ้นแล้วเอามาขายเป็นว่านจนทั้งประเทศเรียก “ว่าน” ตำรับว่านจึงต้องถูกมัดมือให้รับรองไปโดยปริยาย…เรื่องนี้เป็นเรื่องของว่านในมิติของประชาธิปไตยไงครับ เขาเรียกว่านกันทั้งเมืองเราคนเดียวไม่เรียก จะสื่อสารกับคนอื่นได้ไหม ?….ใช่ไหมครับ

ดังนั้นหากเราวินิจฉัยว่านหรือระบุชื่อว่านผิดออกไป ต่อมาคนทั่วไปต่างพากันใช้ชื่อนี้ด้วยกันจำนวนมาก จนเกิดการยอมรับเป็นมติชนนิยมที่เราจำต้องปล่อยเลยตามเลยเพราะสู้แรงหมู่ชนไม่ไหว เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆเข้าสุดท้ายชื่อว่าน ต้นว่านก็จะค่อยๆผิดเพี้ยนสับสนกันไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น ว่านดอกทองสุริยะเทพ จริงๆแล้วนามเดิมเขาคือเพชรแดง เพชรพระอูมาแดง หรืออูมาวดีดอกแดง ตามตำรายุคเก่าครับ (เพชรแดงอีกต้นนามเดิมคือเพชรใหญ่แดง ซึ่งคู่กับเพชรน้อยแดง)

ซ้าย..ดาบหลวงด่างฟอร์มที่ยังเล็กอยู่ กลางขอนดอกด่าง ขวาว่านขอนดอก(ในกระถางเดียวกัน) เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการเช็คว่านนั้นต้องละเอียดอ่อนมาก บางทีก็ต้องมีต้นมาเช็คเทียบกับต้นมาตรฐานที่มีอยู่เลยทีเดียวจึงจะได้ข้อสรุป เหตุนี้เองว่านจึงมีมุมมิติที่คลาสสิกและเล่นแล้วผมคิดว่าสนุกกว่าพืชกลุ่มอื่น… ท่านว่าไหม?….

และว่านอีกตัวที่ชัดเจนมากในเรื่องนี้คือ “กวักแม่ทองใบ” ไงครับ กวักแม่ทองใบเริ่มจากกวักแม่ทองใบไม่กี่ต้น แตกขยายสายพันธ์ จนมีมากมายกว่า ๕๐ ต้นด้วยกัน และก็มีชื่อที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่น่ากลัวมากที่ผมและพรรคพวกกังวลมากคือ “ว่านในกลุ่มโพลงและดอกทอง” เพราะว่านเหล่านี้มีหลักเกณฑ์และวิชาในตัวมันเอง…มีทริคการแยกแยะ การคัดสรรค์ การดู การใช้ ฯลฯ อื่นๆจิปาถะ ซึ่งไม่ได้มีหลักเดียวอย่างแม่ทองใบ คือ “สวย” อันไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยแก่ใครมากครับ

ว่านในกลุ่มกวักแม่ทองใบ ในตำราระบุไว้ถึง ๓๙ ชนิด แต่ยุคหลังมีเพิ่มอีกหลายชนิด คาดว่าจนถึงปัจจุบันมีไม่ต่ำกว่า ๕๐ ชนิดแล้ว ว่านนี้บางท่านปฏิเสธว่าไม่ใช่ว่าน แต่แท้จริงแล้วสำหรับคนเลี้ยง “เป็น” แล้วสามารถทำให้เป็นว่านได้

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแม่ทองใบขึ้นสู่จุดสูงสุดและลงต่ำสุดอย่างรวดเร็ว ผมเองกลัวว่านกลุ่มอื่นๆ ตลอดจนว่านทั้งปวงเป็นเช่นนั้นอีกครั้งจริงๆ….วงการว่านซบเซาไปนานมากเลยนะครับกว่าจะสร้างกลับมาให้คึกคักได้อย่างนี้อีกครั้ง…. ….(ปล.บทความนี้เขียน ราว ส.ค.๕๗ ปัจจุบัน พ.ย.๖๑ พบว่า ว่านกลุ่มดอกทองที่เคยพีคมากเมื่อปี ๕๗ ตอนนี้ตกลงและแผ่วอย่างมาก และแน่นอนข้อมูลว่านกลุ่มนี้พันกันอีรุงตุงนังมาก รอให้ว่างกว่านี้ผมจะมาเฉลยให้ฟังกันครับ…)

โปรดอ่านต่อ ตอนที่ ๒….

จากใจ อรรถวัติ กบิลว่าน

คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 1 คะแนนเฉลี่ย: 5]