ข้อแนะนำในการศึกษาเรื่องว่านไทย และความศักดิ์สิทธิ์ของว่าน ตอนที่ ๑

ข้อแนะนำในการศึกษาเรื่องว่านไทย

๑.) การศึกษาเรื่องว่านคือการตีความตามคำบรรยายลักษณะของว่านในตำรา เพื่อค้นหาต้นว่านจริง  ดังนั้นการศึกษาเรื่องว่านตามตำราที่พิมพ์ขึ้นใหม่ ต้องดูรูปถ่ายว่านอย่างระมัดระวัง เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าผู้เขียนตีความถูกต้องหรือไม่  หรือ ตีความอย่างมีอคติหรือไม่

ตำราว่านโบราณเป็นเพียงคำบรรยายด้วยตัวอักษรเท่านั้น  ไม่มีรูปประกอบแต่อย่างไร  เราจึงต้องเน้นตีความตามตัวอักษรเป็นหลัก

๒.) ว่านตามกบิลว่านเป็นว่านหลักที่เล่นกันในวงการเท่านั้น  แท้จริงแล้วยังมี “ว่านนอกกบิลว่าน”อีกมากมาย ที่มีประโยชน์ และควรศึกษา  หรือแม้กระทั่ง ว่านที่ปรากฏในกบิลว่านแล้วแต่ มีชื่ออื่นและสรรพคุณอื่นที่นอกเหนือจากกบิลว่าน ข้าฯก็จัดว่าเป็น  “ว่านนอกกบิลว่าน”ที่ไม่ควรมองข้าม

ยกตัวอย่างเช่น  “ว่านพระฉิม”( ตามกบิลว่าน )ทางอีสานเรียก “อีเฒ่าหนังหยาบ” ใช้ทางคงกระพันชาตรี ส่วนจังหวัดน่าน เรียก “ว่านพระยางู” ใช้แก้และกันอสรพิษฯลฯ จึงขอแนะนำให้เปิดโลกทัศน์และมุมมองของตนเพื่อศึกษาและขยายผลเรื่อง “ว่านนอกกบิลว่าน”

ตำราว่านสายล้านนา สาธุ อุตระ วชิโร คัดลอกจากพับสาฉบับวัดเมืองกาย จ.เชียงใหม่ ถือเป็นตำราว่านนอกกบิลว่าน

๓.) ปัจจุบันมีการศึกษากบิลว่านแนวใหม่ “แนวชำระกบิลว่าน” คือการนำว่านตามกบิลว่านที่เล่นในตลาดมาตีความใหม่   เพื่อขจัดว่านยัด(ว่านที่ตีความเข้าข้างตนเองเพื่อหลอกขาย) และว่านพันทาง(ไม้เทศที่พึ่งนำเข้ามาในประเทศไม่ทันยุคที่แต่งตำราเดิม )ออกจากสารระบบกบิลว่าน  และพยายามตีความให้พบต้นจริงที่ยังหากันไม่เจอ ผู้ศึกษาแนวนี้ เช่น กลุ่ม อรรถวัติ กบิลว่าน, คุณ นพคุณ คุมา

ตัวอย่างการตีความใหม่ เช่น คุณนพคุณ ว่า “โรหินี คือกวาวเครือดำ, เนรกัณถี คือข้าวเหนียวดำ, พระยาแร้งแค้น คือหนาดต้นแดง(หาอ่านเพิ่มเติมในหนังสือ “ตำราพฤกษาวิเศษว่านยาเล่ม ๑”  สั่งซื้อได้ที่ ๐๘๑-๙๕๐๐๔๓๖) ขอแนะนำให้ช่วยกันศึกษาแนวนี้เยอะๆเพื่อความก้าวหน้าของวงการว่านไทย

๔.) แนะนำให้หาว่านจริง ชมตามบ้านของนักสะสมว่านยุคเก่า และออกเดินป่า หาว่าน จากธรรมชาติจริงๆ จึงจะเข้าใจธรรมชาติของว่านนั้นๆ  และค้นพบว่านที่ยังหาไม่พบ

จากข้อแนะนำในการศึกษาทั้งหมดนี้ ขอให้ผู้อ่านสนุกสนานและประสบความสำเร็จในการศึกษาว่านทั้งว่านในกบิลว่าน และนอกกบิลว่าน ครับ

สมมุติฐานว่าด้วยความศักดิสิทธิ์ของว่าน

พืชตระกูลว่านมีจุดเด่นต่างจากพืชพันธุ์อื่นอย่างไร?   เรื่องนี้คงตอบยากถ้าจะพูดในเชิงพฤกษศาสตร์ แต่ในเชิงคติชนวิทยา ว่านต่างจากพืชพันธ์อื่นตรงความศักดิสิทธิ์ในตัวเอง  และเป็นข้อแตกต่างที่โดดเด่นยิ่ง สิ่งใดกันเล่า? ที่ทำให้พืชพันธุ์ที่เป็นว่าน มีความศักดิ์สิทธิ์แตกต่างจากพืชพันธุ์อื่น  ?

จะเห็นว่ากบิลว่านเป็นองค์ความรู้ที่มาจากผู้วิเศษทรงความศักดิ์สิทธิ์(ฤาษี)  ดังนั้นท่านจึงกล่าวเรื่องความศักดิ์สิทธ์ของว่านได้สมบูรณ์สมภูมิของท่าน

          “ สิทธิการิยะ ยังมีฤาษี ๔ องค์ในแผ่นดินนี้ มีฤทธาอานุภาพยิ่งกว่าบรรดาโยคีฤาษีทั้งปวง ทั้ง ๔ องค์นี้มีนามว่า กะวัตฤาษีองค์หนึ่ง กะวัตพันฤาษีองค์หนึ่ง สัพรัตถนาถฤาษีองหนึ่ง จังตังกะปิละฤาษีอีกองค์หนึ่ง พระฤาษี ๒ องค์ใน ๔ องค์นี้ ได้ให้ธาตุทั้ง ๔ ตั้งอยู่เป็นอธิบดีแก่บรรดาสรรพสิ่งทั้งปวง ส่วนท่านฤาษีองค์ที่ ๔ คือท่านจังตังกะปิละนั้นได้ตั้งบรรดากบิลว่านต่าง ๆ ขึ้นไว้สำหรับท้าวพระยาทั้งปวงอันรู้จักคุณพระรัตนตรัย คือพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ทั้งยังรู้จักอดกลั้นต่อบรรดาอกุศลกรรมทั้งหลายอีกด้วย เพื่อสำหรับท้าวพระยาและสมณชีพราหมณ์ทั้งปวง จนได้รู้จักสรรพคุณและสารประโยชน์จากว่านต่าง ๆ เหล่านั้น ไปช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บและช่วยปกป้องผองภยันตรายทุกข์ภัยนา ๆ ประการแก่ผู้เฒ่าผู้แก่แลคนทั้งปวงทั่วกัน

      ความเกี่ยวพันระหว่างฤาษีผู้วิเศษกับว่านยามีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น  ดังปรากฏในบทไหว้ครูแพทย์แผนไทยว่า

          ” หนึ่งข้าอัญชลี  พระฤาษีผู้ทรงฌาน

แปดองค์เธอมีฌาณ    โดยรอบรู้ในโรคา

ไหว้คุณอิศวเรศ    ทั้งพรหมเมศทุกชั้นฟ้า

สาบสรรซึ่งว่านยา   ประทานทั่วโลกธาตรี ” 

ต่อไปจะกล่าวถึงสมมุติฐานว่าด้วยความศักดิ์สิทธิของว่าน ว่าเหตุใดว่านเหล่านี้จึงมีความศักดิสิทธิในตนเอง

๑.ธาตุปรอทในต้นว่าน

คนไทยโบราณมีความเชื่อในความศักดิสิทธิ์ของปรอทมานานแล้ว เชื่อว่าปรอทเป็นของกายสิทธิ์เหมือนมีชีวิต  เคลื่อนย้ายที่ไปตามที่ต่างๆ  มักชอบ ที่มีความชื้นเย็น มีหมอก ริมน้ำ  และปรอทชอบกินของที่เน่า  หากใครเคยเอาปรอทมาถูตัว จะทราบว่าปรอทมีกลิ่นเหมือนน้ำครำ  การดักปรอทต้องเอาของเน่า เช่น ไข่เน่า หรือไก่เน่าออกมาล่อปรอท

จะมีเพียงวรรณกรรมเรื่อง “นิราศสุพรรณ” เท่านั้น ที่ท่านสุนทรภู่เล่าว่า เอาน้ำผึ้งเข้าล่อ ให้ปรอทมาเสพ  หรือว่าท่านเข้าใจสับสน กับ“เหล็กไหล” ก็ไม่อาจทราบได้!!

ปรอทมีคุณสมบัติที่เราจับไม่ติด กลิ้งได้ เคลื่อนที่ไว ประหนึ่งมีชีวิต  ลักษณะนี้เองคนโบราณจึงนับถือความศักดิ์สิทธิของปรอท การเคลื่อนไหว, กินอาหาร, หนีได้เหมือนมีร่างกาย เป็นที่มาของคำว่า “กายสิทธิ์”

เรื่องนี้ถูกนำมาอธิบายว่าว่านแต่ละชนิดจะมีปรอทสิงสู่อยู่ในเนื้อว่าน  และปรอทในเนื้อว่านแต่ละชนิดก็ต่างกันไปทำให้คุณวิเศษของว่านแต่ละชนิดต่างกันออกไปด้วย

ปรอทสำเร็จ ที่สร้างจากปรอททะเล (ฆ่ายาก) ตามตำราหลวงปู่คำสิงห์ ทั้งสามประเภท (อิทธิฤทธิ์+เมตตา+ปัญญา) ที่คุณ อรรถวัติ กบิลว่าน พกติดตัวตลอด โดยเชื่อว่า นอกจากมีคุณดังตำราแล้ว ยังมีอำนาจในการคุมว่านทั้งหลายให้เชื่อฟังหรือใช้ได้ดังประสงค์ 

พวกเล่นปรอทในการแปรธาตุ มีความเชื่อว่า ว่านมีปรอทดีอยู่ในตัว  หากพกปรอทติดตัว จะป้องกันพิษว่านป่าที่จะมาทำอันตรายเรา  ในขณะเดียวกันหากพกว่านที่มีปรอทแรงไว้กับตัว ก็จะป้องกันพิษปรอทป่าได้เช่นกัน และการที่ว่านมีปรอทในตัวนี่เองจึงเหมาะที่จะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียม(สร้าง)ปรอทกายสิทธิ์

ในตำราการทำปรอทสำเร็จ เมื่อ ดักปรอทได้แล้ว ต้องมีกระบวนการให้ “ปรอทลืมถิ่น” เพื่อไม่ให้ปรอทหนีกลับไปที่เดิม วิธีคิดนี้เองสอดคล้องกับการกู้ว่าน  ที่ให้กู้ว่านที่ทิ้งใบและยุบตัว ก่อนเดือน ๓ หรือก่อนฤดูที่นกยูงร้องหาคู่ เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้ ปรอท ก็จะหนี ไปหาแหล่งที่อุดมสมบูรณ์อยู่(ปรอททิ้งถิ่น) ว่านที่ปลูกนั้นก็จะถอยฤทธิ์ลง เพราะปรอทหนีไปอยู่ที่อื่น ว่านที่เสื่อมฤทธิ์ปรอทจากการไม่กู้ว่านนี้ ทางอีสานเรียก “ว่านเฮื้อ”

สรุปว่า กบิลว่าน มองว่านมีคุณวิเศษเพราะมีปรอทในตัว

๒.พฤกษาเทวา และจิตวิญญาณอื่นประเภทพฤกษเทวา

ทฤษฎีนี้เชื่อว่าต้นว่าน มีเทวดาสิงสู่และรักษาให้เกิดความศักดิสิทธิ์ หรือมีจิตวิญาณที่มีอำนาจสูงสิงสู่และดูแลความขลังอยู่ในตน เพื่อให้เห็นภาพจะยกตัวอย่าง เช่น

 -ว่านญาณรังสี  จะมีเทวดาดูแล  วันดีคืนดีจะมีเทวดามาขับกล่อมดีดสีตีเป่าบำเรอต้นว่าน

-ว่านไพลดำ ต้นของ “ลุงสัมฤทธิ์ สีขวา” ท่านเรียกต้นว่านว่า  “พ่อปู่ไพลดำ” เชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณผู้รักษาต้นว่าน

-ว่านโพรง มีจิตวิญญาณน่ากลัวสิงอยู่สามารถชักเอาหน้าผู้เป็นเจ้าของออกหากินได้

ว่านประเภทนี้ มีจุดสังเกต คือ การเก็บกู้ จะมีกรรมวิธีพิเศษ  ยกตัวอย่างในกบิลว่าน เช่น

ต้องนุ่งขาวห่มขาว  ถือศีลอุโบสถ ก่อนจะกู้ ต้องเตรียมเครื่องบัตรพลี ระวังเงาเราและต้นว่านทับกัน ว่านบางชนิด ตำราเขียนไว้ชัดว่า  “ให้ขอกับเจ้าของว่าน(ตัวว่านเอง)” สาเหตุที่ไม่ให้เงาทับกัน เหตุผลหนึ่งคือ กันจิตวิญญาณในว่านไม่ให้เข้าครอบงำเราได้

โปรดติดตามตอนที่ ๒ ….

โดย อ.น. นักสิทธิอีสาน

ทีมงาน: ssbedu.com

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook
คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านให้
[จำนวนผู้โหวต: 2 คะแนนเฉลี่ย: 5]
Bookmark the permalink.

Comments are closed.